แม้เป็นภูมิภาคในเอเชียที่จำนวนประเทศไม่มากแต่เอเชียตะวันออกก็มีความน่าสนใจและมีเรื่องให้พูดถึงได้อยู่เสมอ ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ และเศรษฐกิจ ล่าสุดมีประเด็นให้จับตามองอีก และอาจเป็นการยืนยันว่าประเทศหมู่เกาะที่เคยผงาดในเวทีโลกในทุกด้านเมื่อราว 40 ปีก่อน นอกจากยังไม่ฟื้นจากขาลงแล้ว ยังอาจถูกเพื่อนบ้านที่เคยอยู่ใต้อาณัติแซงอีกด้วย

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจญี่ปุ่น (JCER) คาดการณ์ว่าในอนาคตผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัวประชากร (GDP per Capita) ญี่ปุ่นจะตามหลังเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออก โดยปี 2027 GDP per Capita ของเกาหลีใต้จะขึ้นไปอยู่ที่ 46,519 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.53 ล้านบาท) และปีถัดไปไต้หวันจะขึ้นไปอยู่ที่ 47,305 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.56 ล้านบาท)

หลังฟื้นตัวจากสงครามโลก ญี่ปุ่นก็เร่งพัฒนาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จนในยุค 80 แบรนด์สินค้ามากมาย ทั้งในกลุ่มเทคโนโลยีอย่าง Sony Toshiba และ Hitachi กับแบรนด์รถ อย่าง Toyota Honda และ Nissan พากันตีตลาดโลก นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังส่งออกวัฒนธรรมป๊อป โดยเฉพาะการ์ตูนมากมายไปครองใจคนทั่วโลกได้อีกด้วย

ทว่านับจากยุค 90 เป็นต้นมาญี่ปุ่นเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ จนเศรษฐกิจซบเซาต่อเนื่องมาอีก 20 ปี และเปิดช่องให้เกาหลีใต้และไต้หวันที่เคยเป็นเมืองขึ้นญี่ปุ่น พัฒนาเศรษฐกิจและสินค้าเทคโนโลยีขึ้นมา จนสามารถตีตลาดโลกได้สำเร็จ

นับจากปี 2010 เป็นต้นมา Samsung เริ่มมีภาพลักษณ์ดีขึ้นในหมู่ผู้ชื่นชอบสินค้าเทคโนโลยี โดยเฉพาะ Smartphone ตีคู่มากับ iPhone และ Gadget ตระกูล i ของ Apple พออีกสิบปีต่อมา เกาหลีใต้ก็ขึ้นพัฒนาเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเบื้องหลังคือสินค้าเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมบันเทิง ที่ได้รับการยอมรับและโด่งดังไปทั่วโลก

ความโด่งดังของแบรนด์เกาหลีใต้ยืนยันได้จากที่ Samsung เป็น Smartphone ยอดขายดีที่สุด ขณะที่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ก็ได้รับข่าวดี โดยปี 2021 ยอดขาย Hyundai กับ Kia แซงแบรนด์ญี่ปุ่นอย่าง Honda ได้สำเร็จ ขึ้นเป็นรถขายดีสุดอันดับ 5 ในสหรัฐฯ ส่วน Squid Game BTS และ Blackpink ก็เป็นทัพหน้าอุตสาหกรรมบันเทิงที่ทั่วโลกรู้จักดี

ด้านไต้หวันก็เคยอยู่ใต้อาณัติของญี่ปุ่นเช่นกัน แต่นับจากเกิดวิกฤตโควิด ไต้หวันได้รับคำชมอย่างมากในการใช้เทคโนโลยีสกัดโควิดทั้ง GPS และแอปต่าง ๆ เข้าช่วยอย่างรวดเร็ว จนจำนวนผู้ติดเชื้อน้อยมากทั้งที่อยู่ไม่ห่างจากจีน ประเทศต้นตอการระบาด

นอกจากนี้ TSMC บริษัทผู้ผลิตชิปใหญ่สุดในโลกของไต้หวัน ก็มีส่วนสำคัญในการคลายวิกฤตชิปขาดแคลนในกระบวนการผลิต สินค้าเทคโนโลยีและยานยนต์ ทั่วโลกที่สืบเนื่องมาจากสถานการณ์โควิด จนทั้งสหรัฐฯ และญี่ปุ่นยังต้องขอให้ไปสร้างโรงงานในประเทศ เพื่อตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้วิกฤตชิปเกิดขึ้นอีก

เมื่อนำพัฒนาการเหล่านี้ มารวมกับปัจจัยที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจญี่ปุ่น ทั้งอัตราการเกิดที่ต่ำ โดยระหว่างปี 2021 ถึง 2035 ที่อยู่เพียง 2% ต่อปี สวนทางกับประชากรสูงอายุจำนวนมาก ต่างจากเกาหลีใต้กับไต้หวันที่ในกรอบเวลาเดียวกันอัตราการเกิดอยู่ที่ 4.1% และ 4.1% ต่อปี

นอกจากนี้ ชาวญี่ปุ่นยังยึดติดอยู่กับเทคโนโลยีเก่าอย่าง Fax การเลิกใช้เทคโนโลยีตกยุคอย่าง Pager ช้ากว่า และการเปลี่ยนสู่รัฐบาลเน้นระบบออนไลน์ หรือที่เรียกว่า E-Government ช้ากว่า ตรงข้ามกับเกาหลีใต้ที่จริงจังกับเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2000 ส่วนแบรนด์เทคโนโลยีญี่ปุ่นที่เคยดังในอดีตก็ไม่ได้ใหญ่เหมือนก่อนแล้ว ยืนยันได้จากขาลงของ Toshiba และ Panasonic

ทั้งหมดทำให้ปี 2027 GDP per Capita ของญี่ปุ่น จะอยู่ที่ 45,607 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 ล้านบาท) น้อยกว่า เกาหลีใต้ที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 46,519 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.53 ล้านบาท)

และปี 2028 ตัวเลขดังกล่าวซึ่งเป็นหนึ่งในเกณฑ์ชี้วัดความกินดีอยู่ดีและการขยายตัวทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นจะอยู่ที่ 46,443 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.53 ล้านบาท) ส่วนไต้หวันที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 47,305 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.56 ล้านบาท)

นี่ถือเป็นความถดถอย เพราะเมื่อปี 2020 GDP per Capita ของญี่ปุ่นอยู่ที่ 39,890 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.31 ล้านบาท) มากกว่าเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งอยู่ที่ 31,954 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.05 ล้านบาท) และ 28,054 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 927,000 บาท) ตามลำดับ/kyodo, japantoday, cnn



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน