ยักษ์ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จีนทำทุกทางเพื่อคลายวิกฤตใหญ่ที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง และมีการเปรียบว่าใกล้เคียงการล้มของสถาบันการเงินใหญ่ในสหรัฐฯ เมื่อ 13 ปีก่อน

Evergrande อนุญาตให้ลูกค้าและนักลงทุนของ Hengda Real Estate หนึ่งในบริษัทลูกด้านการบริหารความมั่งคั่ง เลือกอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการไปได้ แทนการรับผลตอบแทนต่างๆ เพื่อแบ่งเบาภาระหนี้มูลค่าสูงถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.9 ล้านล้านบาท) ที่ค้างอยู่และกำลังพยายามหาทางมาจ่าย เพื่อป้องกันการล้มละลาย

อสังหาริมทรัพย์ที่ Evergrande บริษัทอสังหาริมทรัพย์ใหญ่อันดับ 2 ของจีนหากวัดด้วยยอดขาย ยอมปล่อยออกไปคลายวิกฤตประกอบไปด้วย อพาร์ตเมนต์ อาคารสำนักงาน พื้นที่ปล่อยเช่าในห้างค้าปลีกและที่จอดรถ โดยผู้ที่สนใจสามารถไปติดต่อกับที่ปรึกษาการลงทุนหรือพนักงานที่ประจำอยู่สาขาได้เลย

แม้มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ของ Hengda Real Estate อยู่ที่เพียงราว 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 200,000 ล้านบาท) แต่ก็ถือเป็นการแสดงให้เห็นว่า Evergrande ไม่ได้นิ่งต่อวิกฤตครั้งนี้ เพราะก่อนหน้านี้พยายามทำทุกอย่างเพื่อคลายสถานการณ์

เช่น ขายอาคารมูลค่า 12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 416,000 ล้านบาท) ในฮ่องกง และหาบริษัทที่ปรึกษามาช่วยแก้ไขปัญหาหนี้     

กรณีของ Evergrande กำลังถูกจับตามองจากทั่วโลก ไม่ใช่แค่เรื่องความไม่พอใจจากนักลงทุนรายย่อยนับร้อยคนที่ไปประท้วงที่สำนักงานใหญ่ในเมืองเซินเจิ้น และท่าทีของรัฐบาลจีนต่อจากนี้เท่านั้น เพราะภูมิหลัง เหตุการณ์ที่รายรอบ และผลกระทบต่อจากนี้ก็ถูกจับตามองเช่นกัน

Evergrande ก่อตั้งเมื่อปี 1997 โดย Xu Jiayin (สู เจี่ยยิน) นักธุรกิจจากมณฑลกวางตุ้งที่เคยเป็นแค่พนักงานในโกดังเก็บของและพัฒนาตัวเองสู่พนักงานโรงงานเหล็ก

Xu Jiayin

ทว่าก็สามารถผลักดันจน Evergrande เป็นหนึ่งในบริษัทใหญ่ของประเทศ มีธุรกิจมากมาย ตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์นับพันโครงการในเกือบ 300 เมืองในจีน และขยายธุรกิจไปสู่รถ EV บริษัทผลิตสื่อ สวนสนุก หรือแม้กระทั่งสโมสรฟุตบอล

ด้วยธุรกิจที่มากมายนี้ Evergrande จึงมีพนักงานมากถึง 200,000 คน และยังสร้างงานทางอ้อมให้อีก 3.8 ล้านคนต่อปี อย่างไรก็ตาม Evergrande ก็มีหนี้ก้อนมหึมา จนได้ชื่อว่าเป็นบริษัทที่มีหนี้ก่อนใหญ่สุดในโลก

ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการขยายธุรกิจ และเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ ๆ ไปก่อน แล้วจึงนำเงินจากนักลงทุนมาสานต่อโครงการให้เสร็จ เพราะยังหลงมั่นใจว่าอสังหาฯ ยังเป็นธุรกิจใหญ่ที่ไม่มีทางล้ม

นี่จึงทำให้บ้านในจีนมีราคาแพง เกิดการเก็งกำไรและนักลงทุนทั้งรายย่อย-รายใหญ่พากันเทเงินลงไปในหุ้นและพันธบัตรของ Evergrande รวมไปถึงบริษัทอื่น ๆ ในธุรกิจอสังหาฯ

ด้านรัฐบาลจีนก็จับตาดูความร้อนแรงของ Evergrande และบริษัทในธุรกิจเดียวกันด้วยความไม่พอใจ เพราะเงินที่ไหลเข้าธุรกิจอสังหาฯ มากเกินไป ทำให้ธุรกิจอื่น ๆ อย่างเทคโนโลยี เช่น ชิป ขาดเงินลงทุนในการพัฒนา

ที่สุดรัฐบาลจีนที่นำโดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ก็สั่งจัดระเบียบธุรกิจอสังหาฯ กำหนดว่าต้องสร้างโครงที่เริ่มไว้ให้เสร็จก่อนจึงจะสามารถขอกู้ก้อนใหม่จากสถาบันการเงินได้

เมื่อมาตรการดังกล่าวออกมาในเวลาที่สถานการณ์โควิดยังไม่พ้นไปและอยู่ในยุคที่จีนประสบปัญหาอัตราเกิดต่ำ-ตายต่ำ ธุรกิจอสังหาฯ จึงเหมือนโดนระเบิด 3 ลูกในเวลาเดียวกัน นำมาสู่การประสบปัญหาสภาพคล่องและหนี้ท่วม จนปีนี้บริษัทจีนในธุรกิจนี้กว่า 220 แห่งล้มละลาย

แน่นอนว่า Evergrande ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย โดยมีการประเมินว่าหนี้ที่ยักษ์อสังหาฯ อายุ 25 ปีแห่งนี้อาจผิดนัดชำระสูงถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราวเกือบ 9.9 ล้านล้านบาท)

หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งจากหนี้ของ Lehman Brothers สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ที่ล้มจากวิกฤตสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์คุณภาพต่ำ (Subprime) เมื่อปี 2008 และบานปลายสู่เศรษฐกิจโลกในเวลาต่อมา 

ส่วนจากนี้มีความเป็นไปได้ว่ารัฐบาลจีนอาจเข้ามา ‘อุ้ม’ Evergrande ภายใต้เงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ต้องสร้างโครงการที่ค้างอยู่ให้เสร็จ เพื่อให้ประชาชนหลายล้านคนที่นำเงินเก็บหรือรายได้จากการทำงานมาซื้อบ้านได้มีบ้านอยู่

ในอนาคตอันใกล้จะฉุดให้บ้านราคาถูกลง เพราะตลาดลดความร้อนแรงลงแล้ว โดยรัฐบาลได้เข้ามาควบคุม

นอกจากนี้ ยังเป็นการรองรับประชากรรุ่นใหม่ที่จะเพิ่มขึ้นเพื่อผลักดันให้กระตุ้นการพัฒนาประเทศ หลังปลดล็อกนโยบายจำกัดการมีบุตรตั้งแต่ในยุคเหมา เจ๋อตุง และปรามสถาบันการเงินไปด้วยในตัว

พร้อมกันนี้ยังเป็นการสานต่อนโยบายเจริญก้าวหน้าร่วมกัน เพื่อให้ชาวจีนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และภาคเศรษฐกิจพัฒนาไปอย่างมีคุณภาพและโปร่งใส ผ่านการจัดระเบียบธุรกิจทั้งเทคโนโลยี และสังคม ตามที่ปรากฏเป็นข่าวตลอดเกือบ 1 ปีมานี้  

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง หวังใช้นโยบายนี้ซื้อใจชาวจีน เพื่อให้ครองอำนาจได้ต่อไปและสามารถคุมจีนได้อย่างเบ็ดเสร็จนั่นเอง แม้ในช่วงไม่กี่ปีจากนี้ ต้องมีบางธุรกิจถูกตีกรอบ ถูกลดขนาดลงมา หรือ GDP ประเทศถูกหั่นลงมาบ้างก็ตาม

บริษัทที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการจัดระเบียบภายใต้นโยบาย เจริญก้าวหน้าร่วมกัน ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ล้วนเป็นบริษัทใหญ่ ๆ ในธุรกิจที่สังกัดอยู่ทั้งสิ้น

เช่น Alibaba (E-commerce และ Fintech) Didi (แอปเรียกแท็กซี่) Meituan (แพลตฟอร์มสั่ง-ส่งอาหาร) และ Evergrande เป็นรายล่าสุด/cna, cnbc, cnn, wikipedia, nomura, reuters



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน