เกมฟาดฟันในตู้ไอศกรีม ‘กูลิโกะ’ จะกิน Share เท่าไร ?

 

 

 

The-Battle-ICE-CREAM---POSTb-01

The-Battle-ICE-CREAM---POSTb-02

The-Battle-ICE-CREAM---POSTb-03

นับตั้งแต่ที่ “วอลล์” สูญเสียสิทธิ์การเป็น “เพียงผู้เดียว” ที่สามารถวางตู้แช่ในเซเว่นอีเลฟเว่น ที่ ณ เวลานั้นมีสาขาอยู่กว่า 9,000 แห่งทั่วประเทศ ไปเมื่อปลายปี 2015 ได้กลายเป็นดั่งสัญญาณลั่นกลองรบของผู้เล่นทั้งรายเล็กและรายใหญ่ ที่ต้องการแสวงหาขุมทรัพย์ในตู้เล็กๆนี้

เมื่อมีที่ว่าง  ? ใครบ้างจะไม่อยากเข้ามา

ทำไมตู้แช่ไอศกรีมถึงกลายเป็นพื้นที่ขุมทรัพย์นะหรอ ? ก็ดูจากมูลค่าจากยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ได้ระบุว่าตลาดไอศกรีมของไทยในปี 2016 เติบโตถึง 8% มีมูลค่าประมาณ 13,853 ล้านบาท และคาดว่าในปีนี้จะมูลค่าอยู่ที่ 14,732 ล้านบาท ที่สำคัญตลาดนี้จะทะยานขึ้นไปถึง 18,694 ล้านบาทในปี 2021

เมื่อตลาดยังมีโอกาสมหาศาล ขณะที่เจ้าของพื้นที่เดิมได้เสียสิทธิ์ที่เคยครอบครองทั้งตู้ มาเหลือพื้นที่ 20-30%  จึงไม่แปลกหากจะเห็นผู้ที่รอคอยโอกาสอยู่แล้ว จะรีบพุ่งเข้ามาทั้งผู้เล่นหน้าใหม่และผู้เล่นหน้าเก่า

ไล่ตั้งแต่คู่ปรับเก่า “เนสท์เล่” ที่เข้าไปวางไอศกรีมมากกว่า 10 แบบ ในราคา 10-30 บาท

“ฮาเกน-ดาซส์” ที่เน้นเจาะกลุ่มพรีเมี่ยมมีราคา 50-129 บาท

“โบราณ” ที่เน้นไอศกรีมรสชาติแบบไทยๆ ราคา 18 – 35 บาท

“Lotte” จากเกาหลีก็มาโดยนำไอศกรีมยาคูลท์จุดกระแส แล้วตามด้วยรสอื่นๆ มีราคา 35 บาท

ไอศกรีมยี่ห้อ “Futaba” ของญี่ปุ่นก็เข้ามาในเวลาไล่เลี่ยกันในราคา 38 บาท

นี่ยังรวมไปถึง “กูลิโกะ” แบรนด์ขนมชื่งดังจากญี่ปุ่นก็ขอเข้าร่วมชิงชัยในพื้นที่นี้ด้วย

“เมื่อเทียบกับที่ญี่ปุ่นแล้ว ตลาดไอศกรีมในเมืองไทยมีสัดส่วนเพียง 1 ใน 10 เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าตลาดนี้ยังโตได้อีกมาก เพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน และเมื่อเทียบอัตราการบริโภคที่ต่างกันสูงมาก โดยชาวไทยมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 0.8 กิโลกรัม/คน/ปี ส่วนชาวญี่ปุ่นนั้นสูงถึง 7 กิโลกรัม/คน/ปี นี่จึงกลายเป็นที่ใครๆก็มองเห็น รวมถึงกูลิโกะด้วย” ดวงกมล ชุลิกาวิทย์ รองผู้จัดการทั่วไป กลุ่มการตลาด บริษัท กูลิโกะ โฟรเซ่น (ประเทศไทย) บอกถึงโอกาสที่กูลิโกะมองเห็นในตลาดไทย

ช่องทางจำหน่าย – กำลังผลิต” โจทย์ที่กูลิโกะยัง “คิดหนัก”

ในขณะเดียวกันฝั่งของวอลล์นั้น หลังจากที่ต้องใช้พื้นที่ร่วมกับตู้อื่นๆ แนนอน! สิ่งที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ คือการเสียส่วนแบ่งตลาดไปกว่า 20% แม้วันนี้จะมีส่วนแบ่งอยู่มากกว่า 70% ก็ตาม แต่ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป ย่อมไม่เป็นผลดีต่อยอดขายรวมแน่นอน วอลล์จึงแก้เกมด้วยส่งโปรโมชั่นออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น 1 แถม 1 หรือลดราคาเฉพาะช่วงออกมาทุกเดือน อีกทั้งยังเร่งเพิ่มหน่วยขายไอศกรีมแบบเคลื่อนที่เพื่อทดแทนส่วนที่หายไป ทั้งแบบรถเข็น รถสามล้อ และเรือ โดยการันตีรายได้รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 12,000-15,000 บาท และตั้งเป้าเพิ่มให้ครบ 5,000 คันภายในปี 2017

ซึ่งต้องบอกว่า “ช่องทางจำหน่าย” ยังถือเป็นจุดอ่อนสำคัญที่กูลิโกะยากจะปฎิเสธ เพราะ ณ วันนี้ยังสามารถเข้าไปจำหน่ายได้เพียง 33 จังหวัดที่เป็นหัวเมืองใหญ่ รวมกัน 7,000 ตู้เท่านั้น เหตุหลักที่ทำให้กูลิโกะยังไม่สามารถวางจำหน่ายให้ครอบคลุมนั้น เป็นเพราะ “กำลังการผลิต” ที่ยังไม่เพียงพอ ยิ่งในช่วงแรกๆเปิดตัว สินค้าไม่เพียงพออยู่ราว 6-7 เดือนเลยทีเดียว

“ในช่วงแรกที่เปิดตัว ไม่คาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาด จึงไม่ได้เตรียมกำลังผลิตให้เพียงพอ ล่าสุดประมาณเดือนกันยายนที่ผ่านมาได้เพิ่งกำลังผลิตอีก 3 เท่าในโรงงานเดิมนั้นคือ จอมธนา ที่จ้างผลิตอยู่ และใช้เจ้าเดียวกันนี้ในการกระจายสินค้าด้วย เนื่องจากศูนย์สำหรับกระจายสินค้ากว่า 20 แห่ง ทั่วประเทศ พร้อมทั้งมีหน่วยขนส่งสินค้าอีกกว่า 200 คัน ที่พร้อมส่ง”

โปรโมชั่น” ที่จะพลิกแพลงได้มากขึ้น

กูลิโกะคาดหวังว่า การเพิ่มกำลังการผลิตในครั้งนี้ จะทำให้ในปีหน้าสามารถจำหน่ายไอศกรีมได้ทั่วประเทศ รวมถึงสามารถเข้าไปวางในเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งแต่เดิมนั้นไอศกรีมของกูลิโกะโดยเฉพาะพาลิตเต้ที่มีขนาดใหญ่ก่อน จึงต้องรอให้เซเว่นอีเลฟเว่นเพิ่มขนาดตู้หรือนำตู้ที่ 2 เข้าไปเพิ่มก่อนถึงจึงวางได้

“หากกูลิโกะสามารถเข้าไปวางในเซเว่นอีเลฟเว่นได้ทุกสาขา จะทำให้หลังจากนี้กูลิโกะสามารถเข้าร่วมโปรโมชั่นต่างๆได้มากขึ้น เนื่องจากก่อนหน้านี้หากเข้าร่วมโปรโมชั่น จะเป็นผลเสียมากกว่าผลดีเพราะว่าสินค้าไม่มีทุกสาขา”

“นอกจากนี้ยังจะทำให้กูลิโกะสามารถทำการสื่อสารได้เต็มที่ ซึ่งในช่วงแรกนั้นได้เลือกใช้เฉพาะสื่อออนไลน์ และสื่อนอกบ้านอย่างเดียว พอขยายพื้นที่ขายได้มากขึ้น ในปีนี้จึงเตรียมหันมาโปรโมทผ่านช่องทางทีวีด้วย นอกจากสื่อแบบเดิม”

พรีเซนเตอร์คนใหม่ของกูลิโกะ

การที่กูลิโกะหันไปเพิ่มสื่อแมสอย่างทีวี ที่ถือว่ามีราคาสูงกว่าสื่ออื่นๆ เป็นเพราะในปีนี้กูลิโกะได้มีการเปลี่ยนพรีเซนเตอร์ จากเดิมที่เลือกใช้เน็ตไอดอลคนดังอย่าง “พิมฐา-ฐานิดา” มาเป็น “บอย – ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์” นักแสดงระดับแม่เหล็กของช่อง 3 ซึ่งกูลิโกะเชื่อว่า การใช้บอยนั้นจะสามารถสร้าง Power ให้กับแบรนด์ได้ดีกว่า

และพร้อมๆกับการมีพรีเซนเตอร์ ได้เลือกเพิ่มรสชาติใหม่โดยออก “ช็อกโกแลต ซีรีส์” ที่ถือเป็นรสยอดนิยมของคนไทย โดยมาใน 3 รูปแบบ ได้แก่ ‘ไจแอนท์โคนคราวน์ รสริชช็อกโกแอนด์ครัชอัลมอนด์ไอซ์’ ราคา 35 บาท, ‘เซเว่นทีนไอซ์คราวน์ รสดับเบิลช็อกโกล่าคาราเมลไอซ์’ และ ‘พาแนปป์ รสทริปเปิลช็อกโกแลตซันเด’ ราคา 25 บาท ทั้งคู่

อีกทั้งได้มีการทดลองนำเข้าตู้หยอดเหรียญกดไอศกรีมอัตโนมัติ (Vending Machine) จากประเทศญี่ปุ่น มาให้ผู้บริโภคได้ทดลองซื้อไอศกรีมจากตู้อัตโนมัติกันอีกด้วย โดยจะถูกสับหมุนไปจุดต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร 4 จุดด้วยกัน ซึ่ง ดวงกมล มองว่าหากได้รับการตอบรับที่ดี ก็มีโอกาสที่จะได้นำเข้ามาในเมืองไทยจริงๆ

การพลิกเกมตลาดและเพิ่มสินค้าในรสชาติยอดนิยมของคนไทย จะทำให้กูลิโกะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งจากปี 2015 ที่มีส่วนแบ่งอยู่ราว 7% ในตลาดกรุงเทพและปริมณฑล มาเป็นส่วนแบ่ง 7% ในตลาดรวมสำหรับปีนี้ และเบียดแบรนด์อื่นให้ขึ้นมาเป็นเบอร์ 3 ของตลาดให้ได้ภายในปี 2018

LINE it!