กว่าสองปีที่เราต้องวนเวียนใช้ชีวิตอยู่กับเจ้าโควิด ความเครียดของเราสูงเป็นประวัติการณ์ จาก Research ในการเขียนหนังสือเรื่อง “Big Feelings” เราพบว่าผู้อ่านของเราหลายคนหัวเสียกับเรื่องขี้ปะติ๋ว อย่างเช่น Wifi ไม่ดี, E-mail จากเจ้านายในตอนดึก หรือเพื่อนร่วมงานที่ให้ช่วยงานตอน 16:45

นักประสาทวิทยา  R. Douglas Fields อธิบายว่า เมื่อเราตกอยู่ในภาวะเครียดเป็นเวลานาน ๆ สมองสั่งการเรื่องความโกรธจะเริ่มทำงานผิดปกติ ทำให้เราโกรธง่าย แม้กับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม

เรามักรู้สึกแย่เมื่อเรามีอารมณ์โกรธ เพราะเราถูกสอนมาว่าอารมณ์โกรธนั้น ไม่ดี ไร้เหตุผล และควรเก็บมันไว้ แต่อารมณ์โกรธก็ไม่ได้มีแต่ด้านร้ายเสมอไป (แถมยังแย่กว่า ถ้ากดอารมณ์โกรธเอาไว้) ในความเป็นจริงถ้าเรานำอารมณ์โกรธมาใช้ให้ถูกวิธีจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นเสียอีก David Kessler กล่าวว่า “อารมณ์โกรธ เหมือนเกราะป้องกันความเสียใจ”

Brad Bird ผู้บริหารระดับสูงจาก Pixar จงใจจ้าง Animator ขี้โมโห มาทำหนังใหม่ของเขา เพราะเชื่อว่าคนขี้โมโหจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ดีกว่า และหนังเรื่องนั้นดังเป็นพลุแตกทะลุ Box Office ไปเรียบร้อย หนังเรื่องที่ว่าก็คือ Incredible Me นั้นเอง

เรามีวิธีแนะนำการใช้อารมณ์โกรธไปในทางที่สร้างสรรค์ดังนี้

รู้ตัวว่าเรากำลังโกรธ

เรามักจะพยายามกดความรู้สึกโกรธเอาไว้ เก็บไว้ไม่ให้ใครเห็น แต่ถ้าเราเสียใจจากการตัดสินใจอันไม่เป็นธรรมของหัวหน้า หรือ รู้สึกด้อยค่าที่ไม่มีใครเห็นผลงาน เราควรยอมให้ตัวเองแสดงความโกรธออกมาแบบไม่ต้องรู้สึกผิด แต่อย่าเอาอารมณ์โกรธไปลงกับคนอื่น แต่ให้รับรู้ถึงความโกรธนั้น

 เลิกบ่น บ่น บ่นสักที

บ่น และตีอกชกหัวบ่อย ๆ ไม่ดีแน่ อย่าง Anger Room (ห้องที่เราสามารถไปเขวี้ยงจาน หรือทุบตีข้าวของ) ที่คนเคยคิดว่าช่วยให้ระบายความโกรธ แท้จริงแล้วนั้นกลับเป็นเหมือนไฟที่สุมความโกรธให้คุกรุ่นมากยิ่งขึ้นต่างหาก

เช่นเดียวกับการบ่นไม่เลิก เรามักจะบ่นกับปัญหาเดิม ๆ แทนที่จะหาทางออก ซึ่งการเล่าถึงปัญหาเดิม ๆ ทำให้ตัวเราเองและคนที่นั่งฟังรู้สึกแย่ไม่จบสิ้น Paula หนึ่งในคนอ่านของเรากล่าวว่า เราจะกำหนดลิมิตไว้ว่าจะบ่นเพื่อนร่วมงานมากแค่ไหน และเอาเวลาไปหาทางแก้ปัญหานั้นแทน

 หาความต้องการที่แท้จริงภายใต้ความโกรธ

จากงานวิจัยพบว่าถ้าเรามองหาความต้องการที่แท้จริงภายใต้ความโกรธ เราจะมองเรื่องนั้นอย่างเป็นกลางมากขึ้น และทำให้เราอารมณ์ดีขึ้น

มีคำถามแนะนำที่จะช่วยให้คุณหาคำตอบนั้น ๆ ได้

  • อะไรเป็นตัวกระตุ้นให้เราโกรธ
  • ความรู้สึกอะไรที่อยู่ภายใต้ความโกรธของเรา อาจจะเป็นความกลัว หรือไม่
  • เรารู้สึกโอเคไหมในตอนนี้
  • ผลลัพธ์แบบไหน ที่จะทำให้เราไม่โกรธ
  • เราจะต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะได้มาซึ่งผลลัพธ์นั้น
  • ในแต่ละขั้นตอนที่จะก้าวไปสู่ผลลัพธ์นั้น ต้องแลกกับอะไรบ้าง

 พูดถึงความโกรธแบบไม่ดราม่าดูสิ

เราแนะนำให้รอจนอารมณ์เย็นลงสักนิดก่อน ค่อยตัดสินใจทำอะไร เวลาที่เราโกรธเรามักไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไร ถ้าหัวใจเต้นเร็ว หรือกำหมัดแน่น ลองหยุดพัก และให้คะแนนความโกรธตัวเองดู จาก scale 1-10 และยังไม่ตัดสินใจอะไรจนกว่าระดับความโกรธจะลดเหลือแค่ 3-4

ถ้าอารมณ์โมโหของเราถูกกระตุ้นจากอารมณ์โมโหของคนอื่นล่ะ ลองบอกคนคนนั้นดู บอกแบบไม่ใส่อารมณ์เช่น “เมื่อคุณทำ ______ ทำฉันรู้สึกว่า ______” เป็นต้น

ตอนที่เราจัด Workshop ในบริษัท มีผู้หญิงคนหนึ่งตั้งคำถามว่า “เราควรทำอย่างไรเมื่อหัวหน้าชอบตะโกนด่า” มีผู้ร่วม Workshop อีกท่านหนึ่งตอบว่า “เราทำงานเป็นผู้ช่วยผู้บริหาร เวลาที่นายของเราโกรธเรื่องอะไรมา ชอบตะโกนใส่เรา” วันหนึ่งเราตัดสินใจพูดกับนายเราว่า “ฉันรู้ว่าตอนนี้คุณกำลังโกรธอยู่ แต่ฉันไม่ชอบให้คุณตะโกนใส่ฉัน และการที่คุณตะโกนใส่ฉันทำให้ฉันทำงานได้แย่ลง” นายของเธอกล่าวขอโทษ และตะโกนใส่เธอน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

ถ้าสื่อสารเรื่องความโกรธไม่ได้ ลองพยายามบอกความต้องการดูสิ

บางทีเราอาจจะเจอความจริงของชีวิตว่าเรากำลังโกรธในสิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนได้ ให้เอาตัวเองออกจากสถานการณ์นั้นซะ หรือถ้าทำไม่ได้ หาตัวช่วยอื่น ๆ ดู เช่นจากเพื่อน หรือจากจิตแพทย์

Rachel หนึ่งในผู้อ่านของเราเล่าว่าเธอรู้สึกแย่ และตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก นายของเธอมักคาดหวังอะไรที่เกินความจริง และวิธีพูดของนายทำให้เธอรู้สึกด้อยค่า และไม่ดีพอตลอดเวลา อย่างแรกเธอพยายามคุยกับนายให้น้อยลง และพยายามคุยกับคนอื่น ๆ ที่เห็นค่าในงานของเธอแทน ช่วยให้เธอไม่ต้องทนฟังคำวิจารณ์แย่ ๆ อันเป็นการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นในตัวเองของเธอ

ใช้ความโกรธในเรื่องที่มีประโยชน์

Dr. Brittney Cooper อาจารย์มหาวิทยาลัย พยายามระงับความโกรธของเธอ เพราะไม่อยากถูกตราหน้าว่าเป็น “ผู้หญิงผิวสี ขี้โมโห” แต่แล้วความคิดของเธอก็เปลี่ยนไป เมื่อนักเรียนของเธอบอกว่า “หนูชอบคลาสของอาจารย์มากค่ะ เพราะคำพูดของอาจารย์ทำให้รู้สึกถึงความแค้นอันลุกโชน แต่สวยงาม” อารมณ์ความโกรธแค้นของเธอกลับเป็นตัวดึงดูดให้นักเรียนตั้งใจเรียนในคลาสของเธอ ตอนนี้เธอเชื่อแล้วว่าพลังความโกรธของเธอนั้นแหละที่จะช่วยให้ผู้หญิงผิวสิทั้งหลายได้รับความเท่าเทียมในชีวิตมากขึ้น

มีหลายงานวิจัยที่เห็นเช่นเดียวกับ Dr, Britney แท้จริงแล้วความโกรธช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้เราได้ ทำให้เราเชื่อว่าเราแข็งแกร่ง และ ทำได้ ผู้คนที่มักโกรธตลอดเวลาเชื่อว่าพวกเขาสามารถยืนหยัดในสถานการณ์ใดก็ได้ ทหารในหน่วย SEAL พบว่า พวกเขาสามารถใช้อารมณ์โกรธแค้นเป็นตัวเพิ่มพลังเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายได้

เราสามารถใช้แนวคิดนี้กับงานของเราได้เช่นเดียวกัน เช่น ถ้าเรารู้สึกว่าเราสมควรได้รับการเลื่อนตำแหน่ง แต่ไม่กล้าบอกหัวหน้า ลองคิดดูเล่น ๆ ว่า เราจะทำอย่างไร ถ้าเราเป็นคนขี้โมโหที่ไม่ยอมตกอยู่ในสถานการณ์นี้แน่ ๆ

เรามักถูกสอนว่า อารมณ์โกรธเท่ากับความอ่อนแอ แต่จริง ๆ แล้วอารมณ์โกรธเป็นตัวที่ช่วยบอกว่าตอนนี้มีอะไรผิดปกติอยู่ และหากใช้ในทางที่ถูกต้อง อารมณ์โกรธช่วยเป็นแรงกระตุ้นให้เราทำในสิ่งที่ถูกต้อง


ที่มา: hbr.org



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน