ไม่ว่าอุณหภูมิเศรษฐกิจเมืองไทยจะ “ตกต่ำ” แค่ไหน? แต่ตลาดเครื่องปรับอากาศยังคงสามารถทะยานไปสู่ “แดนบวก” เติบโตได้อย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี โดยในปี 2015 ที่ผ่านมามีมูลค่าตลาดแตะ 22,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1,400,000 เครื่อง

และในปี 2016 ทุกแบรนด์ต่างยังคง Comfirm เป็นเสียงเดียวกันว่าตลาดเครื่องปรับอากาศจะยังเติบโตได้อีกโดยต่างคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่า 23,000 ล้านบาทหรือคิดเป็น 1,500,000 เครื่อง

เหตุผลของการเติบโตอย่างไม่มีที่ท่าว่าจะ “หยุด” นั้นเพราะหากมองไปที่อัตราการถือครองเครื่องปรับอากาศในเมืองไทยยังคงมีจำนวนน้อยหากเทียบกับประเทศอื่นๆ อีกทั้งด้วยอุณหภูมิอากาศของเมืองไทยในปีนี้ถูกคาดเดาว่าจะ “ร้อน” ยาวนานกว่าปีที่ผ่านมา

“จุดเปลี่ยน” คือ ช่องวางราคาที่ “แคบลง” และ “ประหยัดไฟ” จริง
โฟกัสที่น่าสนใจของตลาดเครื่องปรับอากาศเมืองไทย นั้นคือการเติบโตของ Segment ที่มีชื่อว่า Inverter นั้นเพราะหากย้อนกลับไปสู่ช่วงเริ่มต้นเมื่อ 8 -9 ปีที่แล้ว เครื่องปรับอากาศสายพันธุ์ Inverter ที่ถูกนำเสนอสู่ตลาดถูกมองว่าน่าจะไปไม่รอด ด้วยเหตุผลที่ราคาขายแพงกว่าเครื่องปรับอากาศธรรมดา 70 – 80 % เมื่อเทียบ BTU ที่เท่ากัน อีกทั้งผู้บริโภคยังไม่เชื่อแน่ชัดว่า Inverter สามารถประหยัดค่าไฟได้มากน้อยแค่ไหนเมื่อถูกนำมาเปรียบเทียบกับเครื่องปรับอากาศในรุ่นธรรมดา

ทำให้ช่วงเริ่มต้นยอดขายเครื่องปรับอากาศ Inverter แม้จะเติบโตแต่ก็ไม่ได้หวือหวาอะไรมากนัก จนมาถึง “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญเมื่อประมาณกลางปีที่ผ่านมา

“ถ้าวันนี้ไปที่ ณ จุดขายต่างๆ จะมีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 แบบใหม่ที่จะระบุอัตราการประหยัดไฟชัดเจนกว่าฉลากเดิม ที่บอกว่าได้ผ่านการทดสอบระบบ Inverter กับเครื่องปรับอากาศรุ่นธรรมดายกตัวอย่างง่ายๆ เครื่องปรับอากาศธรรมดารุ่น 8000 BU สมมติมีอัตราการใช้ค่าไฟประมาณ 17,000 บาท/ปี แต่ถ้าเป็น Inverter ประมาณ 9,000 บาท/ปี ซึ่งนั้นแปลว่าลูกค้าประหยัดค่าไฟต่อปี 8000 บาท” สินเมธ อิ่มเอม หัวหน้ากลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศภายในบ้าน บริษัท แอลจี (ประเทศไทย)จำกัด บอกถึงจุดเปลี่ยนของตลาดเครื่องปรับอากาศ Inverter

ไม่ใช่แค่ทำการเริ่มให้ผู้บริโภคเริ่มเชื่อว่า Inverter ประหยัดไฟคุ้มค่าในการใช้งานระยะยาว แต่กลุ่มแบรนด์ผู้เล่นในตลาดเองก็เริ่ม “ลดช่องว่างราคา” ให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นจากในปีที่แล้วช่องว่างราคาระหว่าง Inverter กับเครื่องปรับอากาศรุ่นธรรมดาเมื่อเทียบในรุ่นที่ BTU เท่ากันห่างกันอยู่ที่ 50% แต่ในปี 2016 นี้ทุกแบรนด์ต่างลดช่องว่างราคามาอยู่ที่ 25 – 30%

“ไม่ใช่แค่นั้นทุกแบรนด์ยังเลือกที่จะเพิ่มไลน์อัพเครื่องปรับอากาศ Inverter พร้อมกับโปรโมทใช้สื่อโฆษณา Mass Media, สื่อออนไลน์ และสื่อหน้าร้าน เป้าหมายเพื่อเพิ่ม Awareness และ Educate ผู้บริโภคในตลาด ถึงขนาดที่มีบางแบรนด์ในตลาดเลือกที่จะใช้งบการตลาดมาก 70 – 80% เพื่อโฆษณาเครื่องปรับอากาศ Inverter”

ขาย Inverter ทำให้แบรนด์ดูดี
กำไรงาม
เหตุผลที่ทุกแบรนด์เอาจริงเอาจังกับ Inverter ซึ่งถือเป็น Segment Premium ของตลาดเครื่องปรับอากาศนั้นเพราะหากแบรนด์ไหนขาย Inverter ได้มากนั้นย่อมแปลว่า Branding ของตัวเองแข็งแกร่งได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคจึงไม่ต้องแปลกใจที่ “มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา” ที่นอกจากเป็นผู้นำตลาดเครื่องปรับอากาศในภาพรวมครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 26 % ก็ยังครองแชมป์ใน Segment Inverter เช่นกัน

นอกจากในเรื่อง Brand Image แล้วนั้นการที่ทุกแบรนด์เร่งเร้าที่จะผลักดันยอดขายเครื่องปรับอากาศ Inverter นั้นเพราะจะทำให้มีกำลังการผลิตเครื่องปรับอากาศ Inverter มีจำนวนสูงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตต่ำหรือที่เรียกว่า Economy of scale แน่นอนย่อมทำให้กำไรต่อเครื่องสูงมากขึ้นอีกทั้งยังสูงมากกว่าเครื่องปรับอากาศรุ่นธรรมดาทั่วไป

ความท้าท้ายคือ ขยายตลาดให้กว้างขึ้น
เพียงแต่การเร่งเร้าของกลุ่มแบรนด์เครื่องปรับอากาศ ยังมีอุปสรรคและความท้าท้ายอยู่ไม่ใช่น้อยนั้นเพราะกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังมีอยู่จำกัด เพราะหากมองไปที่ประเทศที่มีกำลังซื้อสูงอย่าง “ออสเตรเลีย” เครื่องปรับอากาศ Inverter มีสัดส่วน 80% จากตลาดเครื่องปรับอากาศทั้งหมด หรือแม้แต่ “สิงคโปร์” ก็สูงถึง 70%

“จริงๆ แล้วฐานลูกค้าหลักของเครื่องปรับอากาศ Inverter คือลูกค้าระดับกลาง – บน แต่การจะทำให้ตลาดนี้เติบโตมากขึ้นคือการดึงกลุ่มลูกค้าที่มีฐานะการเงิน กลางล่าง ขยับขึ้นมาเลือกซื้อ Inverter แทนรุ่นธรรมดา ยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ที่ทำให้กำลังซื้อผู้บริโภคหายไปพอสมควร ถือว่าท้าท้ายไม่ใช่น้อย”

ถึง “พลังซื้อ” จะยังไม่ Strong แต่ทุกแบรนด์ในตลาดเครื่องปรับอากาศก็ยังคงบิวด์ให้เครื่องปรับอากาศ Segment Inverter เติบโตต่อเนื่องแล้วดูว่าจะทำสำเร็จอยู่ไม่น้อย สะท้อนจากหลักฐานการเติบโตเมื่อ 5 ปีที่แล้วระบบ Inverter มีสัดส่วนเพียง 15% จากตลาดเครื่องปรับอากาศทั้งหมดแต่ในปี 2015 มีสัดส่วนสูงถึง 25% และอีกเพียง 4 -5 ปี LG คาดว่า Inverter จะมีสัดส่วนถึง 50% จากตลาดเครื่องปรับอากาศทั้งหมด

ตลาดเครื่องปรับอากาศ “ความเย็น” ที่ไม่เคยลดลง
2015 ตลาดรวมทั้งหมด 1,400,000 เครื่อง 22,000 ล้านบาท
คาดการณ์ 2016 ตลาดรวมทั้งหมด 1,500,000 เครื่อง 23,000 ล้านบาท
2015 Inverter 270,000 5,500 ล้านบาท
คาดการณ์ 2016 Inverter 300,000 7,000 ล้านบาท

ที่มา : LG