ในปัจจุบันทุกคนคุ้นเคยกับบล็อกเชน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทดิจิทัล ซึ่งเทคโนโลยีบล็อกเชนช่วยให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องในการทำธุรกรรมทราบได้อย่างชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น เกิดขึ้นเมื่อใด และยืนยันว่าฝ่ายอื่นเห็นสิ่งเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องมีคนกลางให้การรับรองและไม่จำเป็นต้องกระทบกับยอดข้อมูลในภายหลัง

ตัวอย่างเช่น เอเชียเป็นผู้นำเทรนด์ทางด้านบล็อกเชน โดยประเทศต่าง ๆ อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม ปรับหลักเกณฑ์การกำกับดูแลให้ทันสมัยอยู่เป็นประจำเพื่อรองรับการพัฒนาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของบล็อกเชน เราจะเห็นว่าภายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้น บริษัทภาครัฐและภาคเอกชนต่างทำงานร่วมกันเพื่อนำเสนอโซลูชันที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการปรับปรุงห่วงโซ่อุปทาน การบริจาคเพื่อการกุศล การป้องกันการฉ้อโกง และกระบวนการทำความรู้จักกับลูกค้า (KYC) และอื่น ๆ อีกมากมาย

ในขณะที่หลายแห่งยังคงทดสอบโซลูชันของตน R3 ซึ่งเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ระบบบล็อกเชนเพื่อวิสาหกิจ เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมดิจิทัลด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะสำหรับธุรกิจทุกประเภทในทุกอุตสาหกรรม ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อามิต เป็นผู้นำองค์กรปฏิบัติการระดับสากลที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยของข้อมูล โครงสร้างพื้นฐานและการดำเนินงานด้านไอที การดำเนินงานของลูกค้า และการบริการและการสนับสนุนในระดับผู้เชี่ยวชาญ 

Marketeer พูดคุยกับ อามิต กอช เกี่ยวกับการเติบโตของอุตสาหกรรมบล็อกเชน การนำ 5G มาใช้ในประเทศไทย และสิ่งที่รออยู่ในภายหน้าสำหรับภาคส่วนต่าง ๆ ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อถูกถามถึงมุมมองของอามิตเกี่ยวกับอนาคตและการเติบโตของเทคโนโลยีบล็อกเชนในทุกภาคส่วนทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต เขากล่าวว่า

“ในปีที่ผ่านมา เราได้เห็น โควิด-19 กระตุ้นเส้นทางการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลก ในช่วงเวลานี้บล็อกเชนได้กลายเป็นเทคโนโลยีหลักที่ถูกนำมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในมุมมองของผม ความปลอดภัย ความคล่องตัว และโอกาสในการทำงานร่วมกันของบล็อกเชนจะยังคงขับเคลื่อนตัวมันเองได้ในประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในขณะที่เราสิ้นสุดปี 2564 และมุ่งหน้าสู่ปี 2565 เราคาดการณ์ว่าจะมีความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากองค์กรและหน่วยงานกำกับดูแลทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หน่วยงานเหล่านี้ต้องการใช้ประโยชน์จากโซลูชันบล็อกเชนในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่ Tokenisation และการชำระเงิน ไปจนถึงการวิเคราะห์ และรวมไปถึงเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทางด้านการเงิน โดยความต้องการส่วนใหญ่นี้มีไว้สำหรับแพลตฟอร์มบล็อกเชนที่ได้รับอนุญาต เนื่องจากหลายองค์กรตระหนักถึงประโยชน์ของบล็อกเชนแต่อาจจะลังเลเมื่อต้องดำเนินการและบูรณาการ เนื่องจากกลัวว่าคู่แข่งอาจจะรู้ข้อมูลที่เป็นความลับ ในขณะที่บริษัทต่าง ๆ หันไปใช้แพลตฟอร์มบล็อกเชนที่ได้รับอนุญาต เช่น Corda ของ R3 เราสามารถรอดูได้เลยว่าจะมีองค์กรต่าง ๆ ที่จะได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีบล็อกเชนมากขึ้น สิ่งนี้จะส่งผลดีต่อผู้ใช้ปลายทาง (end-users) เนื่องจากต้นทุนต่าง ๆ ถูกลดต่ำลงและประสบความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” 

เมื่อพูดคุยเกี่ยวกับอุตสาหกรรมและการบริการที่อาจได้รับผลกระทบจากบล็อกเชนมากที่สุดและอย่างไรบ้าง อามิต เล่าว่า

“เนื่องจากบล็อกเชนถูกออกแบบให้ป้องกันการฉ้อโกง จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด เช่น ซัพพลายเชน บริการธุรกรรมระหว่างประเทศ การประกันภัย และพื้นที่เทคโนโลยีเพื่อการบริการภาครัฐ จะสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีบล็อกเชนได้อย่างเต็มที่ สาระสำคัญของโซลูชันบล็อกเชนคือบันทึกจะถูกเข้ารหัสและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้—โดยไม่จำเป็นต้องมีคนกลางในการให้การรับรองและปรับข้อมูลในภายหลัง ซึ่งด้วยประโยชน์ของบล็อกเชนนั้นคือความสมบูรณ์ การตรวจสอบย้อนกลับ ความโปร่งใส ความปลอดภัย บล็อกเชนสามารถแก้ไขปัญหาที่พบบ่อย ๆ เช่น การฉ้อโกงทางการเงิน หรือการปลอมแปลงเอกสารทางการค้า”

พูดคุยถึงทิศทางของธุรกิจและกลยุทธ์ของ R3 ในประเทศไทยและการที่ประเทศไทยกำลังจะนำ 5G มาใช้เร็ว ๆ นี้ อามิต กล่าวว่า

“กลยุทธ์ที่ครอบคลุมของเราในประเทศไทยและในภูมิภาคคือการเป็นพันธมิตรด้านซอฟต์แวร์เทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (Distributed Ledger Technology : DLT) และที่ปรึกษาทางความคิดสำหรับธนาคารพาณิชย์ บริษัทโครงสร้างพื้นฐานด้านตลาดการเงิน ผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์อิสระ หน่วยงานกำกับดูแล และสตาร์ตอัปที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในตลาดทุน กรณีการใช้บริการธุรกรรมระหว่างประเทศ สินทรัพย์ดิจิทัล สกุลเงินดิจิทัล และการชำระเงิน วัตถุประสงค์พื้นฐานของเราคือช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ที่มีโซลูชันบล็อกเชนที่จำเป็นในการทำให้โครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมเป็นดิจิทัล กระบวนการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ การปรับปรุงระบบหลายฝ่ายให้คล่องตัว และจัดเตรียมแพลตฟอร์มสำหรับการจัดการสินทรัพย์ดิจิทัล

นับตั้งแต่เปิดตัวโครงการ Thailand 4.0 R3 เล็งเห็นว่าประเทศไทยได้ก้าวไปสู่ Digital Transformation เพื่อสร้างตัวเองให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลในภูมิภาคได้อย่างไร ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเติบโตอย่างมากในด้านเทคโนโลยี เนื่องจากสตาร์ตอัปและธุรกิจต่าง ๆ เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างเช่น บล็อกเชนมากขึ้น สถาบันการเงินแบบดั้งเดิม เช่น ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งร่วมมือกับ R3 ได้เปลี่ยนแปลงธุรกิจของตนอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในธุรกรรมของธุรกิจธนาคารและตลาดทุน

ในขณะที่ประเทศไทยเป็นผู้นำในการเปิดตัว 5G ในอาเซียน R3 จะยังคงสำรวจวิธีที่เทคโนโลยีบล็อกเชนสามารถเสริมเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิมเพื่อเพิ่มความโปร่งใส ความปลอดภัย และความไว้วางใจที่มากขึ้นให้กับอินเทอร์เน็ต”

R3 ยังมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือธุรกิจทุกขนาดด้วยโซลูชันบล็อกเชนที่จำเป็นในการทำให้โครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมเป็นดิจิทัล กระบวนการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ และการปรับปรุงระบบหลายฝ่ายให้คล่องตัว ที่อยู่เบื้องหลังของความคิดริเริ่ม Thailand 4.0 R3 เห็นว่าประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลอย่างต่อเนื่องและอยู่บนเส้นทางที่จะสร้างตัวเองให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลในภูมิภาค

ในปัจจุบัน R3 กำลังร่วมมือกับสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งสถาบันการเงินเหล่านี้ได้เปลี่ยนแปลงกระบวนการทางธุรกิจผ่านระบบดิจิทัลผ่าน Corda ซึ่งช่วยให้พวกเขาได้มีประสบการณ์กับวิธีการทำธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และโปร่งใสมากขึ้น ในอนาคตอันใกล้นี้ R3 จะมุ่งเน้นไปที่การค้นหาวิธีใหม่ ๆ ในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (Distributed Ledger Technology : DLT) ของ Corda Enterprise ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน