1.Virtual Experience Economy : ธุรกิจจับต้องได้ จากประสบการณ์เสมือน – ปีหน้าจะเห็นชัดเจนขึ้นว่าโลกกำลังเปลี่ยนจากยุคข้อมูลข่าวสารที่ Internet มีความสำคัญ สู่ยุคแห่งเศรษฐกิจประสบการณ์ (Experience Economy) ยืนยันได้จากตลาดอุปกรณ์สร้างและพาเราสู่ความจริงผ่านเทคโนโลยี 3 รูปแบบ คือ เสมือนจริง (Virtual Reality -VR) ,ความจริงเสริม (Augmented Reality -AR) และความจริงผสมผสาน (Mixed Reality -MR) ที่กำลังเติบโต
ในจำนวนนี้อุปกรณ์ประเภทแรกจะเข้ามามีบทบาทและถูกนำมาใช้มากสุด เพราะนอกจากจะสร้างความแปลกใหม่ทางธุรกิจและไม่ซับซ้อนเกินไปแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์ต่างๆ แม้มีข้อจำกัดทางกายภาพก็ตาม โดยความสำเร็จของแบรนด์ที่เข้าร่วม Trend นี้วัดกันตรงที่แบรนด์ไหนจะสามารถตอบสนองพฤติกรรมในส่วนลึกของผู้บริโภคได้มากกว่ากัน
Virtual Experience Economy Case Study
Buy+ : ประสบการณ์ซื้อสินค้าเสมือนจริงที่ Alibaba เว็บไซต์ E-Commerce ยักษ์ใหญ่สัญชาติจีนเผยให้เห็นเมื่อ 11.11 มหกรรมช้อปออนไลน์ ใหญ่สุดในโลกเมื่อ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งตาม VDO ตัวอย่างจะเห็นนักช้อปชาวจีนสวมแว่น VR ซื้อสินค้าจากห้างสรรพสินค้า Mercy’s ที่อยู่ใกลออกไปถึงนคร New York ของสหรัฐ

ABBA VR Concert : ตุลาคมที่ผ่านมา ABBA วงพ็อพสวีเดนชื่อดังยุค 70 ประกาศว่าได้ร่วมมือกับ Simon Fuller มหาเศรษฐีธุรกิจบันเทิงเจ้าของรายการประกวดร้องเพลง American Idol และค่ายเพลง Universal Music เพื่อจัด Concert แบบเสมือนจริงที่อาจได้เห็นกันในปี 2018 โดยหากประสบความสำเร็จอาจนำมาสู่การกลับมารวมตัวกันอีกครั้งของสมาชิกวงทั้ง 4 คน

2.World Apart : Campaign เชื่อมโลกที่แตกแยก – ค่าจ้างแรงงานลดลง การฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึงและการบทบาทที่เพิ่มขึ้นหุ่นยนต์ เป็นเพียงตัวอย่างปัญหาระดับบุคคลที่สร้างความเครียดให้ผู้บริโภค ส่วนในระดับใหญ่กว่านั้น การก่อการร้ายข้ามชาติและการลงประชามติขอแยกตัวจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) กลายเป็นปัญหาระดับโลก ความแตกแยกทั้งหมดเป็นเรื่องที่แบรนด์รับรู้ได้และอยากทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมประสานเพื่อชี้ให้เห็นว่าเรายังสามารถอยู่ร่วมกันได้ท่ามกลางความแตกต่าง และในภาพรวมทุกคนเป็นสมาชิกของสังคมใหญ่กว่าเสมอ ส่งผลให้ปีหน้าหลาย Campaign ที่ออกมาประเด็นหลักต้องการสื่อคือความสมานฉันท์
World Apart Case Study
The DNA Journey : หนังโฆษณาจาก Momondo เว็บไซต์จองบริการท่องเที่ยวของเดนมาร์ก ที่ให้คนหลายเชื้อชาติเผยถึงความภูมิในประเทศตัวเองและประเทศที่ตนมีทัศนคติเชิงลบ ซึ่งส่วนใหญ่เชื่อว่าตนคงมีความเกี่ยวข้องกับประเทศอื่นๆ ไม่มาก แต่ผลตรวจจากตัวอย่างน้ำลายกลับพบว่า DNA ของทุกคนเดินทางมาไกลและต่างมีส่วนผสมของหลายเชื้อชาติอยู่ในตัว บางคนเป็นญาติกันทางพันธุกรรม ส่วนบางคนมี DNA ของประเทศที่ตนเกลียด โดยหนังโฆษณาเรียกน้ำตาในตอนท้ายเพื่อกระตุ้นให้ทุกคนไปท่องเที่ยวสืบหาที่มาของตนเองเรื่องนี้ กระแสตอบรับดีพอสมควร หลังเผยแพร่มา 6 เดือนมียอด View บน Youtube กว่า 12 ล้านครั้ง
3.Incognito Individual : ทลายกำแพงอคติด้วยการแปลงตัวตนบนโลก Digital – ปัจจุบันแบรนด์รวมถึงบรรดา Social Media รู้ใจผู้บริโภคมากขึ้นจนน่าตกใจ เบื้องหลังคือการนำข้อมูลส่วนตัวมาผ่านชุดคำสั่ง (Algorithm) สร้างเนื้อหาให้ “เป๊ะ” กับรสนิยม พิสูจน์ได้จากเพลงในPlaylist ของ Spotify ที่ป้อนให้ผู้ใช้ 40 ล้านคนทั่วโลกทุกวันจันทร์ ขณะที่ App เรียก Taxi อย่าง Uber แม้ใช้สะดวกแต่ไม่ส่งผลดีกับคนขับบางคนที่ถูกผู้โดยสารปฏิเสธเพียงเพราะชื่อดูเป็นคนดำ
การวางใจเทคโนโลยีมากเกินไป ทำให้เกิดการจัดกลุ่มผู้บริโภคแบบเหมารวมด้วย Algorithm และอคติจากความรู้สึกของมนุษย์ด้วยกันโดยมีเทคโนโลยีคั่นกลางอยู่ ซึ่งถ้าใช้ Software แปลงอัตลักษณ์บุคคลบนโลก Digital เช่นเสียง นอกจากจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้แล้วยังตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ที่อยากได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมอีกด้วย
Incognito Individual Case Study
Interview.io : Software พัฒนาโดยบริษัทในสหรัฐฯ ที่จะปรับเสียงของทั้งผู้สัมภาษณ์งานและฝ่ายที่ถูกสัมภาษณ์ให้คลุมเครือว่าเป็นหญิงหรือชายเพื่อลดอคติระหว่างกัน โดยหากพึงพอใจและอยากให้การสัมภาษณ์ดำเนินต่อแต่ละฝ่ายก็สามารถปรับเสียงให้เป็นปกติได้

Candid : Chat App พัฒนาโดย Bindu Reddy อดีตหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ Social App ของ Google ซึ่งระบบจะปิดบังตัวตนของผู้ใช้เพื่อให้ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี แต่ขณะเดียวกันก็มีระบบตรวจสอบและคัดกรองเนื้อหาไม่พึงประสงค์หรือข่าวลือต่างๆด้วย

4.Capacity Capture : ลดการสูญเปล่า ผ่านความยั่งยืนมุมมองใหม่ – ความคาดหวังของผู้บริโภคที่สูงขึ้นจะขยายสู่ประเด็นทางสิ่งแวดล้อมและพลังงานด้วย แบรนด์จึงต้องหา ต้องสร้างรูปแบบใหม่ในบริหารจัดการพลังงานให้ได้ประโยชน์สูงสุด ไปพร้อมกับการลดปริมาณขยะจากการอุปโภค บริโภคให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งผลกำไรควรมีความสำคัญรองลงมาจากการอนุรักษ์และทำให้ผู้บริโภคอิ่มเอมกับการทำความดี
Capacity Capture Case Study
Vehicle to Grid : โครงการบริหารจัดการพลังงานรูปแบบใหม่ที่ Nissan แบรนด์รถญี่ปุ่นร่วมกับ Enel บริษัทไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ของยุโรป ด้วยการให้เจ้าของรถพลังงานไฟฟ้า 2 รุ่น คือ LEAF และ NV200 ในอังกฤษ จ่ายไฟฟ้าของเครื่องยนต์ที่เต็มแล้วแต่จอดทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้ให้กับโรงไฟฟ้าหรือสำหรับใช้ในตัวอาคารสำนักงานช่วงกลางวัน ชาร์จกลับมาให้ช่วงบ่ายก่อนขับกลับบ้าน และชาร์จอีกครั้งตอนกลางคืนที่ความต้องการใช้พลังงานน้อย โดยสิ่งที่เจ้าของรถจะได้ตอบแทนคือค่าไฟที่ถูกลง

Reverse Delivery : Banco de Alimentos บริษัทส่งอาหารด้วยรถจักรยานยนต์จากร้านสู่ลูกค้าในบราซิล ตอบแทนสังคมพร้อมความสูญเปล่าของพลังงาน ด้วยการให้ลูกค้าฝากอาหารที่อยากบริจาคให้ผู้ด้อยโอกาสทางสังคมมากับขากลับของเหล่าพลขับพาหนะ 2 ล้อ
5.Big Brother Brands : AI ใกล้ตัว – 2017 จะเป็นปีที่อุปกรณ์ติดตั้งปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) ขยับเข้าใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น โดยส่วนใหญ่ต่างเต็มใจให้เหล่าผู้ช่วยสมองกล ติดตามความเคลื่อนไหวและเก็บข้อมูล เพื่อนำมาใช้อำนวยความสะดวกให้เราได้อย่างสอดคล้องกับความชอบของแต่ละคน ซึ่ง Tractrica บริษัทวิจัยข้อมูลตลาดสินค้าเทคโนโลยีในสหรัฐ คาดว่าจำนวนผู้ใช้ Gadget ประเภทนี้ทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 390 ล้านคนในปี 2015 จะเพิ่มเป็น 1,800 ล้านคนเมื่อถึงปี 2021
สำหรับสาเหตุที่ผู้บริโภคโอบรับ Big Brother Brands แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการพยายามหนีให้พ้น Big Brother องค์กรสอดแนมสุดโหดใน 1984 นิยายวิทยาศาสตร์เชิงสังคมเรื่องดังของ George Orwell เนื่องจาก AI ใกล้ตัวเหล่านี้ส่วนใหญ่ ใช้งานง่ายขึ้น ผ่านการสั่งการด้วยเสียงหรือการสัมผัส ไม่ต้องสัมผัสหน้าจออีกต่อไป
Big Brother Brands Case Study
Google Assistant : AI ในลำโพงที่เชื่อมต่อ Internet ผ่าน WIFI องค์ประกอบสำคัญ Google Home ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สั่งการกิจกรรมบน Internet เช่นตรวจ E-Mail ,Upload รูปภาพ ซื้อสินค้าออนไลน์ สอบถามข้อมูลหรือเปิดเพลงจาก List ใน Spotify ด้วยเสียง โดยเป็นไปได้ว่าในอนาคตอาจรวมไปถึงบอกให้ AI ปิด-เปิดเครื่องใช้หรืออุปกรณ์ต่างๆ ภายในบ้านด้วย

ที่มา : trendwatching.com
