ใกล้สิ้นสุดเดือนที่ 2 ของปี 2022 ปีที่ใคร ๆ ต่างมองว่าเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อำนวยต่อการฟื้นตัว โดยเฉพาะผู้บริโภคออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น

และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีผลต่อโฆษณาเช่นกัน

ปีนี้ตลาดโฆษณาจะมีมูลค่ารวม 84,250 ล้านบาท เติบโต 12.8% จากการคาดการณ์ของ MI

ตัวเลขคาดการณ์เติบโตของ MI เป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT) ที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านั้นว่าเม็ดเงินสื่อโฆษณาปีนี้เติบโตได้ 5%

การเติบโตของตลาดโฆษณาที่ MI คาดการณ์ว่าจะสูงถึง 12.8% มาจาก 4 สถานการณ์ที่สำคัญ ได้แก่

 

1. ความสุขและความเชื่อมั่นของคนไทยกลับมา

จากผลสำรวจของ Hakuhodo Institute of Life and Living ASEAN (THAILAND) หรือ HILL ASEAN ประจำประเทศไทยล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 เกี่ยวกับความสุขและความเชื่อมั่นของคนไทยต่อสถานการณ์ Covid-19 และเศรษฐกิจในปัจจุบันของคนไทยพบว่า

คนไทย 44% มองว่าในอีก 3 เดือนข้างหน้าจะมีความสุขกับการใช้ชีวิตมากขึ้น

50% มีความสุขเท่ากับปัจจุบัน และมีเพียง 6% เท่านั้นที่ความสุขลดลงจากเดิม

นอกจากนี้ ภวัต เรืองเดชวรชัย  ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จํากัด หรือ MI Group ยังให้ข้อมูลว่าแม้กระทรวงสาธารณสุขจะประกาศเตือนภัยการแพร่ระบาดของโควิด-19 อยู่ในระดับ 4 จากจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ในวันนี้ผู้บริโภคกลับออกมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติมากขึ้น จากที่ผ่านมาผู้บริโภคอาจจะรู้สึกอัดอั้นที่ไม่สามารถออกมาใช้ชีวิตได้ตามปกติเป็นเวลาถึง 2 ปี

ภวัตมองว่าส่วนหนึ่งที่ผู้บริโภคออกมาใช้ชีวิตมากขึ้นอาจจะมาจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนเข็ม 2 เป็นที่เรียบร้อย และมากถึง 30% ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นเป็นเข็มที่ 3 และ 4 แล้ว และจำนวนผู้เสียชีวิตจากการติดโควิด-19 น้อยกว่าช่วงสิงหาคม 2564 มาก

เมื่อผู้บริโภคออกมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติมากขึ้น แบรนด์จึงให้ความสำคัญกับการทุ่มงบโฆษณาแย่งชิงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังมีอยู่จำกัดเพื่อสร้างยอดขายกลับมาให้มากที่สุด

เห็นได้จากในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2565 เป็นช่วงที่ใช้เม็ดเงินโฆษณามากถึง 21,759 ล้านบาท เติบโตกว่า 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 ที่เม็ดเงินโฆษณามีมูลค่าเพียง 19,766 ล้านบาท หรือเติบโตมากถึง 2,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

 

2. อุตสาหกรรม 8 กลุ่มใช้เม็ดเงินคึกคักเป็นพิเศษ

เม็ดเงินโฆษณาที่เติบโตในปีนี้ส่วนหนึ่งมาจาก 8 กลุ่มสินค้าและบริการที่มีความคึกคักเป็นพิเศษ ประกอบด้วย

– กลุ่มรถยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) ที่ราคาน่าดึงดูดมากขึ้น จากอานิสงส์ของมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐ และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงเป็นประวัติการณ์

– รถจักรยานยนต์ จากสถานการณ์ที่เริ่มผ่อนคลาย หลายธุรกิจและบริการเริ่มกลับมาดำเนินกิจการต่อ ประกอบกับแรงงานบางส่วนคืนถิ่นฐานภูมิลำเนา รถจักรยานยนต์จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินชีวิตในสภาพเศรษฐกิจที่ยังซบเซาอยู่

– ธุรกิจและบริการที่สอดคล้องกับวิถีใหม่ เช่น E-Market Place, Delivery Service, Health & Hygienic Care ที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ปรับตัวและให้ความสำคัญมากขึ้นจากสถานการณ์โควิด และใช้อย่างต่อเนื่องจนเป็นพฤติกรรมที่คุ้นชินและมองเป็นเรื่องปกติ

– เครื่องดื่ม Non-alcohol โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Functional Drinks/ Healthy Drinks และ Innovative Drinks หรือเครื่องดื่มนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น เครื่องดื่มกัญชา เป็นต้น

– ธุรกิจที่เกี่ยวกับความงามและสุขภาพ เช่น Skin Care Products, Beauty Clinic ที่เติบโตจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่กลับไปใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น ทำให้พวกเขากลับมาดูแลตัวเอง หลังจากที่อาจจะละเลยไปบ้างในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

– สินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคล จากการทำตลาดของผู้ให้บริการรายใหม่ และรายเก่า รวมถึงการเติบโตของสินเชื่อดิจิทัล จากการมองเห็นโอกาสของธุรกิจที่ผู้บริโภคมีความต้องการเงินสดมาลงทุนและอื่น ๆ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจและการใช้ชีวิตมีสภาพคลล่องมากขึ้น

นอกจากนี้ หลายสถาบันทางการเงินยังคลายความเข้มงวดและปล่อยสินเชื่อกันมากขึ้น ตามสถานการณ์ที่เศรษฐกิจไทยมีความหวังที่จะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

– ทางเลือกการลงทุน การเก็งกำไรในรูปแบบใหม่  แพลตฟอร์มเทรดเหรียญคริปโต, ระบบเครือข่ายและตัวแทนจำหน่ายออนไลน์ (Drop ship)

– กลุ่มสินค้าและบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการออกไปใช้ชีวิต เช่น ร้านอาหาร เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย

 

3. สื่อทีวีสัดส่วนไม่ถึง 50% แต่ยังเติบโต

แม้ปีนี้สื่อทีวีจะมีสัดส่วนต่ำกว่า 50% ของตลาดโฆษณารวม ด้วยสัดส่วนเหลือเพียง 47.5% จากปี 2564 ที่มีสัดส่วน 50.1%

แต่สื่อทีวีก็ยังเป็นสื่อหลักอันดับหนึ่ง และยังเป็นสื่อที่มีการเติบโตด้านมูลค่า

ในปี 2564 สื่อทีวี มีมูลค่า 37,411 ล้านบาท

ปี 2565 สื่อทีวี มีมูลค่า 40,000 ล้านบาท

คิดเป็นมูลค่าการเติบโตเกือบ 2,600 ล้านบาท ในปีนี้

นอกจากสื่อทีวียังคงเติบโตแล้ว สื่อเอาต์ออฟโฮม ยังเป็นสื่อที่กลับมาเติบโตอีกครั้ง จากที่เคยหดตัวไปเพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้คนออกจากบ้านน้อยลง

ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นสื่อเอาต์ออฟโฮมเป็นสื่อที่มีการเติบโตอีกสื่อหนึ่ง

ในปี 2564 สื่อเอาต์ออฟโฮมมีมูลค่า 7,773 ล้านบาท

ปี 2565 คาดการณ์สื่อเอาต์ออฟโฮมมีมูลค่า 10,500 ล้านบาท

 

ส่วนสื่อดิจิทัลยังเป็นสื่อที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ปี และในปีนี้คาดการณ์มูลค่ามากถึง 27,000 ล้านบาท จากปี 2564 ที่มีมูลค่า 23,315 ล้านบาท

 

4. กระแส KOL และ FIN-fluencers เติบโต

แม้ Facebook และ YouTube ยังเป็นแพลตฟอร์มอันดับหนึ่งและสองที่แบรนด์ใช้งบโฆษณาสูงสุดในกลุ่มสื่อดิจิทัล

แต่ในปีนี้สื่อ KOL หรือ Influencer เป็นสื่อที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากแบรนด์ที่นิยมใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมายในหลากหลายธุรกิจ

และสื่อ KOL ยังเป็นสื่อที่มีมูลค่าเม็ดเงินสูงเป็นอันดับสามในกลุ่มสื่อดิจิทัลอีกด้วย

ภวัตบอกกับเราว่า ในปีนี้สื่อ KOL ในกลุ่ม FIN-fluencers หรือ Finance+Influencer เป็นกลุ่มที่มาแรง จากกระแสความสนใจในเรื่องการลงทุนของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มการลงทุนในรูปแบบการเทรดเหรียญคริปโต การเทรดหุ้น Set การลงทุนใน NFT เป็นต้น

 

เมื่อสถานการณ์ตลาดโฆษณาส่งผลบวกให้กับแบรนด์ แล้วแบรนด์จะสื่อสารอย่างไร

ภวัต แนะนำแนวทางที่แบรนด์สามารถนำมาปรับใช้ในการสื่อสารการตลาดดังนี้

 

1. Performance Media (Performance Marketing Communication)

แบรนด์ควรนำเครื่องมือต่าง ๆ โดยเฉพาะ AI มาใช้เพื่อสื่อสารถึงผู้บริโภคเฉพาะบุคคล และสามารถวัดผลในการสื่อสารได้ เช่น ปฏิกิริยาของกลุ่มเป้าหมายต่อแบรนด์, ยอดขาย เป็นต้น

ซึ่งการวัดผลนี้ภวัตมองว่าไม่ใช่แค่ Social Media เท่านั้นที่สามารถวัดผลหรือเป็น Performance Media ได้ สื่อดั้งเดิมอย่างทีวี หรือเอาต์ออฟโฮมก็สามารถวัดผลได้เช่นกัน หากมีการวางแผนออกแบบขั้นตอนไว้เป็นอย่างดีตั้งแต่ตอนต้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขาย

2. Data Driven For Marketing Technology

การจัดเก็บข้อมูลลูกค้าอย่างเหมาะสมและเป็นระบบ สามารถนำมาวิเคราะห์ปัญหาและโอกาสอย่างมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น แม่นยำขึ้น ใช้เวลาน้อยลง เพื่อใช้กำหนดกลยุทธ์ธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน และสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันที่มีความหลากหลายมาก

 

3. Metaverse/Cryptocurrency/NFT, all you need to know – but you don’t need to do all

ติดตามและศึกษาวิเคราะห์กระแสความนิยมในเรื่องใหม่ ๆ อย่างรอบด้าน แต่ไม่จำเป็นต้องคว้าทุกโอกาส หรือขี่ทุกกระแส เพราะนั่นอาจทำให้เราต้องเสียทรัพยากรไปโดยไม่ได้ประโยชน์ใด ๆ กลับมา “Not necessary to “Trial and Error”, you can learn the best practices”

ยกตัวอย่าง Metaverse ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ เกมเมอร์คุ้นเคยกันดีอยู่แล้วจากประสบการณ์การเล่นเกมในโลกเสมือน แต่กลับร้อนแรงและถูกพูดถึงในวงกว้างหลังจาก Mark Zuckerberg ออกมาประกาศวิชั่นและเปลี่ยนชื่อองค์กรจาก Facebook เป็น Meta

ซึ่งหากศึกษาอย่างละเอียด Metaverse ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นมาก ๆ (Metaverse is still in its infancy) ยังคงต้องติดตามทิศทางที่ชัดเจนขึ้นและการพัฒนา Technology & Infrastructure ถึงจะสรุปได้ว่าธุรกิจหรือบริการของเราจะสร้างโอกาสและยั่นยืนในระบบนิเวศใหม่นี้หรือไม่อย่างไร

แต่ถ้าต้องการเพียงแต่ใช้ประโยชน์จากกระแสนี้ ในการสร้างสีสันให้กับธุรกิจหรือแบรนด์ของเรา ก็น่าจะทำได้หากมีไอเดียที่น่าสนใจ โดยพิจารณาจากทรัพยากรที่ลงทุนไปและผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้รับว่าคุ้มหรือไม่



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน