ถ้าหากจะจัดอันดับทอป 5 ผู้ผลิตอาหารป้อนให้กับผู้คนบนโลกใบนี้บราซิลอาจจะไม่ใช่อันดับ 1 แต่ความสำคัญของประเทศบราซิลที่กำลังถูกจับตามองในฐานะผู้ส่งออกอาหารที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 4 ของโลก เป็นเรื่องที่สื่อหยิบยกขึ้นมาพูดถึง

 

กว่า 40 ปีมาแล้วที่บราซิลได้เปลี่ยนจากประเทศผู้นำเข้ากลายมาเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลก โดยเฉพาะถั่วเหลืองที่บราซิลครองแชมป์ส่งออกอันดับ 1 ของโลกอยู่ในขณะนี้ ถ้านับเฉพาะในปี 2022 มีการคาดการณ์กันว่าบราซิลจะสามารถผลิตอาหารจำพวกเมล็ดธัญพืชได้มากกว่า 285 ล้านตัน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าปี 1977 ถึง 6 เท่า แต่ถึงจะผลิตได้มากเท่าไรแต่ก็ยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคของโลกนี้อยู่ดี

ทิศทางความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากที่รัสเซียบุกยูเครน ที่ทำให้สินค้าประเภทปัจจัยการผลิตถีบตัวสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งได้สร้างแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอาหารโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และถึงแม้ก่อนจะมีสงครามเกิดขึ้นหรือไม่ แต่เพียง 2 เดือนแรกของปี 2022 บราซิลก็ส่งออกข้าวสาลีเป็นจำนวนมากกว่าที่เคยส่งออกในปี 2021 ทั้งปี แต่ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนก็ร้อนสุดขั้ว หนาวก็หนาวเอามาก ๆ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและปุ๋ยกำลังทำให้สถานการณ์ของเกษตรกรในบราซิลยิ่งทวีความยากลำบากมากขึ้นไปอีก

เกษตรกรรมต้นน้ำ

บราซิลเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยอุตสาหกรรมการเกษตร โดยเฉพาะอ้อย ประเทศบราซิลมีพื้นที่เพาะปลูกอยู่ที่ราว 48 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งคิดเป็น 37% ของพื้นที่ทั้งประเทศ

20% ของคนบราซิล (212.6 ล้านคน) หรือประมาณ 42 ล้านคน ทำอาชีพเกษตรกรรม แต่มีรายงานว่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา จำนวนของลูกหลานเกษตรกรที่หันหลังให้กับการเพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ และล่าสุดจากข้อมูลที่มีในปี 2019 พบว่าจำนวนแรงงานในภาคการเกษตรเหลือเพียง 9% เท่านั้น

บราซิลรั้งตำแหน่งผู้นำอันดับ 1 ของโลกในการส่งออกถั่วเหลืองซึ่งเป็นต้นสายการผลิตสินค้ามากมายไม่ว่าจะเป็นน้ำมันพืช ซอสถั่วเหลือง เต้าเจี้ยว เต้าหู้ เป็นต้น นอกจากนั้น ยังสินค้าโภคภัณฑ์ที่ถือได้ว่า บราซิลนั้นมีส่วนสำคัญในการผลิตและส่งออก ได้แก่ น้ำตาล เนื้อวัวแช่แข็ง รวมไปถึงเนื้อไก่และเนื้อเป็ดแช่แข็ง

ในปี 2020 บราซิลส่งออกถั่วเหลืองคิดเป็นมูลค่ากว่า 28,000 ล้านดอลลาร์ โดยมีปลายทางการส่งออกส่วนใหญ่ไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่เป็นคู่ค้าเบอร์ต้น ๆ ส่วนในด้านการนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่บราซิลจะนำเข้าสินค้าจากประเทศอิตาลีและกรีซ

โดยสรุปแล้วอุตสาหกรรมเกษตรของบราซิลส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์หลัก ๆ 7 ชนิด ได้แก่ อ้อย ถั่วเหลือง ข้าวโพด นมโค มันสำปะหลัง ส้ม เนื้อสัตว์ (เนื้อวัวและไก่)

ฝนไม่ตก ไม่มีผลผลิต

พื้นที่เพาะปลูกของทวีปอเมริกาใต้กำลังเข้าสู่สภาวะการปรับสมดุลบนระบบนิเวศที่ไม่เป็นมิตรต่อการเพาะปลูก การรุกทำลายป่าแอมะซอนส่วนใหญ่มาจากการทำฟาร์มปศุสัตว์และฟาร์มถั่วเหลือง  ความก้าวหน้าในการทำการเกษตรในเขตร้อนมีสิ่งที่ต้องแลกมา นั่นคือการสูญเสียต้น Cerrado ซึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดีของคนแถบทวีปอเมริกาใต้ว่าเป็น ‘แหล่งต้นกำเนิดของน้ำ’ ซึ่งคอยหล่อเลี้ยงแม่น้ำหลักถึง 8 ใน 12 สายของบราซิล การตัดไม้ทำลายป่าแอมะซอนเพื่อเปลี่ยนพื้นที่ป่าให้เป็นพื้นที่ทำการเพาะปลูกไม่เพียงแต่ทำให้สภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงไป แต่ยังเป็นการบ่อนทำลายสภาวะที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชอีกด้วย

เพื่อเป็นการรับมือกับปัญหาเหล่านี้ประธานาธิบดี โจ ไบเดน จึงมีคำสั่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 เมษายน ว่าสหรัฐอเมริกาจะพยายามลดการนำเข้าอาหารที่ผลิตจากพื้นที่บุกรุกป่าอย่างผิดกฎหมาย อย่างเช่น ป่าแอมะซอน เป็นต้น

ผลสำรวจเปิดเผยว่าครึ่งหนึ่งของผู้บริโภคในประเทศร่ำรวยและประเทศที่มีรายได้ปานกลาง บอกว่า เมื่อต้องซื้ออาหารและน้ำดื่มพวกเขาจะพิจารณาถึงการเพาะปลูกที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่จะเป็นไปได้หรือไม่ที่เกษตรกรรมในประเทศอย่างบราซิลจะตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องดังกล่าว

Jair Bolsonaro ประธานาธิบดีของบราซิล ได้เข้าไปตรวจสอบการเพิ่มขึ้นของการบุกรุกป่าแอมะซอนรวมถึงการตัดไม้ทำลายป่า และได้บังคับใช้กฎหมายขั้นรุนแรงเพื่อปกป้องผืนป่าที่ได้ชื่อว่าเป็นปอดของโลก

รัฐบาลของนาย Bolsonaro มีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการเกษตรของประเทศอย่างจริงจัง ดังนั้นรัฐบาลจึงตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในอุตสาหกรรมเกษตร ให้ได้ 1.1 หมื่นล้านตัน ภายในปี 2030 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนเกี่ยวข้องกับการพัฒนามาตรฐานในหลาย ๆ ด้าน ทั้งการทำให้ผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมการเกษตรได้รับการติดแท็ก “Low-carbon” “Carbon-Neutral” หรือ “Negative-Carbon” สำหรับรายการสินค้าโภคภัณฑ์ 10 รายการ โดยเมื่อปี 2017 บราซิลกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่สามารถติดฉลาก “Carbon-neutral” หรือ “Zero-net-emission” ในผลิตภัณฑ์เนื้อวัว

ถ้านับแค่การผลิตเนื้อวัวเพื่อส่งออกอย่างเดียวก็กินสัดส่วนถึง 8.5% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกแล้ว บราซิล ในฐานะผู้ส่งออกเนื้อวัวมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก มีผลประโยชน์ที่ได้จากการติดฉลากว่าเป็นเนื้อวัวที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ แต่ไม่ใช่ทุกประเทศที่จะได้รับผลประโยชน์จากการเป็นผู้ส่งออกสินค้าที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอน

ปรับเปลี่ยนเป็นเกษตรกรรมแบบยั่งยืน

 บราซิล รู้ดีว่าประเทศตนเองนั้นขับเคลื่อนด้วยเกษตรกรรมเป็นหลัก นั่นจึงทำให้รัฐบาลและภาคเอกชนหันมาเอาจริงเอาจังในการพัฒนาวงการนี้ให้สามารถเพิ่มผลิตภาพได้มากยิ่งขึ้น โดยทั้งนี้จะต้องเข้าไปดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ  ตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูกไปจนถึงการเก็บเกี่ยว

วิธีการผสมผสานการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์เข้าไว้ด้วยกัน ดูจะเป็นวิธีที่สถาบันด้านการพัฒนาการเกษตรของบราซิลนำมาให้เกษตรกรปรับใช้ ซึ่งนอกจากจะใช้พื้นที่น้อยลงแล้ว ยังสามารถให้ผลผลิตได้มากขึ้นเฉลี่ยถึง 5 เท่าจากเดิม และกระบวนการดังกล่าวสามารถฟื้นคืนชีพทุ่งหญ้าใช้สำหรับเลี้ยงสัตว์ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม พันธกิจเพื่อทำให้ค่าคาร์บอนเป็นกลาง (Carbon-Neutral) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารของบราซิลอย่างมาก เช่นเดียวกับ Carapreta ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตเนื้อรายใหญ่ของบราซิล และเป็นเจ้าของฟาร์มขนาดใหญ่ถึง 3 แห่ง ใน Minas Gerais ที่ตั้งอยู่แถบตะวันออกเฉียงใต้ของบราซิล ยกตัวอย่างเช่น ฟาร์มปลานิล ซึ่งถูกเพาะพันธุ์ในบ่อน้ำและนำน้ำที่ใช้เลี้ยงปลาไปใช้กับฟาร์มปลูกธัญพืช และธัญพืชที่ได้จากการปลูกนี้สุดท้ายก็กลายมาเป็นอาหารของวัวกว่า 70,000 ตัว

นอกจากนี้ ในกระบวนการ Zero Waste หรือทำให้ของเหลือเป็นศูนย์ ยังมีการนำเศษเนื้อที่เหลือจากการตัดแต่งไปเข้าสู่กระบวนการแปรรูปให้เป็นอาหารของปลาอีกทีหนึ่งด้วย

ในขณะที่มูลสัตว์จะถูกนำไปทำเป็นปุ๋ยและก๊าซขีวภาพ ซึ่งก๊าซชีวภาพนี้จะช่วยให้ฟาร์มแห่งนี้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทั้งหมดนี้บริษัทตั้งเป้าว่าพวกเขาจะต้องเป็นบริษัทที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนติดลบ (Carbon-negative) ให้ได้ภายในปี 2024 ซึ่งเจ้าของ Carapreta คาดว่าจะต้องใช้งบประมาณกว่า 1 หมื่นล้านเรียล (208 ล้านดอลลาร์) ในกระบวนการทั้งหมด

พื้นที่เพาะปลูก

ทีมงานของ Carapreta กำลังมุ่งมั่นที่จะทำให้ผู้คนหันมาบริโภคเนื้อวัวกันมากขึ้น Gabriel Géo หัวหน้าฝ่ายการตลาดของ Carapreta บอกว่า “เนื้อวัวเป็นสิ่งที่คุณสามารถรับประทานได้ทุกวัน, มันดีสำหรับตัวคุณและดีกับสิ่งแวดล้อมด้วย”

บนพื้นที่ขนาด 10,000 ตารางเมตร ถูกใช้เป็นพื้นที่ปลูกหญ้าสำหรับวัวของ Carapreta พื้นที่ขนาดนี้เกษตรกรชาวบราซิลสามารถปลูกมันฝรั่งได้ 28 ตัน หรือ ปลูกข้าวโพดได้ 5 ตันเลยทีเดียว

เกษตรกรชาวบราซิลส่วนใหญ่ ไม่ได้มีเงินมากมายพอที่จะลงทุนทำการเกษตรเพื่อทำให้ผู้บริโภครู้สึกดีในแง่ที่ว่าเกษตรกรมีส่วนร่วมรักษ์โลก โดยเฉพาะฟาร์มขนาดเล็กและขนาดกลาง ที่ปกติผลิตอาหารรวมกันในสัดส่วน 2 ใน 3 ของอาหารทั้งหมดที่บราซิลสามารถผลิตได้

มีข้อมูลที่ถูกทำการบันทึกไว้ว่า มีเพียง 15% ของฟาร์มในประเทศบราซิลเข้าถึงสินเชื่อเพื่อการเกษตร จากการศึกษาของธนาคารโลก ซึ่งทำให้เกษตรกรไม่สามารถเปลี่ยนสิ่งที่เลี้ยงหรือปลูกได้เลย อย่างเช่น ข้าวสาลี

ประเทศบราซิลมีสัดส่วนการนำเข้าปุ๋ยที่ใช้ในประเทศกว่า 85% เกือบครึ่งหนึ่งมาจากรัสเซีย และเบลารุส และเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของบราซิล บอกว่า ประเทศบราซิลมีปุ๋ยเพียงพอถึงแค่เดือนตุลาคม 2022 นี้เท่านั้น นั่นเท่ากับเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะได้เห็นวิกฤตการณ์การขาดแคลนอาหารมากขึ้นหากภาวะเงินเฟ้อและสงครามยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง

เกษตรกรของบราซิลผลิตอาหารเลี้ยงคนกว่า 800 ล้านคนทั่วโลก มากกว่าผู้ผลิตอาหารรายอื่น ๆ ของโลก ซึ่งในปัจจุบันตั้งแต่ที่รัสเซียบุกยูเครน ก็ส่งผลทำให้ปัจจัยการเพาะปลูกไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย หรือราคาน้ำมันที่ชาวประมงกำลังเผชิญความยากลำบากจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น

ซึ่งทั้งหมดก็มีการคาดการณ์กันว่าหากผู้เกี่ยวข้องยังปล่อยให้เรื่องนี้ดำเนินต่อไปในไม่ช้าโลกจะเข้าสู่วิกฤตการณ์ทางด้านอาหารอย่างจริงจัง ทั้งจากปัจจัยของราคาต้นทุนของปัจจัยการผลิต การขาดแคลนแรงงาน พื้นที่ป่าลดน้อยลงทำให้ส่งผลกระทบต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลงของอากาศของโลกอย่างรุนแรง ราคาของปุ๋ยที่มีราคาสูงขึ้นมากภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อการเพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นอาหารที่หล่อเลี้ยงคนทั้งโลก

อ้างอิง

economist.com

investopedia.com

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน