นับวันการแข่งขันในตลาด OTT TV (Over-The-Top TV) หรือที่ใคร ๆ เรียกติดปากว่าวิดีโอสตรีมมิ่งในประเทศไทยจะดูคึกคักขึ้นทุกวัน จากผู้แข่งขันมากกว่า 20 แพลตฟอร์มที่เข้ามาเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคในรูปแบบดูฟรี และบอกรับสมาชิกตาม Business Model ที่แต่ละแพลตฟอร์มวางไว้

 

แม้ Business Model สร้างรายได้ของแต่ละแพลตฟอร์มจะแตกต่างกันไป แต่การแข่งขันที่เหมือนกัน คือทำอย่างไรที่จะดึงให้ผู้ชมเข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มตัวเองมากที่สุด

เพราะในมุม Business Model แบบให้ดูฟรี การเกณฑ์ผู้ชมเข้ามาจำนวนเท่าไร หมายถึง Reach ผู้ชมจะเห็นสินค้าโฆษณาจะมีมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งมีจำนวนมากอัตรารายได้จากการโฆษณาจะมีมากขึ้นเช่นกัน

ส่วน Business Model ในรูปแบบบอกรับสมาชิก ยิ่งมีสมาชิกมากก็ยิ่งมีรายได้มากขึ้นเท่านั้น

การแข่งขันในตลาดวิดีโอสตรีมมิ่งไทย (และโลก) ทั้งบอกรับสมาชิกและดูฟรี จึงแข่งขันบนแกนหลักที่สำคัญคือ ‘คอนเทนต์’ ที่มีคุณภาพและหลากหลาย

พร้อมกับสร้างความแตกต่างให้กับแพลตฟอร์มตัวเองด้วยการนำ Exclusive Content และ Original Content มาเป็นจุดขายหลักเพื่อดึงให้ผู้ชมเข้าในในแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่องแทนหนีไปแพลตฟอร์มคู่แข่ง

 

ให้เห็นภาพง่ายๆ การสร้างจุดแข่งขันผ่านคอนเทนต์ของตลาดวิดีโอสตรีมมิ่งไทย คล้าย ๆ กับการแข่งขันด้านคอนเทนต์ของช่องฟรีทีวี ที่ต่างต้องหาคอนเทนต์ที่แตกต่างมาดึงดูดผู้ชมที่สามารถเปิดดูช่องไหนก็ได้ตามใจฉัน ถ้าคอนเทนต์ชอบก็ดูต่อจนจบ

เพราะผู้บริโภคไม่มี Loyalty กับช่องทีวี หรือแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งเหมือนกัน

แต่ความแตกต่างของธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่งคือบางแพลตฟอร์มต้องเสียค่าสมาชิก และผู้บริโภคบางกลุ่มที่มีเม็ดเงินในกระเป๋าที่จำกัด จะเลือกต่อสมาชิกเป็นรายเดือนกับแพลตฟอร์มที่คิดว่าจะดูเท่านั้น แม้ผู้บริโภคจะมีแอปวิดีโอสตรีมมิ่งเพื่อเข้าดูเฉลี่ย 4.5 แอปต่อคน และใช้เวลารวมในการดูวิดีโอสตรีมมิ่งเฉลี่ย 3.30 ชั่วโมงต่อวันก็ตาม

 

ซึ่งเวลาเฉลี่ยของการชมวิดีโอสตรีมมิ่งในประเทศไทยต่ำกว่าการรับชมฟรีทีวีเพียง 32 นาทีเท่านั้น โดยเวลาเฉลี่ยของการดูฟรีทีวีในปีที่ผ่านมาอ้างอิงจาก กสทช. อยู่ที่ 4.02 ชั่วโมงต่อวัน

 

เมื่อโอกาสคือผู้บริโภคใช้เวลากับวิดีโอสตรีมมิ่งสูงในแต่ละวัน

แต่ความท้าทายคือผู้บริโภคไม่มี Brand Loyalty ให้กับแพลตฟอร์ม

 

แล้ว WeTV ผู้แข่งขันรายหนึ่งในตลาดวิดีโอสตรีมมิ่งไทยจะสร้างการเติบโตอย่างไรในอนาคต

ในงานแถลงข่าวโร้ดแมป 3 ปี รุกตลาดวิดีโอสตรีมมิ่งของ WeTV กนกพร ปรัชญาเศรษฐ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด และการขาย และผู้จัดการ WeTV ประจำประเทศไทย บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จำกัด เล่าให้ฟังว่า WeTV เริ่มทำธุรกิจในไทยตั้งแต่ปี 2019 และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี

ในปี 2021 นับตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม WeTV มีผู้ใช้งานเติบโต 63% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา และมียอดผู้ชมแอคทีฟเฉลี่ยต่อเดือนสูงถึง 13 ล้านคน นับจากมกราคม-มิถุนายน 2021

 

ส่วนอนาคตเป้าหมาย WeTV การเติบโตในไทย 3 เท่า

 

ก่อนที่เราจะสรุปถึงกลยุทธ์ของ WeTV เราขอเกริ่นสักนิดว่า

Business Model ของ WeTV จะมีด้วยกัน 2 รูปแบบ คือแบบให้ดูฟรีแบบมีโฆษณา และแบบสมัครสมาชิก

ที่ผ่านมายอดผู้ใช้งานแอคทีฟต่อวันจะเป็นผู้ชมที่สมัครสมาชิกประมาณ 25% ของผู้ชมทั้งหมด

กลยุทธ์ที่สำคัญของ WeTV จึงเน้นไปที่กลยุทธ์สร้างฐานลูกค้าและขยายโอกาสใหม่ ๆ ผ่านโฆษณาเป็นหลัก

 

สำหรับกลยุทธ์สร้างฐานลูกค้า ประกอบด้วย 3 กลวิธีที่สำคัญได้แก่

1. ขยายฐานคอนเทนต์แต่ไม่ลืมจุดเด่นซีรีส์จีน

นับตั้งแต่วันแรก ที่ WeTV เข้ามาเปิดตลาดในประเทศไทยได้สร้างจุดแข็งที่แตกต่างจากคู่แข่ง คือแพลตฟอร์มที่เป็นศูนย์รวมของซีรีส์จีนยุคปัจจุบัน

การมาของ WeTV จึงเป็นการสร้างความแตกต่างและเปิดตลาดซีรีส์จีนให้กับมาอีกครั้งจากเดิมที่ซีรีส์จีนเคยได้รับความนิยมสูงสุดเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา

จนในวันนี้เมื่อพูดถึงแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งที่ดูซีรีส์จีน ผู้บริโภคจะคิดถึง WeTV เป็นแพลตฟอร์มแรก

แต่การเป็นแพลตฟอร์มซีรีส์จีนเป็นจุดขายเพียงหนึ่งเดียว อาจจะไม่สามารถทำให้ WeTV ขยายการเติบโตได้ก้าวกระโดดได้มากนัก เพราะกลุ่มผู้ชมซีรีส์จีนแม้จะมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศไทย จากกระแส C Pop ของดาราจีน และพลอตเรื่องที่ดูง่ายไม่ซับซ้อน

แต่ยังมีจำนวนผู้บริโภคอีกมากที่นิยมชมชีรีส์อื่น ๆ เช่นกัน

นอกเหนือจากการให้ความสำคัญกับซีรีส์จีน Exclusive Content และ Original Content

WeTV ได้ขยายคอนเทนต์ไปยังกลุ่มอื่น ๆ ด้วยการขยายความร่วมมือกับคอนเทนต์พาร์ตเนอร์ในประเทศไทยและเทศ เพื่อนำคอนเทนต์ประเภทอื่น ๆ เข้ามาเสริม

โดยเฉพาะคอนเทนต์แนวอนิเมะญี่ปุ่นที่กลายเป็นจุดขายหนึ่งที่ทำให้ WeTV ขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มอื่น ๆ เช่น กลุ่มเด็กและกลุ่มผู้ชาย และคอนเทนต์อนิเมะญี่ปุ่นยังสามารถต่อยอดผู้ชมลิงก์ไปยังคอนเทนต์อนิเมะของจีน และซีรีส์ญี่ปุ่นได้

นอกจากนี้ ยังมีการเสริมคอนเทนต์ด้านกีฬาและอีสปอร์ต เช่น การแข่งขัน ROV, PubG  และคอนเทนต์ซีรีส์วายเข้ามาเสริมเพื่อสร้างความหลากหลายและขยายฐานลูกค้าอีกด้วย

การที่มีคอนเทนต์หลากหลายนอกเหนือจากขยายฐานลูกค้าแล้วยังเป็นการดึงดูดให้ลูกค้าไม่หนีหายไปแพลตฟอร์มอื่น เพราะอย่างน้อยเปิด WeTV มาจะเจอคอนเทนต์ใดคอนเทนต์หนึ่งที่ตรงกับความชอบบ้าง

แต่การขยายไปยังคอนเทนต์อื่นๆ ก็มีความท้าทายไม่น้อย เนื่องจากภาพลักษณ์ของ WeTV ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะมองว่าเป็นคอนเทนต์สำหรับซีรีส์จีนเป็นหลัก และอาจจะไม่มีความหลากหลายเหมือนคู่แข่ง

โดยปัจจุบันมีคอนเทนต์ประมาณ 800 คอนเทนต์ หรือมีจำนวนคอนเทนต์รวมกว่า 1 ล้านนาที

แบ่งเป็นคอนเทนต์จีน 50% คอนเทนต์โลคอลและต่างประเทศ 50%

และผู้ชม WeTV จะใช้เวลาชมคอนเทนต์ผ่านแพลตฟอร์มเฉลี่ย 120 นาที

 

2. จับช่อง 8 คัดเลือกคอนเทนต์ใน WeTV ไปฉายในฟรีทีวีผ่านช่อง 8 อย่างต่อเนื่อง

การจับมือกับช่อง 8 เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ในการพาตัวเองไปทำความรู้จักกับฐานลูกค้าใหม่ ๆ ที่อาจจะไม่เคยชมหรือรู้จัก WeTV มาก่อนรับรู้ว่าคอนเทนต์ใน WeTV เป็นคอนเทนต์รูปแบบไหน และเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจคอนเทนต์ของ WeTV เข้ามาดูคอนเทนต์อื่น ๆ ต่อที่แพลตฟอร์มได้

 

3. สร้างประสบการณ์ผ่านฟีเจอร์ที่ Engage ให้ผู้ชมมีส่วนร่วม

WeTV มีการนำฟีเจอร์ Flying comment ให้ผู้ชมสามารถคอนเมนต์แสดงความคิดเห็นระหว่างดูคอนเทนต์ได้ มีฟีเจอร์โหวต และอื่น ๆ เพื่อสร้าง Engagement การมีส่วนรวมระหว่าง WeTV กับผู้ชม และผู้ชมกับผู้ชมด้วยกัน รวมถึงเป็นการสร้างไทม์สเปซให้เพิ่มขึ้นในแพลตฟอร์ม เช่น ฟีเจอร์ Flying Comment อาจจะทำให้ผู้ชมบางกลุ่มเข้ามาดูคอนเทนต์เดียวกันสองรอบ รอบแรกดูเนื้อหาในคอนเทนต์เป็นหลัก รอบที่สองเข้ามาดูเพื่ออ่านคอมเมนต์และมีส่วนร่วมกับความคิดเห็นต่าง ๆ ที่อยู่ในคอนเทนต์นั้น ๆ  

ที่ผ่านมา Flying Comment ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงด้วยยอดโตกว่า 3 เท่า และมีจำนวนคอมเมนต์ถึงกว่า 1.5 ล้านคอนเมนต์ต่อเดือน

นอกจากนี้ ยังสร้างประสบการณ์การผ่านฟีเจอร์ Ins-screen ที่ย่อหน้าจอให้มีขนาดเล็กเพื่อให้ผู้ชมสามารถ Multi Task ในแอปอื่น ๆ ระหว่างชม WeTV ได้

 

4. จับมือกับพาร์ตเนอร์กล่อง OTT ได้แก่ AIS Playbox 3BB GigaTV และ TrueID ติดตั้งแอป WeTV ติดมากับกล่องเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ลองเข้าไปชมคอนเทนต์ของ WeTV ผ่านกล่องเหล่านี้เพิ่มขึ้น

 

สำหรับกลยุทธ์ในส่วนสร้างรายได้ WeTV มีกลยุทธ์ในการสร้างรายได้ดังนี้

1. สร้างรายได้เพิ่มจาก VIP Digital Gift Card และ Fast Track

WeTV มีการออก VIP Digital Gift Card เพื่อให้กลุ่มลูกค้าสามารถซื้อสมาชิกและส่งเป็นของขวัญให้กับเพื่อน ๆ และคนในครอบครัวได้ การออก VIP Digital Gift Card นอกจากสร้างรายได้แล้วยังเป็นกุศโลบายเพิ่มยอดสมาชิกใหม่ให้กับ WeTV อีกด้วย

ส่วน Fast Track เป็นบริการให้ชมคอนเทนต์ล่วงหน้าก่อนที่จะถึงเวลาที่จะปล่อยคอนเทนต์นั้นออกฉายตามปกติ เช่น ดูซีรีส์ EP1 และ EP2 จบ แต่ EP3 ต้องรอชมอาทิตย์ต่อไป ก็สามารถซื้อ EP3 เพื่อดูล่วงหน้าก่อนได้ เป็นต้น

 

2. ขายโฆษณาในส่วนชมฟรี

ในส่วนของภาคชมฟรี WeTV สร้างรายได้จากการขายโฆษณาในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างรายได้ในกลุ่มนี้เช่นกัน

และยังมีการขายโฆษณาในรูปแบบ Tri-in ไปกับคอนเทนต์ เพื่อเข้าถึงผู้ชมทั้งดูฟรีและเป็นสมาชิกอีกด้วย

 

และ WeTV ยังมีแนวทางในการสร้างพลังแฟนคลับจากซีรีส์จีนด้วยการจัด Meet and Greet กับดาราจีนที่เป็น WeTV แอมบาสเดอร์ในวันที่สถานการณ์การแพร่ระบาดคลี่คลายในอนาคต

 

อย่างไรก็ดี การแข่งขันของวิดีโอสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มแม้จะมีสีสันและความท้าทายมากขึ้น แต่โอกาสของตลาดนี้ยังไปได้อีกไกล และ WeTV ต้องการเป็นเบอร์ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายในปี 2023  บนตลาดรวมวิดีโอสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มที่มีผู้ชม 180 ล้านราย หรือมีสัดส่วน 31% ของประชากรทั้งหมด

I-



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน