เป็นเรื่องที่น่า “ตกใจ” อยู่ไม่น้อย เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมาพบว่า Market share ของ “หนังไทย” ลดลงเหลือเพียงแค่ 18% ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ “หนังไทย” เคยมี Market share ถึง 30% หรือมากกว่านี้มาตลอดในอุตสาหกรรมภาพยนตร์

สาเหตุหลักที่ทำให้ Market share ของหนังไทยลดต่ำลง คือ คนดูไม่ค่อยให้ความเชื่อถือใน “หนังไทย” เมื่อเทียบกับ “หนังต่างประเทศ” ที่สำคัญเมื่อ “ราคาตั๋วหนัง” มีราคาเท่ากันแล้ว คนดูจึงคิดว่า เมื่อต้องจ่าย 180 บาท หรือ 200 บาทเท่ากัน การดู “หนังต่างประเทศ” เป็นเรื่องที่คุ้มค่ากว่า

ที่สำคัญคือการทำงานของหนังไทยตอนนี้มีหลายเลเวลจนเกินไป ทั้งหนังต้นทุนต่ำที่เน้นเข้าโรงภาพยนตร์เพื่อปั้มแผ่นขาย หนังจับตลาดต่างจังหวัด และหนังฟอร์มยักษ์ กลายเป็นหนังไทยมีความแตกต่างทางด้านการลงทุนสูงมาก บางเรื่องลงทุน 3-4 ล้าน ถ่ายไม่กี่คิว แค่บางเรื่องใช้งบลงทุนสูงถึง 30 ล้านบาท เมื่อขนาดของเงินทุนที่ต่างกัน คุณภาพที่ออกมาก็ฟ้องให้เห็นว่าคนดูหนังค่า คุ่มค่าต่อการชมและเสียเงินหรือไม่

แต่ก็ใช่ว่าภาพรวมของหนังไทยจะยังอยู่ในยุคที่มืดมนต่อไป เนื่องจากตอนนี้มีค่ายหนังเพิ่มขึ้นมาถึง 2 ค่าย จากการแตกตัวของค่ายหนังอารมณ์ดีอย่าง GTH มาเป็น GDH559 และ T Moment ถ้าจากต่างฝ่ายต่างช่วยกันผลักดันให้หนังที่ออกมามีคุณภาพ เพื่อดึงความเชื่อมันของคนดูให้กลับมา

เพราะฉะนั้นทางเดียวที่หนังไทยพอจะอยู่หรือสู้ได้ คือต้องทำหนังให้มีคุณภาพ แล้วก็ถูกรสนิยม หรือ ถูกใจคนดู เพื่อให้วงการหนังไทยกลับมารุ่งเรืองเหมือนในอดีต