เป็นธรรมดาของทุกช่วงต้นปีที่หลาย ๆ สำนักจะออกมาคาดเดาเรื่องเทรนด์ในวงการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์ในแง่ของการดีไซน์ที่ Pantone ออกมาบอกว่า Greenery จะเป็นสีแห่งปี 2017, เทรนด์ของวงการเทคโนโลยีที่บอกว่า AI จะเป็นสิ่งที่เข้ามาในชีวิตของคนเรามากขึ้น หรือเทรนด์ของ Media ที่ผู้คนจะเข้าไปอยู่ใน Digital Media มากกว่าเดิม แต่เท่าที่เคยได้ยินมา ยังไม่ค่อยมีใครออกมาพูดในเรื่องของ เทรนด์สถาปัตยกรรม ทั้ง ๆ ที่มันเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา ที่ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหนก็ต้องพบเจอ

และด้วยความที่ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงนั่นแหละ วันนี้ Marketeer ก็เลยบุกไปสัมภาษณ์ ดร.กุลเดช สินธวณรงค์ ที่มีความเชี่ยวชาญในด้าน Design Management รวมถึงการเป็น ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท JARKEN Group of company บริษัทที่รับออกแบบอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นออกแบบตึกอาคาร, ออกแบบภายในหรือที่เราเรียกติดปากกันว่า Interior Design หรือออกแบบแม้กระทั่งแบรนด์และรูปแบบของธุรกิจต่าง ๆ

ยกตัวอย่างผลงานสร้างชื่อของ JARKEN ก็เห็นจะเป็นการออกแบบแบรนด์ให้กับสโมสรเชียงราย United นั่นเอง

เทรนด์แฟชั่นเปลี่ยนทุกปี แต่เทรนด์สถาปัตยกรรมเปลี่ยนทุก 10 ปี

เพราะ Fashion เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย มันจึงเป็นอะไรที่มาเร็วไปเร็ว ซึ่งแม้จะเป็นแฟชั่นที่ได้รับความนิยมมากขนาดไหน แต่สุดท้ายแล้วมันก็มี Life Cycle อยู่อย่างมากไม่เกิน 1 ปี

ต่างจากเทรนด์ของสถาปัตยกรรม เพราะกว่าจะสร้างตึก ๆ หนึ่ง หรืออาคาร ๆ หนึ่งขึ้นมาได้ต้องใช้เวลาที่นานอยู่พอสมควร Life Cycle ในเทรนด์ของสถาปัตยกรรมหรือสิ่งก่อสร้างจึงมีระยะเวลาเฉลี่ยอยู่ที่ 10 ปี

แต่ 10 ปีที่ว่านี้เป็นแค่ในส่วนของตึก หรืออาคารก่อสร้างที่มีสเกลค่อนข้างใหญ่เท่านั้น เพราะถ้าหากเป็นในเรื่องของการออกแบบภายในหรือ Interior Design เทรนด์พวกนี้ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงที่ล้อไปกับแฟชั่นในช่วงนั้น ๆ อย่างที่ผ่านมาเราก็จะเห็นได้ว่าเทรนด์การตกแต่งแบบ Minimal เริ่มมาแรงมากขึ้น ไม่ว่าใคร ๆ ก็หันมาเป็นชาว Minimal กันทั้งนั้น

ผู้บริโภคเริ่มมองหาสิ่งที่เรียบง่าย แต่ตอบโจทย์ในเรื่องของ Functional มากขึ้น

เพราะการมาของแต่ละเทรนด์ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงและเศรษฐกิจ ซึ่ง เทรนด์สถาปัตยกรรม หรือการตกแต่งภายในให้ดูมีความ Minimal ที่กำลังได้รับความนิยมจากคนส่วนใหญ่นี้ ไม่ใช่แค่เพราะมันสวยงามหรือดูแล้วสบายตาเท่านั้น แต่ยังมีสาเหตุมาจากการที่เศรษฐกิจหดตัว รวมไปถึงการที่สังคมไทยเริ่มกลายเป็นสังคมแบบครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น

ฉะนั้นแล้วผู้บริโภคจึงเริ่มมองหาอะไรที่มีความง่ายมากขึ้น กระทัดรัดมากขึ้น ติดตั้งได้เร็ว ใช้งานได้จริง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม Art Installation เฟอร์นิเจอร์ที่สามารถติดตั้งได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง หรือเฟอร์นิเจอร์จาก IKEA ถึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุคนี้

ไม่เหมือนแต่ก่อน ที่เฟอร์นิเจอร์แบบ Built-In คือสิ่งที่ได้รับความนิยม ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ของการดีไซน์สมัยก่อน มักจะออกไปในรูปแบบที่มีความฟุ้งเฟ้อหรืออลังการซะมากกว่า

ทรัพยากร อีกหนึ่งปัจจัยในการกำหนดเทรนด์สถาปัตยกรรม

ในประเด็นนี้ ดร.กุลเดชได้ยกตัวอย่างให้เราได้เห็นภาพกันอย่างชัดเจน ผ่านคำพูดที่ว่า

“อย่างตอนที่ผมเรียนออกแบบ ก็จะเรียนออกแบบไม้ แต่พอมาถึงตอนนี้ก็แทบไม่มีการสอนออกแบบโดยใช้ไม้มาเป็น Material แล้ว เพราะในเมื่อตอนนี้ไม้เป็นสิ่งที่หายากและในชีวิตจริงคนก็เริ่มหาวัสดุมาใช้ในงานแทนมันมากขึ้น มหาวิทยาลัยก็เลยไม่รู้จะสอนการออกแบบโดยใช้ไม้มาเป็นวัสดุไปทำไม”

ประโยคนี้สะท้อนให้เห็นว่า นอกจากสภาพเศรษฐกิจและพฤติกรรมของผู้บริโภคแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดเทรนด์ในงานออกแบบนั่นก็คือเรื่องของทรัพยากรนั่นเอง

จนเมื่อถึงยุคนี้ ที่ทรัพยากรหร่อยหลอลงไปทุกวัน เทรนด์การออกแบบสถาปัตยกรรม จึงมักจะมาในแนวทางของ Eco ซึ่งเป็นการออกแบบ ที่เป็นมิตรกับทั้งคนและสิ่งแวดล้อมนั่นเอง

งานออกแบบสถาปัตยกรรมในไทย ยังมี Speed ที่ช้ากว่าของต่างประเทศ

จะเห็นได้ว่าสถาปนิกไทย มักจะบินไปดูงานสถาปัตยกรรมอยู่บ่อย ๆ ซึ่งนี้เป็นเพียงแค่เสี้ยวเล็ก ๆ เท่านั้นที่สะท้อนให้เห็นว่า ภาพรวมงานสถาปัตยกรรมของไทย ยังตามหลังเมืองนอกอยู่

แต่สาเหตุจริง ๆ ดร.กุลเดช กลับมองว่ามันคือการที่คนไทยบางกลุ่ม ไม่ค่อยให้คุณค่าและความสำคัญในการออกแบบมากเท่าที่ควร ต่างประเทศจะมองว่างานออกแบบคือสิ่งที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้คนได้

หรือการสร้างสถานที่ ๆ หนึ่งขึ้นมา ต่างประเทศจะมองว่ามันเป็น Landmark ที่สามารถทำให้มันกลายเป็น Magnet ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในตัวสถานที่นั้นเอง และบริเวณรอบ ๆ นั้นได้ ต่างจากบางสถานที่ในไทย ที่มักจะสร้างมาเพื่อให้อยู่แบบปัจเจกมากกว่า

แต่ก็ไม่ใช่ว่างานออกแบบของไทยไม่ดีเสมอไป เพราะตอนนี้ในไทยตื่นตัวกับการออกแบบเพื่อคนพิการเป็นอย่างมาก เพียงแต่อาจจะต้องคิดเผื่อว่าสิ่งเหล่านั้นคนพิการจะได้ใช้จริง ๆ ไหม เช่น ออกแบบลิฟท์เพื่อคนพิการ แต่คนพิการส่วนใหญ่ก็ยังมีคนเข็น Wheel Chair ให้อยู่ อะไรแบบนี้เป็นต้น

อีกหนึ่งประเด็นก็เห็นจะเป็นเรื่องของกฏหมาย ที่ยังไม่เอื้ออำนวยสำหรับการออกแบบที่มากพอ ซึ่งถ้าเป็นโครงการออกแบบสถาปัตยกรรมของรัฐบาล กฏหมายก็จะระบุไว้เลยว่าสามารถให้ค่าออกแบบได้เพียง 1% ของงบประมาณทั้งหมดเท่านั้น เช่นถ้าโปรเจ็คนี้มีมูลค่าทั้งหมด 100 บาท สถาปนิกจะได้ค่าออกแบบเพียงแค่ 1 บาท ไม่เหมือนกับต่างประเทศ อย่างเช่นอเมริกาที่จะได้ค่าออกแบบอยู่ที่ 7.5-8% เลยทีเดียว

ส่วนถ้าเป็นงานของเอกชน ก็จะมีกลไกลราคาของตลาดมาเป็นตัวควบคุมอยู่แล้ว และ Average ค่าออกแบบงานของเอกชน ก็จะอยู่ที่ประมาณ 3-4% ไม่เกินมากไปกว่านี้สักเท่าไหร่

ซึ่งดร. บอกว่า อาจเป็นเพราะคนบางส่วน ยังมีทัศนคติในการ Spend เม็ดเงินไปกับการก่อสร้างมากกว่า จนอาจหลงลืมไปว่า 1% ที่สถาปนิกได้มา คือรากฐานของสถาปัตยกรรมชิ้นนั้นทั้งหมด

สถาปัตยกรรมของคนต่างจังหวัด เน้น “ใช้” มากกว่า “สวย”

เป็นอีกเรื่องที่น่าแปลกใจว่า แม้เวลาจะผ่านไปนานกี่สิบปี แต่ที่ต่างจังหวัด (ไม่นับที่เป็นจังหวัดท่องเที่ยวอย่างหัวหิน ภูเก็ต หรือเชียงใหม่) กลับมีรูปร่างของสถาปัตยกรรม ไม่ว่าจะเป็น ตึกรางบ้านช่อง หรือสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่ไม่แตกต่างไปจากเดิมเท่าไหร่

ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วคนต่างจังหวัด กลับเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงเป็นอย่างมาก แต่ก็อาจเป็นเพราะพฤติกรรมของคนต่างจังหวัด ที่เน้นในเรื่องของ Functional หรือการใช้งานเป็นหลัก จนอาจจะไม่ได้โฟกัสเรื่องของ Emotional หรืองาน Design นั่นเอง

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน