คริปโทเคอร์เรนซีถูกจับตามองในฐานะ สวรรค์ของผู้นิยมชมชอบความอิสระ ปราศจากการถูกควบคุม โดยกฎเกณฑ์อันยุ่งเหยิง รวมถึงการถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้มีอำนาจ

คริปโทเคอร์เรนซีถูกสร้างขึ้นมาให้สามารถทำธุรกรรมได้ง่าย รวดเร็ว ไร้ตัวกลาง และปลอดภัย ไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ว่าใครโอนเงินให้ใครจากที่ไหน เนื่องจากทำงานอยู่บนเครือข่ายบล็อกเชน ที่ไม่สามารถระบุตัวตนของผู้ทำธุรกรรมได้

การทำธุรกรรมการเงินข้ามประเทศที่เมื่อก่อนเคยเป็นอุปสรรค ที่ทั้งต้องเสียค่าธรรมเนียมเป็นจำนวนมาก ต้องผ่านตัวกลางทางการเงินอย่างธนาคารซึ่งบางธนาคารก็มีรัฐบาลคอยคุมอยู่เบื้องหลังอีกที และทุกครั้งต้องมีการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินและระบุตัวตนของผู้ที่โอนมาจากต่างประเทศ ทำให้ใช้เวลานานนับสัปดาห์กว่าธุรกรรมการโอนเงินข้ามประเทศจะสำเร็จ สิ่งนี้ทำให้คนจำนวนมากที่ทำธุรกรรมข้ามประเทศอยู่เป็นประจำ จึงรักในการมีอยู่ของคริปโทเคอร์เรนซี

นักวิเคราะห์มองว่าระบบการเงินแแบบเก่านั้นมีความไม่น่าไว้วางใจ เช่นเดียวกันกับนักสถิติ ที่กำลังเฝ้ามองจากตัวเลขที่กำลังบอกเป็นนัย ๆ ว่าอนาธิปไตยเทคโนโลยี (สังคมที่ปราศจากรัฐตั้งอยู่บนการรวมกลุ่มอย่างสมัครใจไม่มีลำดับชั้น) คงอยู่ไม่ไกลเกินฝัน

รัสเซียเองหลังจากบุกทำสงครามกับยูเครนก็ถูกนานาอารยประเทศรุมคว่ำบาตรอย่างไม่มีปรานี บริษัทสัญชาติยุโรป และอเมริกาพากันถอนตัวออกจากรัสเซีย ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซียในต่างประเทศถูกเนรเทศออกจากพื้นที่และถูกตัดการทำธุรกรรม แม้แต่เงินรูเบิลเองยังอ่อนค่าลงเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์

สิ่งเหล่านี้สร้างความเดือดร้อนให้กับคนรัสเซียเป็นอย่างมาก เมื่อโลกทุกวันนี้คือโลกไร้พรมแดน ไม่มีคำว่าพลเมืองรัสเซีย มีแต่คำว่าพลเมืองโลกหรือ Global Citizen ดังนั้นจึงไม่แปลกที่แต่ละประเทศต้องพึ่งพาอาศัยกัน แต่เมื่อรัสเซียโดนคว่ำบาตรแบบนี้ การเงินกับต่างประเทศก็ถูกระงับ หรือคริปโทเคอร์เรนซี จะเป็นทางออก?

 

รัสเซียกับคริปโท

การบุกยูเครนของรัสเซีย และการคว่ำบาตรธนาคารรัสเซียของกลุ่มประเทศตะวันตกทำให้หลายบริษัทรวมถึงกลุ่มชนชั้นเศรษฐีของรัสเซียเริ่มหันมาศึกษาการใช้งานสกุลเเงินคริปโท อย่างจริงจังเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับความมั่งคั่งของตนเอง

บรรดาผู้คุมกฎของอเมริกาและยุโรปมองว่ากลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตรจะหันมาใช้คริปโทเคอร์เรนซี เพื่อหลบเลี่ยงข้อจำกัดทางด้านการเงินกันมากขึ้น ซึ่งพวกผู้มีอำนาจในฝั่งประเทศตะวันตกมองว่า สิ่งนี้ (คริปโท) เปรียบเสมือนการโยนอาวุธให้กับคนร้ายที่ต้องการหลบเลี่ยงการถูกคว่ำบาตร ซึ่งในที่นี้หมายถึงรัสเซีย

สิ่งที่หลายฝ่ายกำลังกังวลนี้ไม่ได้เกิดจากความมโนแต่อย่างใด โดยมีหลักฐานชิ้นสำคัญที่บ่งชี้ให้เห็นว่าเรื่องนี้มีแนวโน้มจะเป็นจริง  ที่ว่ารัสเซียคิดหาทางหลบเลี่ยงการถูกแซงก์ชั่น เพราะข้อมูลจากเว็บไซต์ Citi Group ระบุว่ารัสเซียมีการซื้อบิตคอยน์โดยใช้สกุลเงินรูเบิล เฉลี่ย 210 บิตคอยน์ต่อวัน (ซื้อตั้งแต่ต้นทุนบิตคอยน์อยู่ที่ 44,000 ดอลลาร์ต่อ 1 บิตคอยน์) คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 9 ล้านดอลลาร์ต่อวัน

ปริมาณการซื้อขายรายวันของบิตคอยน์ในตลาดแบบ Spot Price อยู่ที่เฉลี่ยวันละ 50,000 ล้านดอลลาร์ โดยที่ 11% ของประชากรชาวรัสเซียนั้นถือครองคริปโท และแน่นอนว่าหลาย ๆ บริษัทและรัฐวิสาหกิจในรัสเซียนั้นก็ถือคริปโทฯ ในสัดส่วนที่มากเช่นกัน ส่วนหนึ่งก็เพื่อหลบเลี่ยงการถูกคว่ำบาตรในธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินเฟียต

เงินรูเบิลของรัสเซียนั้นอ่อนค่าลงมากกว่า 25% เทียบกับเงินสกุลดอลลาร์ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2022 เป็นต้นมา ซึ่งตรงกันข้ามกับบิตคอยน์ (BTC) ที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์

ข้อควรระวังสำหรับผู้หลบเลี่ยง

สำหรับผู้นำเผด็จการแล้ว ถ้าเลือกที่จะใช้คริปโทเป็นหนทางแห่งการหลบเลี่ยงการคว่ำบาตร ก็มีผลกระทบที่ต้องระวังอยู่ 3 ข้อหลัก ๆ ด้วยกัน

ข้อแรก คือ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน อย่างเช่น หน่วยงานรับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ จะไม่สามารถดำเนินกิจการอยู่ในรัสเซียได้

Tomicah Tillemann อดีตทีมงานของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาให้กับ Katie Haun นักลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี (Venture Capitalist) ตั้งคำถามกับผู้นำรัสเซีย ว่า

“คนรัสเซียต้องการใช้เงินคริปโทเพื่อหลบเลี่ยงการถูกคว่ำบาตรไหม? พวกเขาอาจต้องเจอกับกฎระเบียบข้อบังคับที่ต่างออกไปจากเดิมที่คุ้นเคย พวกเขาจะโอเคไหม รัสเซียนั้นเต็มไปด้วยพวกผู้นำเผด็จการ ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นปฏิปักษ์ต่ออุดมการณ์และแนวคิดการมีอยู่ของคริปโทเคอร์เรนซีแน่นอน”

ข้อที่ 2 คือ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะซื้อข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน หรือทำธุรกรรมทางการเงิน ด้วยสกุลเงินคริปโทแต่เพียงอย่างเดียวซึ่งนั่นเท่ากับว่า ก็จะต้องมีบางกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่รัสเซียจะไม่สามารถใช้เงินคริปโทได้

Christopher Wray หัวหน้า FBI ในสภาสหรัฐอเมริกา บอกว่า

“และท้ายที่สุดสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องทำจริง ๆ คือการเข้าถึงรูปแบบบางอย่างโดยเงินเฟียต และนี่จะเป็นเรื่องที่ยากเอามาก ๆ ที่จะหลบเลี่ยงการถูกคว่ำบาตรทางการเงินได้”

ก่อนหน้านี้แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนเงินสกุลคริปโท (Cryptocurrency Exchange) บางแห่งต้องการดึงดูดผู้ใช้งานโดยยังไม่ต้องมีการทำ KYC หรือการยืนยันตัวตนอย่างเป็นทางการ แต่ด้วยความที่ว่ารัฐต้องการเข้าไปกำกับดูแลหน่วยที่ทำธุรกรรมเกี่ยวข้องกับทางด้านการเงิน หลาย ๆ แพลตฟอร์มจึงต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของหน่วยงานควบคุมของประเทศนั้น ๆ

ดังนั้น แม้ว่าจะเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลแต่ก็มีกฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติ หน่วยงานที่กำกับดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้ของแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ก.ล.ต. หรือธนาคารกลางยืนยันว่าแพลตฟอร์ม Exchange ต้องมีการทำ KYC (Known Your Customer) รวมถึงต้องมีการนำมาตรการป้องกันการฟอกเงินมาใช้ สุดท้ายแล้วเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศนั้น ๆ ได้ ก็ต้องยอมทำตามจนทำให้กลายมาเป็นหน่วยงานในกำกับดูแลของรัฐบาลในที่สุด

หลายแห่งอยู่ในอเมริกาและยุโรป อย่างเช่น Binance แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนเงินสกุลคริปโทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกก็เพิ่งนำเรื่อง KYC  มาใช้เมื่อปี 2021 นี่เอง ซึ่งทำให้คนที่ต้องการใช้แพลตฟอร์มต้องทำการยืนยันตัวตนก่อนใช้งาน

สารจากบรรดา Regulator ที่ส่งไปยัง Crypto Exchange นั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นำโดยกระทรวงการคลังอเมริกา ที่ย้ำว่ามาตรการในการคว่ำบาตรที่อเมริกามีต่อรัสเซียจะไม่ส่งผลกระทบต่อสกุลเงินเฟียต” ถ้อยแถลงดังกล่าวมีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เซ็นอนุมติคำสั่งที่ให้แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน (Exchange) ต้องทำ KYC ลูกค้าทุกคน และต้องอยู่ภายใต้กำกับดูแลของรัฐบาล

ทำเนียบขาวยังได้ออกแถลงการณ์ร่วมกับกลุ่ม G7 (แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา) และสหภาพยุโรป ที่ให้คำมั่นสัญญาที่จะ “เพิ่มบทลงโทษผู้ที่มีสัญชาติรัสเซียที่มีเจตนาใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งหรือยักย้ายถ่ายเทสินทรัพย์ของตน”

ทั้งนี้เมื่อมีคำสั่งดังกล่าว วงการคริปโทได้มีการปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อคำขอของทางการ ไม่ว่าจะเป็น Coinbase หรือ Exchange ยักษ์ใหญ่เจ้าอื่น ๆ ได้ทำการระงับบัญชีของผู้ใช้ชาวรัสเซียกว่า 25,000 บัญชี โดยมีผลทันที

ทางด้าน Binance แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโท No.1 ของโลกออกมาบอกว่า ทาง Binance เองจะทำการระงับสินทรัพย์ของบุคคลที่อยู่ในข่ายถูกคว่ำบาตรด้วยเช่นกัน

ปัญหาข้อที่ 3 การเคลื่อนย้ายเงินสกุลคริปโทนั้นไม่ได้มีความไพรเวตอย่างที่ใครหลายคนคิด

หน่วยงาน Cyber Security ของรัฐบาลโดยเฉพาะอเมริกามีความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย โดยทุกครั้งที่มีธุรกรรมเกิดขึ้น พวกเขาจะทำการเชื่อมโยงธุรกรรมนั้นเข้ากับอัตลักษณ์และประวัติของบุคคลที่อยู่ในข่ายฐานความผิดเกี่ยวกับอาชญกรรมด้านการเงินและเนื่องจากกฎของการทำธุรกรรมที่เกิดขึ้นบน Blockchain นั้นที่ต้องประกาศสู่สาธารณะทุกครั้งที่มีการทำธุรกรรมเพื่อให้ธุรกรรมนั้นสำเร็จต้องมีการทำฉันทามติ (ประกาศธุรกรรมสู่ผู้ที่อยู่บนโลก Blockchain) สิ่งนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถระบุตัวตนของคนที่ตั้งใจใช้ Blockchain ในทางที่ผิดได้ และหากในครั้งต่อไปที่มีการทำธุรกรรมลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง ก็เข้าทางบรรดาสายสืบของรัฐบาลที่จะสืบเจอเส้นทางการเงินของกลุ่มคนเหล่านั้นได้ไม่ยาก

6 ธันวาคมปีที่แล้ว FBI ได้ทำการยึดเงินสกุลคริปโทที่คิดเป็นมูลค่ากว่า 36,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการโจรกรรมทรัพย์สินของนักลงทุนจากแพลตฟอร์ม Exchange เมื่อปี 2016 ได้สำเร็จ และนับเป็นความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งของ FBI ที่สามารถตามจับอาชญากรไซเบอร์ได้

The Real Use Case

ในวันนี้คริปโทเคอร์เรนซีมาไกลเกินกว่าที่ใครหลายเคยจินตนาการไว้ 26 กุมภาพันธ์ 2022  Twitter ของรัฐบาลยูเครน โพสต์แอดเดรสของกระเป๋าเงินดิจิทัล ประกาศรับเงินบริจาคสกุล BTC Ether USDT เพื่อช่วยเหลือประเทศในการสู้ศึกสงคราม

Alex Bornyakov ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่ากระทรวงดิจิทัลของยูเครนบอกว่า “คริปโทช่วยเราได้มากจริง ๆ ในช่วงแรกที่หลายอย่างหยุดชะงักโดยเฉพาะระบบการเงิน และคริปโทมาเติมเเต็มในส่วนนี้”

การโอนเงินเข้าไปในพื้นที่สงครามนั้นเป็นเรื่องยากและมีอุปสรรคมาก ในความโกลาหลของสงคราม หลายอย่างที่ต้องชำระด้วยสกุลเงินเฟียตอย่างดอลลาร์หรือเงินยูโรเป็นเรื่องที่แทบทำไม่ได้เลย

“เราต้องการเครื่องมือเพื่อทำให้ธุรกรรมการเงินสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และคริปโทเป็นตัวเลือกแรกของเรา”

ถึงแม้ว่าซัปพลายเออร์ส่วนใหญ่จะไม่ได้รับชำระค่าสินค้าเป็นเงินคริปโท แต่สุดท้ายพวกเขาก็ยอมรับที่จะให้ชำระด้วยคริปโท

ยูเครนใช้เงิน (คริปโท) ไปกว่า 30 ล้านดอลลาร์ในการจัดซื้ออุปกรณ์ป้องกันทางการทหารไม่ว่าจะเป็นเสื้อเกราะป้องกันกระสุน แว่นตาที่ใช้มองในยามกลางคืน ยารักษาโรค

สงครามทำให้เกิด Use Case สำหรับคริปโทในโลกจริงและแม้ว่าดูเหมือนทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่สิ่งนี้ก็ทำให้ทางการเป็นกังวลกับเรื่องนี้ไม่น้อยเลย


ที่มา: economist.com / barrons.com / home.treasury.gov

 

 

 

 

 

 

 

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน