เถ้าแก่น้อย : นอกจากขายสาหร่าย เรื่อง Startup ก็ของจริง

ในยุคที่ใครๆต้องการเป็นสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว  “ ต๊อบ”   อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง ยังคงเป็น Role Model ของนักธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับการยอมรับในเรื่องความสามารถและ “รวยจริง”

ชีวิตที่พลิกผันจากเด็กติดเกมมาเป็นพ่อค้าขายสาหร่ายที่ทำยอดขายได้ถึง 75 ล้านบาทเมื่อปี 2547 และเพิ่มเป็น1,200 ล้านบาทในปี 2552 กลายเป็นเถ้าแก่พันล้านในวัยเพียง 23-24 ปี

ปี 2558 เข้าตลาดหลักทรัพย์โดยตั้งเป้าไว้ว่าภายใน 10 ปี เถ้าแก่น้อยจะต้องเป็น  Global Brand หรือแบรนด์ระดับโลกด้วยยอดขายที่สูงกว่า10,000 ล้านบาท

สิ้นปี 2559 ยอดขายอยู่ที่ 4,705 ล้านบาท ส่วนปี 2560นี้ อิทธิพัทธ์บอกกับ Marketeer ว่าเขาน่าจะทำให้ยอดขายโตได้ประมาณ 10-15%

นั่นหมายถึงว่า เวลาผ่านไปเพียง 2 ปี เป้าหมายยอดขายหมื่นล้านบาทที่วางไว้สามารถทำได้แล้ว50%

แต่ละก้าว แต่ละความคิดของเขายังน่าสนใจอย่างมาก แม้แต่สตาร์ทอัพรุ่นใหม่หลายรายยังต้องเข้าหา จนวันนี้เขาเป็นเอสเอ็มอีที่ลงทุนให้สตาร์ทอัพถึง 7ราย

จาก  Local Brand” สู่  “Global   Brand”  ไม่ยาก แต่ ไม่ง่าย   

เป้าหมายหมื่นล้านบาทไม่ยากแต่อาจจะไม่ง่ายนัก  เพราะตลาดของสาหร่าย จะมี life cycle  ที่คาดเดาพฤติกรรมผู้บริโภคได้ยาก   ในขณะเดียวกันก็มีผู้เล่นในตลาดมากมายที่พร้อมที่จะ “สู้”กันในเรื่องราคา

การบริหารความเสี่ยงของเขาอย่างหนึ่งก็คือออกไปขยายตลาดให้กว้างขึ้นในต่างประเทศ จนปัจจุบันสร้างรายได้จากต่างประเทศถึง 60%  ขายในประเทศได้เพียง  40% เท่านั้นโดยส่วนใหญ่เป็นยอดขายจากเซ้าท์อีสต์เอเชียเกือบ 30 %  และในจีนประมาณ30 %

อิทธิพัทธ์   อธิบายว่าเถ้าแก่น้อยทำตลาดได้ดีมากในต่างประเทศเพราะเป็นสินค้าที่มีความแตกต่างจากสาหร่ายทั่วๆไป เช่นที่ประเทศจีนซึ่งมีสาหร่ายเยอะมากก็จริง แต่ส่วนใหญ่เอามาเป็นเครื่องเคียงทานกับข้าว ในขณะที่สาหร่ายเถ้าแก่น้อย เป็นนิวคอนเซ็ปต์ เป็นสมาร์ทโปรดักท์  ที่เปลี่ยนจากของคาวมาเป็นขนมและของกินเล่น ดังนั้นกรรมวิธีในการทำ กรรมวิธีในการปรุงรสก็ต้องต่างกัน เช่นเดียวกับวิธีนำเสนอสินค้าที่แปลกใหม่ด้วยการดึงศิลปินบอยแบรนด์จากเกาหลีเข้ามาเป็นพรีเซ็นเตอร์

เมื่อเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์  และคนจีนที่มาเที่ยวเมืองไทยนิยมซื้อกลับประเทศก็ยิ่งเข้าไปทำตลาดในประเทศนั้นๆได้ง่ายขึ้น แต่ต้องส่งคนไปศึกษาพฤติกรรมการบริโภคในแต่ละประเทศอย่างจริงจัง  และที่สำคัญต้องมีตัวแทนจำหน่ายที่เก่งด้วย

ส่วนตลาดในประเทศแต่ละปีจะโตได้ต้องขึ้นอยู่กับว่าสินค้าใหม่ รสชาติใหม่ ที่ผลิตออกมาจะโดนใจผู้บริโภคแค่ไหนสามารถเปิดตลาดใหม่ๆได้หรือเปล่า ปกติตลาดหลักอยู่ในกรุงเทพและปริมณฑล 60% หัวเมืองต่างจังหวัด 40%  ส่วนนิวโปรดักท์ ที่เป็นความหวังใหม่ในปีนี้คือสาหร่ายอบที่โตกว่าปีที่แล้วเป็นเท่าตัว

เถ้าแก่น้อย ต้องเป็น Magic food เท่านั้น

ถ้าถามว่าอีก 10 ปีข้างหน้าเถ้าแก่น้อยจะยังเป็น Seaweed Company หรือไม่ อิทธิพัทธ์ บอกว่าอาจจะเป็นแต่เพียง 50 % เท่านั้น  เพราะได้วางกรอบการเติบโตของบริษัทไปยังโปรดักท์ที่เป็นเมจิกฟู้ดอื่นๆ ด้วย

“ผมคิดว่าเทรนด์ของอาหารต่อไปในอนาคตจะเปลี่ยนไป คนต้องการอาหารที่เป็นเลิศกว่านี้คือต้องอร่อยและมีประโยชน์ด้วย  ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีเกี่ยวกับอาหารดีกว่าเดิมมากถ้าเทียบกับ 10 ปีก่อนตอนที่ผมเริ่มทำธุรกิจอาหารเถ้าแก่น้อยใหม่ๆ ดังนั้นโอกาสที่จะทำให้อาหารมีรสชาติที่แปลกใหม่และอร่อยขึ้นไม่ได้ยากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว”

และที่สำคัญเทรนด์ในการดูแลสุขภาพของคนไทยมีมากขึ้นซึ่งต่างกับคนไทยเมื่อหลายปีก่อนมากเช่นกัน

My Whey เครื่องดื่มไฮโปรตีนคือ สินค้าใหม่ของเถ้าแก่น้อยอีกตัวหนึ่งที่เริ่มวางขาย เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เขาบอกว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีจุดต่างจากสินค้าเวย์โปรตีนทั่วไปที่ส่วนใหญ่จะโฟกัสผู้ชายที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อไม่เน้นรสชาติ  แต่ My Whey    ให้ความสำคัญกับรสชาติเช่นมีรสชาไทย ชาเขียว  ช็อคโกแลต  รสกาแฟ ในขณะเดียวกันยังใช้สร้างกล้ามเนื้อ และใช้แทนมื้ออาหารเพื่อควบคุมน้ำหนักได้ด้วย

My Whey ราคาค่อนข้างสูง ดังนั้นจึงเหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่ชอบศึกษาหาข้อมูลว่าโปรดักท์ดีและให้ประโยชน์อย่างไร เลยเน้นการขายทางออนไลน์อย่างเดียว

เขามั่นใจกับยอดขายของสินค้าตัวนี้มากโดยตั้งเป้าหมายปีแรกนี้ไว้ที่ 50 ล้านบาท และบอกว่าเป็นตัวที่ต้องใช้เวลา

“อย่างซุปไก่แบรนด์และรังนกที่ยอดขายมหาศาล เป็นสินค้าสุขภาพ   ที่คนกินไม่ได้ซื้อคนซื้อไม่ได้กิน ดังนั้นสินค้าใหม่ของเราตัวนี้นอกจากซื้อทานเองแล้ว อาจจะเป็นสินค้าที่คนซื้อให้กันเพื่อทดแทนคำว่าห่วงใยดูแลสุขภาพด้วย”

 

IMG_5816 (1)

ตัวจริงในวงการ Startup

อิทธิพัทธ์ ยังเป็นเอสเอ็มอีคนหนึ่งที่สตาร์ทอัพรุ่นใหม่หลายรายเข้ามาขอคำปรึกษา ถึงความเป็นไปได้ของโปรดักท์ต่างๆ  และเขายังเป็นนักลงทุนรายแรกที่เข้าไปลงทุนในโอมิเซะ (Omise)  ผู้ให้บริการระบบรับชำระเงินออนไลน์ จนปัจจุบันถึงแม้โอมิเซะยังไม่ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ หรือมีนักลงทุนซื้อไปแต่มูลค่าของธุรกิจสูงระดับยูนิคอร์นไปแล้ว น่าจะเป็นสตาร์ทอัพที่มูลค่ามากที่สุดในขณะนี้ของเมืองไทย

“ตอนนั้นพวกเขามีเพียงคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง แต่มีความมุ่งมั่นอย่างมากที่จะบุกเบิกตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย  ผมเองยังไม่เข้าใจเรื่องเทคโนโลยีเท่าไหร่หรอกเพราะยากมาก แต่รู้ได้เลยว่าผู้ก่อตั้งโอมิเซะเขาเก่งและไม่ธรรมดา   ผมชอบที่เขามีความมุ่งมั่นตั้งใจ ก็เลยตัดสินใจควักเงินส่วนตัว 3 แสนเหรียญให้เป็นเงินทุนก้อนแรกไป ซึ่งตอนหลังเขาเปลี่ยนจากอีคอมเมิร์ซมาทำเรื่องเพย์เม้นท์ซึ่งมีความเป็นไปได้มากกว่า”

นอกจากโอมิเซะ ยังลงทุนในสตาร์ทอัพอื่นๆอีก 6 ตัวเช่น  อีเว้นท์ ป็อบ  ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มจัดการงานอีเว้นท์ หรือมูฟฟาสท์   Platform  การขายสินค้าออนไลน์ ทุกตัวที่ลงไปส่วนใหญ่เพิ่งเริ่มต้นที่เต็มไปด้วยไอเดียต่างๆ ยังไม่มีการจดตั้งบริษัทอะไรเลย และเน้นลงทุนในตัวที่จะช่วยให้คนอื่นประสบความสำเร็จ และกำจัด pain pointของ คนได้จริง

“โชคดีที่บริษัทที่ลงโตหมดแต่ยังไม่ได้เงินคืน  เพราะยังไม่โตพอที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ หรือมีบริษัทใหญ่มาซื้อไป ถ้ามี 2 ตัวนี้ผมถึงจะมีเงินคืนหลายร้อยเท่าจากจำนวนที่ผมลงไป ”

เขาบอกว่า 7 ตัวที่ลงทุนเองไม่น่าเกิน 2 ล้านเหรียญ แล้วยังไปลงทุนกับกองทุน 500 tuktuks ของกระทิง พูนผล อีกด้วย

“สตาร์ทอัพ ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ รู้จักวิธีคิดวิธีทำงานของคนรุ่นใหม่ ได้ใช้ไอเดียของตัวเองโดยไม่ต้องไปลงมือบริหารงานเองทั้งหมด   ทั้ง 7 บริษัทต่อให้เขาล้มเหลว ผมก็ไม่เสียดายเลยนะ เพราะผมนั่งอยู่ตรงนี้เสียเงินไม่ถึง 2 ล้านเหรียญ แต่ได้วิชามาเยอะมากผมว่าผมคุ้มแล้ว ส่วนตัวไหนจะไปต่อได้ตรงนั้นคือกำไรที่เป็นเม็ดเงิน แถมยังได้เพื่อนได้คอนเน็กชั่นอีกด้วย”

ถามว่าจะเป็นสตาร์ทอัพเองใหมเขาบอกยิ้มๆว่า

“ผมเคยเล่นเกมเก่ง แต่ผมอาจจะไม่เก่งในเรื่องเทคโนโลยีแบบพวกสตาร์ทอัพ คอยซื้อไอเดียคอยเป็นที่ปรึกษาอย่างนี้น่ะดีแล้ว”

นอกจากสตาร์ทอัพโดยส่วนตัวยังลงทุนใน  “ไวต้ามิก” เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอีกตัวที่ยัง  รวมทั้งสเปรย์ปลูกผม  และสินค้าอีกหลายๆตัวที่ยังเป็นแนวคิด โดยต่อไปจะโฟกัสไปยังสินค้าเพื่อสุขภาพที่ดีและอร่อยเป็นหลัก

หลังจากนั้นเขาจะปั้นให้โต และมั่นคงก่อนที่จะขายให้กับบริษัทเถ้าแก่น้อยแน่นอน

เรื่อง : อรวรรณ บัณฑิตกุล

ภาพ : เมธี เชิดชู