เศรษฐกิจปี 2565 จากโลกมาถึงไทยจะเป็นอย่างไร ? (วิเคราะห์)

สองปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกและไทยได้ถูกโควิด-19 ยิงดาเมจกระหน่ำ จนบางครั้งแทบจะตั้งการ์ดรับไม่ทัน

และในปัจจุบันโควิด-19 สายพันธ์ุ Omicron ได้แปะมือสายพันธ์ุก่อนหน้านั้นเข้ามาสร้างความผันผวนให้กับเศรษฐกิจปลายปี 2021 และคาดว่าจะต่อเนื่องไปถึงปี 2022

เมื่อเหตุการณ์โลกยังมีโควิด-19 มาเป็นตัวแปรที่สำคัญ จึงมีคำถามที่หลายคนพยายามหาคำตอบว่า เศรษฐกิจปีหน้าจะเป็นอย่างไรต่อไป

EIC ได้คาดการณ์เศรษฐกิจปี 2022 ผ่านการคาดการณ์เหตุการณ์ต่าง ๆ ในไตรมาส 4/2021 ว่า

 

เศรษฐกิจโลกปี 2022 GDP จะขยายตัว 4.1%

การขยายตัวของ GDP ปี 2022 เป็นการขยายตัวที่ลดลงจากปี 2021 ที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวที่ 5.8%

การขยายตัวของ GDP ที่ลดลงมาจากปัจจัยความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่สำคัญคือ

  1. Supply Chain Disruption ที่ทำให้การผลิตสินค้าทั่วโลกเกิดภาวะชะงัก หรือสะดุดจากแรงงานที่เกี่ยวข้องกับ Supply Chain การผลิตติดเชื้อจนต้องปิดโรงงาน รวมถึงการขนส่งสินค้าที่อาจจะติดขัดกับอุปสรรคในด้านต่าง ๆ เช่น ข้อจำกัด มาตรการควบคุมโรคของแต่ละประเทศ ที่อาจจะยืดเยื้อจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ และความเสี่ยงต่อการกลายพันธ์ุของโควิด-19
  2. เงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์
  3. การปรับนโยบายภาครัฐของประเทศต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มตึงตัวขึ้น

และนอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงอื่น ๆ เช่น

  1. มาตรการเข้มงวดของรัฐบาลจีน เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจยั่งยืน โดยเฉพาะภาคอสังหาฯ พลังงาน และฟินเทค
  2. การส่งข้อมูลข้ามแดน หรือ Cross Border Data Flow ที่มีข้อจำกัดมากขึ้น จากประเด็นความมั่นคง ซึ่งเป็นภาระต่อธุรกิจข้ามชาติ
  3. วิกฤตพลังงาน ผลจากการขาดแคลนก๊าซธรรมชาติ และนโยบาย Net Zero การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการลงทุน CAPEX หรือสินทรัพย์ระยะยาวใน Old Economy หรือสินทรัพย์แบบดั้งเดิมที่ต่ำต่อเนื่อง
  4. ขนาดและทิศทางของมาตรการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ  แนวโน้มการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม อาจส่งผลต่อการย้ายฐานการผลิตโลก

 

เมื่อมองไปที่เศรษฐกิจในประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ กลับพบว่าในปี 2022 แต่ละประเทศเผชิญกับความท้าทายด้านการเติบโตของ GDP ต่างกันไป

สหรัฐอเมริกา GDP 3.7% เติบโตลดลงจาก 5.5% ในปี 2021

GDP ของอเมริกาเติบโตลดลงจากแรงหนุนของการเปิดเมืองและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากเงินอัดฉีดในระบบที่เล็กลงเมื่อเทียบกับ 2 ปีที่ผ่านมา

โดยล่าสุดรัฐบาลอเมริกาได้ผ่านร่างกฎหมาย Bipartisan Infrastructure ครอบคลุมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระยะเวลาดำเนินการ 10 ปี

ซึ่งเม็ดเงินในโครงการนี้ถือว่าเป็นเม็ดเงินที่มีขนาดเล็กกว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใน 2 ปีที่ผ่านมา

ปี 2021 ที่ใช้ในโครงการ American Rescue Plan Act มูลค่า 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปี 2020 ใช้ในโครงการ CARES Act มูลค่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ยุโรป GDP 4.2% เติบโตต่ำกว่าปี 2020 ที่มี GPD 5.0%

GDP ของยุโรปปี 2022 ได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่อ่อนตัวลงจากความต้องการของโลกที่ชะลอตัว โดยเฉพาะในอเมริกาและจีน  

รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองในปีหน้า จากการจัดเลือกตั้งในอิตาลีและฝรั่งเศส และวิกฤตพลังงานที่รุนแรงขึ้นในไตรมาสแรกปี 2022 จากช่วงฤดูหนาวและการติดเชื้อที่สูงขึ้นจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

แต่การเติบโตของ GDP ในยุโรปมีแนวโน้มที่เติบโตจากมาตรการการคลังที่ดำเนินอย่างต่อเนื่อง เช่น

– การลงทุนของภาครัฐเพิ่มเติมในเยอรมนี

– แนวโน้มการขยายวงเงินอุดหนุนในฝรั่งเศสหลังการเลือกตั้ง

– การลงทุนเพิ่มขึ้นของ EU Recovery Fund กองทุนที่ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวจากโควิด-19 ในอิตาลีและสเปน

– การขยายกรอบวงเงินงบประมาณภาครัฐใน UK จำนวน 1.4 แสนล้านปอนด์สเตอร์ลิงในเดือนตุลาคมปี 2021

 

จีน ปี 2022 GDP เติบโตเพียง 4.6% จากปี 2021 ที่มีอัตราการเติบโตถึง 7.8%

การชะลอตัวของการเติบโตด้าน GDP ของจีนมาจากภาคส่งออกที่มีแนวโน้มการชะลอตัวที่ลดลง

และผลกระทบจากการชะลอตัวของภาคอสังหาฯ ผ่าน Wealth Effects

ส่วนการเติบโตของ GDP ในจีนมาจากการบริโภคภาคเอกชนที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากรายได้หลังหักภาษีที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น

และการผ่อนคลายความเข้มงวดของมาตรการการเงินลดลง จากการที่ธนาคารกลางจีนปรับลด Reserve Requirement Ratio หรือสัดส่วนเงินสดสำรองของธนาคารที่ต้องมีไว้ติดตัวเสมอ โดยอัตราส่วนนี้จะคิดจากจำนวนเงินฝากทั้งหมดของลูกค้า

การลดลงของ Reserve Requirement Ratio ทำให้มีเงินอัดฉีดในระบบเพิ่มขึ้นถึง 1.2 ล้านล้านหยวน เนื่องจากธนาคารสามารถนำเงินที่เคยเก็บไว้ตามอัตรา Reserve Requirement Ratio บางส่วนมาใช้ในการปล่อยกู้และอื่นๆ เพราะมีการปรับอัตราส่วนเงินสำรองส่วนนี้ลดลงจากเดิม

 

ญี่ปุ่น GDP เติบโตสูงขึ้นจาก 1.9% เป็น 2.5% ในปี 2022

เหตุผลของการฟื้นตัวที่เพิ่มขึ้นของ GDP ญี่ปุ่นมาจาก

– การขยายตัวด้านบริโภค หลังรัฐบาลยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อกันยายน 2021

– ยอดการติดเชื้อในประเทศต่ำสุดในรอบปี 2021

– ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น

– นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่นออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 55.7 ล้านล้านเยน คิดสัดส่วนเป็น 8% ของ GDP เพื่อช่วยเหลือภาคครัวเรือนและธุรกิจ และสนับสนุนการฟื้นตัวของประเทศ

 

ประเทศไทยฟื้นตัวจาก 1.1% ในปี 2021 เป็น 3.2%

การฟื้นตัวของ GDP ประเทศไทยมาจาก

– การแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย แต่ยังคงมีความเสี่ยงจากโควิด Omicron และการกลายพันธุ์

– ระยะสั้นได้รับแรงส่งจากการใช้จ่ายจาก Pent up demand ของกลุ่มผู้มีกำลังซื้อ

– การส่งออกขยายตัวต่อเนื่องตามเศรษฐกิจโลก และราคาสินค้าส่งออกมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามราคาสินค้าหลายประเทศทั่วโลก

– มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่มีเม็ดเงินคงเหลือประมาณ 2.6 แสนล้านบาท ที่ยังเหลือจาก พ.ร.ก. เงินกู้ 5 แสนล้านบาท

 

ส่วนปัจจัยทางลบที่จะมีผลกระทบ เศรษฐกิจปี 2565 คือ

– การปิดกิจการของภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นในปี 2021 ที่จะทำให้แรงงานตกงานเพิ่มขึ้น และประชาชนมีหนี้สูง

 

ถ้ามองแยกย่อยออกไป EIC ได้ประมาณการเศรษฐกิจในประเทศไทยมาจากภาคส่วนต่าง ๆ ดังนี้

GDP 3.2%

มาจาก

การบริโภคภาคเอกชน 3.4%

การบริโภคภาครัฐ -0.6%

การลงทุนภาคเอกชน 4.0%

การลงทุนภาครัฐ 4.8%

มูลค่าการส่งออก 3.4%

มูลค่าการนำเข้า 4.3%

จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 5.9 ล้านคน

อัตราเงินเฟ้อทั่วไป 1.6%

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน