ผลสำรวจ Marketeer No.1 Brand ประจำปี 2021 ในหมวดโรงภาพยนตร์ ชื่อของ ‘เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์’ ยังคงเป็นอันดับ 1 ในใจผู้บริโภค ท่ามกลางวิกฤตที่ทำให้แฟนหนังต้องห่างหายจากการเข้าโรงหนังไปบ้าง

แต่ในทุกวิกฤตต้องมีปลายทางและฉากจบ

นรุตม์ เจียรสนอง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) ยังเชื่อมั่นว่า

“ในสายตาของแฟนหนัง โรงภาพยนตร์ยังคงเป็น First Window ที่สามารถมอบประสบการณ์ในการชมภาพยนตร์ที่ดีที่สุดเสมอ”

เมื่อทุกอย่างปลดล็อก… “เมเจอร์” ก็พร้อมก้าวกระโดด

ต้องยอมรับว่า ธุรกิจโรงภาพยนตร์ ได้รับผลกระทบหนักจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่หากทุกอย่างคลี่คลายปลดล็อก ธุรกิจที่เหมือนถูกแช่แข็ง จะสามารถกลับมาได้แบบ V shape จากทั้งหนังฟอร์มยักษ์ที่รอจ่อคิวฉายตั้งแต่ปีที่แล้ว รวมถึงแฟนหนังที่อยากได้ประสบการณ์การชมภาพยนตร์ที่ดีที่สุดก็พร้อมกลับเข้าโรงภาพยนตร์

ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกาหรือจีน โรงภาพยนตร์สามารถกลับมาเปิดได้เกือบ 100% พร้อมกับยอดรายได้ที่เข้ามาเทียบได้เกือบเท่ากับช่วงเวลาปกติ ส่วนเมืองไทยคาดว่าเดือนสิงหาคมน่าจะสามารถกลับมาเปิดโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพฯ ได้ ซึ่งสาขาในต่างจังหวัดได้รับผลกระทบเพียง 40% อีก 60% ยังคงเปิดให้บริการ”


ที่สำคัญในอีก 6 เดือนข้างหน้า (ไตรมาส 3 และ 4 ของปี 2021) จะเป็นช่วงที่หนังฮอลลีวูดทยอยเข้าฉายกว่า 100 เรื่อง รวมถึงหนังที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดคนดูได้อย่าง Fast & Furious 9, Black Widow หรือ 007 No Time to Die รวมถึงหนังในโซนเอเชียจากประเทศจีน เกาหลี และญี่ปุ่น ก็ถือเป็นตลาดที่ขยายตัวเติบโตมากในช่วงโควิด

“สำหรับหนังไทย เมเจอร์มีหนังไทยที่ผลิตเองอยู่ในมือกว่า 20 เรื่อง รวมถึงมีเป้าฉายหนังไทยให้ได้อย่างน้อยทุก ๆ 1-2 สัปดาห์ และต้องมี 1 เรื่องที่เมเจอร์ผลิตเอง”

“ตลาดหนังไทยเติบโตมากในต่างจังหวัด เมเจอร์เองมีสัดส่วนโรงหนังครึ่งหนึ่งอยู่ในกรุงเทพฯ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งกระจายทั่วต่างจังหวัด อย่างในช่วงโควิดโรงหนังต่างจังหวัดสามารถทำรายได้สูงถึง 60% เพราะได้รับผลกระทบจากการปิดโรงน้อยกว่า”

สำหรับเป้าในปีหน้า 2022 ยังคงเดินหน้าผลิตคอนเทนต์หนังไทย โดยวางเป้าไว้ที่ 30 เรื่องเพื่อป้อนเข้าสู่โรงภาพยนตร์ รวมถึงทุกเรื่องจะถูกส่งออกเพื่อไปฉายในต่างประเทศ ทั้งในอาเซียนอย่างประเทศลาว กัมพูชา เมียนมา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย รวมถึงส่งออกไปยังประเทศจีนอีกหนึ่งตลาดใหญ่ที่จับตา

นรุตม์อธิบายต่อถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในยุค Post Covid รวมถึงการทรานส์ฟอร์มธุรกิจของ เมเจอร์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน …

ธุรกิจโรงภาพยนตร์เหมือนได้ผุดขึ้นมาหายใจ ในช่วงที่ผู้ป่วยโควิดบ้านเราเป็นศูนย์ ตอนนั้นตรงกับหนังฟอร์มยักษ์อย่าง ก็อตซิลล่า ปะทะ คอง ปรากฏว่าคนดูกลับมาแน่นโรง แม้ต้องนั่งแบบที่นั่งเว้นที่นั่ง แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้กวาดรายได้ระดับ 500 ล้านบาท หรือหนังไทยอย่าง อีเรียมซิ่ง ก็ทำผลงานได้ดีระดับ 200 ล้านบาท

“ต้องยอมรับว่าเราหวั่นใจ แต่พอมาดูตัวเลขของหนัง 2 เรื่องที่ได้ฉายในช่วงสถานการณ์โควิดดีขึ้นก็ทำให้เรามั่นใจได้ว่า ‘หนังที่มีคุณภาพยังสามารถดึงคนกลับมาให้เข้าโรงภาพยนตร์ได้’ พิสูจน์คำว่า Content is King ของจริง”

ส่วนในฝั่งของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ที่หลายคนมองว่าจะมาดิสรัปท์โรงหนัง แต่ในสายตาของ เมเจอร์ มองว่านี่คือพันธมิตร

“เราขายสิทธิ์ภาพยนตร์ไทยทั้งหมดให้กับ Netflix ซึ่งรายได้ตรงนี้สูงพอที่จะทำให้เราสามารถนำมาเพิ่มคุณภาพและปริมาณของหนังไทยได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมหนังไทยด้วยเช่นกัน”

… และที่ผ่านมา เมเจอร์ ถือเป็นองค์กรที่ใช้ดิจิทัลเข้ามาทรานส์ฟอร์มธุรกิจมาโดยตลอด อย่างตัวโรงหนังเองที่ใช้พนักงานในการโอเปอเรตน้อยมากเมื่อเทียบกับโรงหนังในประเทศอื่น ใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาจัดการเรื่องขายตั๋ว ตรวจบัตร ไปจนถึงเรื่องแอปพลิเคชัน ที่เมเจอร์เดินหน้าพัฒนาจริงจัง และมองว่านี่คือเครื่องมือหลักในการเชื่อมกับผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

“เราจะปล่อยแอปพลิเคชันใหม่ในช่วงสิงหาคมปีนี้ ที่นอกจากจะจอง เช็กรอบหนังแล้ว จะรวบรวมระบบสมาชิกทั้งหมดของเมเจอร์มาไว้ในที่เดียวกัน และเจาะตลาดกลุ่มนี้แบบ personalization มากขึ้น เมื่อรู้จักและเข้าใจลูกค้ามากขึ้นก็จะสามารถเลือกสิ่งที่เขาสนใจได้ตรงใจมากยิ่งขึ้น

“อย่างยอดจองตั๋วหนังผ่านแอปยังสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้วประมาณ 10% ปัจจุบันเกือบ 20% ที่เลือกวิธีนี้ และยังมีแผนที่เมเจอร์จะทำคือ Cashless Model จ่ายทุกอย่างแบบไม่ใช้เงินสด 100% โดยจะเริ่มที่เมเจอร์ 40 สาขาในกรุงเทพฯ ก่อน

“การจ่ายเงินด้วยบัตรเดบิต เครดิต หรือสแกนจ่ายด้วย QR รวมถึงแอปวอลเล็ตของพาร์ตเนอร์ หรือแอปเมเจอร์เองคือวิธีชำระเงินที่ง่ายที่สุด และไม่ใช่เรื่องใหม่ของคนยุคนี้อีกต่อไปแล้ว และลูกค้าเองก็สามารถใช้ส่วนลดหรือสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้สะดวก และคุ้มค่ากว่าซื้อตั๋วที่หน้าตู้อีกด้วย อีกหน่อยลูกค้าก็จะสามารถจัดการทุกอย่างผ่านแอปซื้อตั๋ว ซื้อป๊อปคอร์น แล้วเดินเข้าโรงภาพยนตร์โดยไม่ต้องควักเงินสดได้เลย…”


เมเจอร์ ต้องเป็นมากกว่าโรงหนัง

คีย์สำคัญที่ทำให้ เมเจอร์ยืนหนึ่งในใจผู้บริโภค คือการทรานส์ฟอร์มตัวเองให้เป็นมากกว่าแค่โรงหนังมาโดยตลอด

“เพราะสิ่งที่เมเจอร์ตั้งใจที่สุดคือการสร้าง ความสุขให้กับลูกค้า พร้อมกับนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ๆ จากทั่วโลกที่ตอบโจทย์และเข้าใจลูกค้ามากขึ้นตลอดเวลา”

และ แบรนด์เมเจอร์ ต้องเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ อย่างเช่น การขายป๊อปคอร์นก็ออกไปนอกโรงภาพยนตร์ ที่เปิดขายทั้งในห้าง ซูเปอร์มาร์เก็ต ไปจนถึงขายผ่านเดลิเวอรี่แอป แตกไลน์เป็นป๊อปคอร์นกึ่งสำเร็จสามารถซื้อไปเก็บเมื่ออยากกิน เพียงหยิบเข้าไมโครเวฟไม่กี่นาทีก็พร้อมรับประทาน รวมถึงการออกรสชาติใหม่ ๆ เพื่อปลุกกระแสต่อเนื่อง ถึงหนังฉายไม่ได้แต่ป๊อปคอร์นก็ขายดี แม้ยอดขายตรงนี้ไม่สามารถเทียบรายได้จากการเปิดโรงภาพยนตร์ แต่ก็ทำให้เราเห็นวิธีปรับตัวและไม่อยู่นิ่งของแบรนด์ที่ชื่อว่า เมเจอร์

และอย่างที่เห็นตอนนี้เมเจอร์ทรานส์ฟอร์มตัวเองเพื่อขยายไปในธุรกิจนอกเหนือจากโรงภาพยนตร์ตลอดเวลา

“ในอนาคตเราจะทำเรื่องของ content creation มากขึ้น ไม่มีโรงภาพยนตร์ไหนในประเทศสามารถผลิตคอนเทนต์ได้เยอะเท่าเรา จึงมีเป้าหมายอย่างการเป็น content creation hub ในการผลิตภาพยนตร์ไทยเสิร์ฟตลาดในเมืองไทยแล้วก็ส่งออกไปเมืองนอกอีกด้วย

“รวมถึงใช้จุดแข็งที่มีอย่างการมีสาขาเยอะที่สุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยมาต่อยอดในธุรกิจเชิงพื้นที่ให้บริการ รวมถึงยังมีการปรับปรุงโรงภาพยนตร์ใหม่ในหลาย ๆ สาขาเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น โรงภาพยนตร์วีไอพี หรือ คิดส์ซีนีม่า สำหรับเด็กๆ และครอบครัว ซึ่งมีอยู่กว่า 10 สาขา”



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน