เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว (2564) ข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการการเงินทั่วทั้งภูมิภาคและทำให้ตลาดหุ้นทั่วเอเชียร่วงหนักคือข่าวการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่เบอร์ 1 ของจีนอย่าง Evergrande Real Estate Development ที่ทำให้นักลงทุนต่างอกสั่นขวัญผวาว่าจะซ้ำรอยวิกฤตซับไพร์มดังเช่นปี 2008 หรือไม่ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะมากเพียงใด ทำไมสื่อทั่วโลกจึงรายงานเรื่องนี้และที่มาที่ไปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร อะไรทำให้รัฐบาลจีนถึงกับต้องเข้ามาดูแลเรื่องนี้เป็นพิเศษ ติดตามได้จากบทความนี้

Evergrande คือใครทำธุรกิจอะไร?

Evergrande ก่อตั้งโดยนาย Hui Ka Yan (Xu Jiayin) ในปี 1996 ในชื่อเดิมคือ Hengda Group

Evergrande เป็นบริษัทอสังหายักษ์ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของจีน (จากการจัดอันดับในปี 2020) มีโครงการในมือมากกว่า 1,300 โครงการใน 280 เมืองทั่วประเทศจีน ทั้งยังถือครองที่ดินที่รอการพัฒนาอีกกว่า 565 ล้านตารางเมตร

ความยิ่งใหญ่ของ Evergrande ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องอสังหาฯ เท่านั้น แต่พวกเขายังทำธุรกิจ บริหารจัดการความมั่งคั่ง (Wealth Management) ทำรถ EV ทำโรงงานผลิตอาหารและเครื่องดื่ม รวมไปถึงการเป็นเจ้าของสโมสรที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีนอย่าง Guangzhou Evergrande

จากข้อมูลในปี 2020 Evergrande มีทรัพย์สินคิดเป็นมูลค่าทั้งหมด 306,000  ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีเงินสดสภาพคล่อง 53,000 ล้านดอลลาร์และมีรายได้ในปี 2020 อยู่ที่ 9,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แล้วเกิดอะไรขึ้นทำไม Evergrande จึงเป็นหนี้มากมายจนเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้

ด้วยความที่ Evergrande เป็นบริษัทที่มีการขยายการเติบโตอย่างรวดเร็ว จนทำให้กลายมาเป็นยักษ์ใหญ่อันดับ 1 แต่เบื้องหลังของการเติบโตนั้นมาจากที่บริษัทกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อรองรับการเติบโตทั้งสิ้น ไม่ว่าจะด้วยการกู้ธนาคาร ออกหุ้นกู้ หรือแม้กระทั่งการเปิดพรีเซลล์โครงการต่าง ๆ ที่ยังไม่แล้วเสร็จ ทำให้บริษัทมีหนี้สินสะสมกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา Evergrande บ่ายเบี่ยงการชำระเงินกู้ของตนเอง โดยสัญญาณชัดเจนนั้นมาจากการที่มักจะชำระหนี้ของหุ้นกู้บริษัทตอนเดดไลน์อยู่บ่อยครั้ง และภายใต้ความกดดันที่ถาโถมเข้ามาเนื่องจากไม่มีกระแสเงินสดมากพอที่จะชำระหนี้ ทำให้ Evergrande ออกมายอมรับว่าอาจไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามเวลา

Fitch Rating บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อด้านเครดิตได้จัดให้ Evergrande อยู่ในเรต “ผิดนัดชำระในวงจำกัด” หรือ Restricted Default เรตติ้งดังกล่าวหมายถึง Evergrande ได้ผิดนัดชำระหนี้อย่างเป็นทางการแต่ยังไม่เข้าข่ายล้มละลาย

ประกอบกับในปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้ออกกฎควบคุมเหล่าบรรดาบริษัทพัฒนาอสังหาฯ ในจีนโดยเฉพาะระดับบิ๊ก ๆ ที่มักจะกู้หนี้ยืมกันเป็นว่าเล่นจนไม่ได้ดูความสามารถในการชำระหนี้ของตนเอง ซึ่งภายใต้กรอบกฎระเบียบนี้ทำให้ Evergrande จำเป็นต้องขายทรัพย์สินของตนเองในราคาต่ำกว่าความเป็นจริงมากเพื่อนำมาใช้หนี้และเพื่อจะการันตีว่าจะมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้

และอย่างที่รู้ว่า Evergrande นั้นขายรถไฟฟ้า EV ยี่ห้อ Hengchi  ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้ทำดีลกับผู้ซื้อเอาไว้แล้ว แต่ผู้ซื้อหลายคนก็ดึงเวลารอให้ Evergrande นั้นลดราคาลงมากกว่านี้เสียก่อนเพราะรู้ว่าบริษัทกำลังประสบปัญหาด้านการเงินอยู่ทำให้ดีลที่ควรจะเกิดขึ้นก็ไม่เป้นไปตามที่คาดหวัง

อีกทั้งตลาดอสังหาฯ ของจีนนั้นอยู่ในภาวะขาลง ซึ่งความต้องการซื้อนั้นลดน้อยถอยลงไปอย่างมาก ซึ่งก็แน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อ Evergrande โดยตรง  เพราะเกินกว่าครึ่งของเงินสดที่ Evergrande นั้นได้มาจากการพรีเซลล์อสังหาฯ ที่ยังสร้างไม่เสร็จ มีรายงานจาก Barclays ซึ่งเป็นธนาคารชื่อดังของอังกฤษ  Evergrande มีอสังหาริมทรัพย์ที่ยังสร้างไม่เสร็จอีกกว่า 800 โครงการทั่วประเทศจีน และคนกว่า 1.6 ล้านคนก็ยังรอการย้ายเข้าไปอยู่อาศัย

จะเกิดอะไรขึ้นถ้า Evergrande ล้ม

มีหลายปัจจัยที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เป็นแค่การผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เพราะ Evergrande ใหญ่กว่านั้น

1. คนจีนหลายคนซื้ออสังหาริมทรัพย์จาก Evergrande ทั้งที่ยังไม่ได้มีการเริ่มก่อสร้างเลยด้วยซ้ำ พวกเขาวางเงินดาวน์ไปแล้ว และถ้าบริษัทล้มละลายพวกเขามีสิทธิ์ที่จะไม่ได้รับเงินที่พวกเขาจ่ายไปแล้วคืนสูงมาก

2. แน่นอนว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายภาคส่วน และมีอีกหลายบริษัทที่ทำธุรกิจกับ Evergrande ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่ทำระบบโครงสร้างอาคาร บริษัทออกแบบตกแต่ง รวมไปถึงซัปพลายเออร์วัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้อยู่ในภาวะเสี่ยง “สูงมาก” ที่จะไม่ได้รับการชำระค่าสินค้าและบริการซึ่ง “อาจจะ” ทำให้บริษัทคู่ค้าเหล่านั้นถึงกับล้มละลายได้เลยทีเดียว

3. การล้มของ Evergrande เป็นไปได้มากว่าจะส่งผลกระทบต่อระบบการเงินของประเทศจีนได้เลย เพราะถ้า Evergrande ผิดนัดชำระหนี้ ธนาคารต่าง ๆ และผู้ให้กู้อาจถูกบังคับให้ปล่อยสินเชื่อน้อยลงมาก ๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของระบบเศรษฐกิจจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะอย่างที่รู้ว่า หลาย ๆ ธุรกิจมีการกู้ยืมมาเพื่อขยายการเติบโตและเสริมสภาพคล่องของธุรกิจ และถ้าพวกเขากู้ยืมได้ในอัตราที่น้อยลง อัตราการเติบโต อัตราการจ้างงาน ก็ย่อมน้อยลงตามไปด้วย

แล้วพอบริษัทรวมไปถึงเศรษฐกิจเติบโตน้อยลงก็จะไม่สามารถดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้จนกลายเป็นมะเร็งเกาะกินเศรษฐกิจของจีนในที่สุด

ทำไมจีนปล่อยให้ Evergrade ล้มไม่ได้

คงจะเป็นผลลัพธ์ที่ร้ายแรงมากหาก Evergrande ไม่สามารถหาเงินมาใช้หนี้ที่กำลังจะถึงนี้ได้ นักวิเคราะห์จึงแนะนำให้รัฐบาลจีนเข้าอุ้ม Evergrande ก่อนที่ทุกอย่างจะลุกลามบานปลาย

เหตุผลหลักที่รัฐบาลจีนไม่สามารถปล่อยให้ Evergrande ล้มได้เพราะจะมีผลกระทบต่อผู้ซื้ออสังหาฯ ของบริษัทไปก่อนหน้านี้ที่จะไม่ได้รับเงินดาวน์คืน รวมไปถึงตำแหน่งงานกว่า 3.8 ล้านตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับระบบซัปพลายเชนของบริษัทจะได้รับผลกระทบทันทีและรวมไปถึงพนักงานของบริษัทอีกกว่าหมื่นตำแหน่งจะต้องตกงาน

มากไปกว่านั้นอย่างที่ได้เกริ่นไปก่อนหน้านี้ว่าหาก Evergrande ผิดนัดชำระหนี้ ก็จะทำให้ทางการจีนไปเพิ่มความเข้มงวดให้กับบรรดาธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจทั้งในภาคอสังหาฯ และอุตสาหกรรมอื่น ๆ น้อยลงหรือที่เรียกว่า สินเชื่อตึงตัว (Credit Crunch) ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตในภาพรวมเศรษฐกิจของจีนและทำให้นักลงทุนเลือกที่จะเก็บกระเป๋าไปลงทุนที่อื่นแทน

 

มหากาพย์เรื่องนี้ยังไม่สิ้นสุดลงเพราะทางการจีนเองก็ยังไม่ได้ออกมาเทกแอคชั่นใด ๆ รวมไปถึงทาง Evergrande ก็ยังมีภาระหนี้ที่กำลังจะถึงดีลในเร็ววันนี้อีก ต้องติดตามกันต่อไปว่าท้ายที่สุดแล้วเรื่องราวเหล่านี้จะซ้ำรอยวิกฤตซับไพร์มหรือไม่ หรือเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ Too Big Too Fail หรือยักษ์ใหญ่ล้มกระทบวงกว้างจึงปล่อยให้ล้มไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้คือ สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้พรมกำลังถูกเปิดเผยออกมาในไม่ช้านี้แล้ว


อ้างอิง: bbc.com / wsj.com / bbc.com

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน