งานวิจัยทั่วโลกยืนยันแล้วว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว จะมีอายุยืนเฉลี่ยมากกว่าประเทศที่กำลังพัฒนา สาเหตุก็เนื่องมาจากสวัสดิการ เทคโนโลยีการแพทย์ อาหารการกิน และการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ฉะนั้นเรามาดูสภาพตลาดการรักษาพยาบาลของเมียนมาร์กันว่า ประเทศเกิดใหม่นั้น มีโอกาสอะไรอยู่บ้าง?

ตลาดสุขภาพที่ว่านี้หมายถึง การซื้อยา อาหารเสริม และอุปกรณ์การแพทย์ (ไม่รวมค่ารักษาพยาบาล) ซึ่งจากปี 2553 ตลาดนี้มีมูลค่าแค่ 24,700 ล้านบาท ซึ่งในตอนนั้นมีแค่การค้าชายแดนจากไทย จีน อินเดีย เท่านั้น แต่หลังจากเปิดประเทศไม่นาน การเจริญเติบโตก็เกิดขึ้นทันที เริ่มจากบริษัทที่เข้าไปลงทุน นำเข้ายา แล้วจัดจำหน่ายขายไปตามร้านยา เป็นต้น โดยสิ้นสุดปี 2558 มูลค่าตลาดนี้อยู่ที่ 70,000 ล้านบาท

โดยประเทศที่เมียนมาร์นำเข้ายามากที่สุดนั้นได้แก่ อินเดียประเทศที่มีชายแดนติดทางเหนือนั่นเอง ส่วนไทยนั้นถึงแม้ว่าจะมีอาณาเขตติดกับเมียนมาร์ แต่ด้วยความชะล่าใจทำให้ 2-3 ปีหลัง ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน อย่างสิงคโปร์ อินโด ค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ไทยทุกที

ส่วนอุปกรณ์การแพทย์นั้นก็ยังคงเป็น ญี่ปุ่นที่เป็นผู้นำตลาด และคาดว่าจะนำไปอีกพักใหญ่ๆ เนื่องจากเป็นสินค้าพิเศษที่ลอกเลียนได้ยาก และรัฐบาลเมียนมาร์พร้อมลงทุนอย่างเต็มที่

ส่วนบุคลการการแพทย์นั้นเมียนมาร์ถือว่ายังมีโรงพยาบาลรัฐ และจำนวนเตียงที่น้อยอยู่เมื่อเทียบกับจำนวนประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งภาครัฐก็กำลังเร่งพัฒนาคนอย่างเต็มที่ ดังนั้นเมื่อภาครัฐกำลังเดินหน้าเรื่องสุขภาพอย่างจริงจัง จริงเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการ ผู้ผลิตยาในไทย สามารถเข้าไปค้าขายกับเมียนมาร์ได้อย่างง่ายขึ้น โดยโรงพยาบาลรัฐมีทั้งสิ้น 2,020 โรง เตียงของรัฐ 55,305 เตียง จำนวนร้านขายยาที่ถูกกฏหมายอีก 10,000 แห่งทั่วประเทศ

ซึ่งหากไม่มีพาร์ทเนอร์อยู่แล้วก็สามารถไปออกบูธในงาน Pharmed Expo 2016 ที่ NCC เป็นผู้จัดก็ได้ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ออกบูธทั้งหมด 80 องค์กร จาก 15 ประเทศ และผู้เข้าชม 2,000 คน

ปล.ข้อมูลที่สำรวจในเมียนมาร์ อาจแตกต่างและไม่แม่นยำเท่าประเทศอื่นๆ เนื่องจากเพิ่งเริ่มเปิดประเทศไม่นาน และไม่มีองค์กรเอกชนเข้ามาร่วม

ที่มา : PharMed Expo 2016



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน