สงครามยูเครน รัสเซีย ส่งผลกระทบต่อ เอสซีจี มากน้อยแค่ไหน ? (วิเคราะห์)

ปี 2564 ที่ผ่านมา เอสซีจี องค์กรที่มีอายุ 109 ปีของประเทศไทย ฝ่าวิกฤตมาได้จากยอดขาย 530,112 ล้านบาท กำไร 47,174 ล้านบาท

เป็นตัวเลขรายได้และกำไรที่สูงกว่าปี 2561 ก่อนเกิดวิกฤตโควิดด้วยซ้ำไป

แต่มาปี 2565 นี้เอสซีจี ยังยิ้มไม่ได้

ในขณะที่โควิด-19 ยังไม่จบ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ก็เกิดขึ้น 

 เรื่องนี้กำลังเป็นปัญหาที่สำคัญสำหรับ เอสซีจี อย่างไร

ถ้าดูธุรกิจของเอสซีจีจะประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เคมิคอลส์ และเอสซีจี แพคเกจจิ้ง

ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสินค้าเครื่องใช้ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของผู้คนที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา

โดยมีเคมิคอลส์เป็นธุรกิจหลัก และเป็นพระเอกในการทำรายได้และกำไรมากกว่าซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ธุรกิจดั้งเดิมมานานหลายปี

ปี 2564 ที่ผ่านมา เคมิคอลส์มีรายได้ 238,390 ล้านบาท กำไร 28,931 ล้านบาท

หมายถึงยอดขายรวมทั้งหมดของเอสซีจีมาจากเคมิคอลล์ 45% ส่วนกำไรทั้งหมดก็มาจากเคมิคอลส์มากถึง 61% 

ธุรกิจหลักของเคมีคอลล์ ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจแบบ B to B ที่ถูกเอาไปทำสินค้าต่าง ๆ   

เช่น เสื้อผ้า รองเท้า นาฬิกา บรรจุภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ หรือคอมพิวเตอร์ นวัตกรรมพลาสติกทางด้านยานยนต์ นวัตกรรมพลาสติกทางด้านการแพทย์ ฯลฯ

รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี (SCG) ได้อธิบายถึงปัญหาที่เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ของ สงครามยูเครน -รัสเซีย ว่า

ธุรกิจเคมีคอลล์มีน้ำมันเป็นวัตถุดิบหลัก ต้นปีที่ผ่านมาราคา 75 ดอลลาร์/บาร์เรล ตอนนี้ราคา 130 ดอลลาร์/บาร์เรล ขึ้นไปเกือบเท่าตัว

คิดเป็น 75-80% ของต้นทุน

เป็นผลกระทบที่รุนแรงมากที่สุดของเอสซีจี ตามมาก็คือธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ซึ่งถ้าคิดง่าย ๆ จะมีต้นทุนพลังงานอยู่ที่ประมาณ 15-20% ของต้นทุนรวมของเอสซีจีทั้งหมด

ส่วนแพคเกจจิ้ง ต้นทุนในด้านพลังงานอยู่ที่ 5% 

เขาอธิบายว่า ถ้าพูดถึงต้นทุนพลังงาน เหมือนเราทำร้านอาหาร ต้นทุนหลัก ๆ คือวัตถุดิบที่เป็นส่วนประกอบของอาหาร แต่ถ้าเป็นพลังงานคือพลังงานที่ใช้ในการทำอาหาร

สำหรับเคมีคอลล์นั้นผลกระทบจะมีทั้งในส่วนของต้นทุนวัตถุดิบ และต้นทุนพลังงาน

 ถ้าเป็นต้นทุนพลังงานอย่างเดียวอาจจะคงไว้ได้ แต่พอเป็นต้นทุนวัตถุดิบ ต้องยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายที่จะตรึงราคาตรงนี้ไว้

ดังนั้นจะพยายามลดต้นทุนให้มากที่สุด พยายามให้ลูกค้าได้รับผลกระทบน้อยที่สุด แต่ถ้าไม่ได้จริง ๆ ต้องปรับราคาปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด โดยจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าในกลุ่มเอสซีจีขึ้น 

เมื่อธุรกิจหลักได้รับผลกระทบ ผลประกอบการปลายปีนี้จะเป็นอย่างไร

รุ่งโรจน์ยังมั่นใจว่าจะมีผลกระทบกับเป้าของยอดขายไม่มาก เพราะถ้าต้นทุนปรับขึ้นไปมากราคาจะปรับตามขึ้นไปบางส่วนเช่นกัน แต่ในตัวกำไรคิดว่าได้รับผลกระทบแน่นอน

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน