สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดและเต็มไปด้วยความเสี่ยง แม้สหรัฐฯ กับอิหร่านยอม “พักรบ” เป็นเวลา 2 สัปดาห์ จนทำให้นักลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันยังไม่คลายความกังวล
สภาวะตลาดน้ำมันในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วยความกังวลด้านอุปทาน (Supply Shock) โดยราคาน้ำมันดิบ Brent สำหรับการซื้อขายล่วงหน้าของวันนี้ (9 เมษายน) ขึ้นมา 2.6 ดอลลาร์ (ประมาณ 83 บาท) คิดเป็น 2.74% อยู่ที่ 97.35 ดอลลาร์ (ประมาณ 3,121 บาท) ต่อบาร์เรล
ขณะที่น้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐฯ ขึ้นมากกว่า 3% มาอยู่ที่ 97.43 ดอลลาร์ (ประมาณ 3,122 บาท) ต่อบาร์เรล แต่ในวันเดียวกันก็ปรับลงมา

ความผันผวนของราคาในลักษณะนี้เกิดขึ้นทันที หลังจากที่ก่อนหน้านี้ตลาดเพิ่งจะคลายความกังวลลงจากการคาดการณ์ว่าการหยุดยิงระยะเวลา 2 สัปดาห์จะช่วยคลี่คลายการสู้รบระหว่างพันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน และนำไปสู่การเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ทว่าในความเป็นจริง สถานการณ์ในพื้นที่กลับมีความซับซ้อนมากกว่าที่ตัวเลขในกระดานหุ้นจะสะท้อนออกมาได้ทั้งหมด
หัวใจสำคัญของวิกฤตครั้งนี้อยู่ที่ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของอุตสาหกรรมพลังงานโลก โดยเส้นทางน้ำแคบๆ แห่งนี้เป็นทางผ่านหลักของน้ำมันดิบจากผู้ผลิตรายใหญ่ในกลุ่มอ่าวอาหรับ ไม่ว่าจะเป็นซาอุดีอาระเบีย อิรัก คูเวต และกาตาร์ โดยคิดเป็นปริมาณการขนส่งถึง 20% ของปริมาณน้ำมันที่ใช้ทั่วโลกในแต่ละวัน
ดังนั้นการที่เส้นทางนี้ถูกปิดกั้นหรือมีความเสี่ยงจากการสู้รบ จึงส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อความมั่นคงทางพลังงาน โดยแม้อิหร่านจะพยายามสร้างความเชื่อมั่นด้วยการออกแผนที่นำทางเพื่อหลบเลี่ยงทุ่นระเบิดและกำหนดเส้นทางปลอดภัยภายใต้การดูแลของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) แต่ในสายตาของบริษัทเดินเรือส่วนใหญ่ ความเสี่ยงดังกล่าวยังคงสูงเกินกว่าจะยอมรับได้
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ข้อตกลงหยุดยิงยังเปราะบางคือ อิสราเอล ซึ่งสหรัฐฯ หนุนหลังอยู่ โดยแม้สหรัฐฯ กับอิหร่านตกลงที่จะพักรบ แต่อิสราเอลยังคงโจมตีเลบานอนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางอิหร่านมองว่าเป็นการละเมิดเจตนารมณ์ของสันติภาพและทำให้การเจรจาข้อตกลงถาวรกลายเป็นเรื่องไร้ความสมเหตุสมผล
นอกจากนี้ การโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางโดยเฉพาะโซนอ่าวอาหรับยังคงตกเป็นเป้าหมาย โดยมีรายงานการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนในหลายประเทศ ทั้งคูเวต บาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงการโจมตีท่อส่งน้ำมันในซาอุดีอาระเบียที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ขนส่งน้ำมันเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซโดยเฉพาะ
สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าแม้จะมีการประกาศหยุดยิงในหน้ากระดาษ แต่ในเชิงปฏิบัติแล้ว สงครามตัวแทนและการบ่อนทำลายทางเศรษฐกิจยังคงดำเนินต่อไป
นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่งมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ตลาดน้ำมันยังคงต้องกังวลกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ต่อไป โดยนอกจากต้องติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางแบบรายวันแล้ว ยังต้องรับรู้ว่าบริษัทขนส่งน้ำมันต้องแบกรับภาระค่าเบี้ยประกันภัยที่สูงลิ่วและความกังวลด้านความปลอดภัยของลูกเรือ ซึ่งสะท้อนว่าการลำเลียงน้ำมันยังไม่กลับสู่ภาวะปกติแบบ 100%
ดังนั้นตราบใดที่ยังไม่มีการรับรองความปลอดภัยที่เป็นรูปธรรมจากทุกฝ่าย การจะกลับมาเดินเรืออย่างเต็มรูปแบบภายในกรอบเวลา 2 สัปดาห์จึงเป็นเรื่องยากยิ่ง อีกทั้งความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มเฮซบอลลาห์ในเลบานอนยังเป็น “จุดชนวน” สำคัญที่อาจทำให้สถานการณ์ลุกลามและทำลายข้อตกลงหยุดยิงได้ทุกเมื่อ
แม้ความพยายามทางการทูตจะนำมาซึ่งข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว แต่ตราบใดที่ปัญหาความขัดแย้งเชิงโครงสร้างในตะวันออกกลางยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน และความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของเส้นทางยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับคืนมา ราคาน้ำมันโลกจะยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในระดับสูงและมีความผันผวนรุนแรง
ความไม่แน่นอนนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อภาคพลังงานเท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญของเศรษฐกิจโลกที่กำลังดิ้นรนท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกนาที การเฝ้าระวังและเตรียมแผนรับมือกับราคาพลังงานที่พุ่งสูงจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับทุกภาคส่วนในขณะนี้
ทั้งนี้ สหรัฐฯ กับอิหร่าน ยอมพักรบเป็นเวลา 2 สัปดาห์เมื่อ วันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา โดยมีปากีสถาน ซึ่งยังคงมีสัมพันธ์อันดีกับทั้งสหรัฐฯ และอิหร่าน ทำหน้าที่หลักในการประสานและโน้มน้าวคู่ขัดแย้งให้ยุติการใช้กำลังทางการทหารแล้วหันหน้ากลับมาเจรจากัน
นี่ถือเป็นการย้ำบทบาทของปากีสถานในการเป็นผู้ยุติความขัดแย้งใหญ่ๆ หรืออย่างน้อยก็ช่วยลดความร้อนแรงของสถานการณ์ หากสหรัฐฯ มีกรณีพิพาทกับประเทศในเอเชีย เหมือนที่ปากีสถานเคยทำได้มาแล้วครั้งแรกในการเป็น “คนกลาง” เพื่อทำให้สหรัฐฯ กับจีน ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต ช่วงยุค 70 ซึ่งปูทางสู่การไปเยือนจีนของอดีตประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ของสหรัฐฯ
ส่วนกรณีของสหรัฐฯ กับอิหร่าน ประโยชน์ที่ปากีสถานจะได้ไปคือ การนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางจะไม่สะดุด และแรงงานชาวปากีสถานที่ทำงานอยู่ในตะวันออกกลางโดยเฉพาะโซนอ่าวอาหรับซึ่งส่งเงินกลับบ้านเกิดมหาศาลในแต่ละปีจะไม่ต้องกลับบ้าน
นอกจากนี้ยังสามารถลดการประท้วงต่อต้านสหรัฐฯ ของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ในประเทศที่เห็นใจคนนิกายเดียวกันในอิหร่าน และทำให้ความสัมพันธ์กับอิหร่านที่มีพรมแดนติดกันยังคงราบรื่นต่อไป
ขณะเดียวกันหากปากีสถานขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดียและอัฟกานิสถาน สหรัฐฯ ก็ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ / cna, aljazeera, ndtv
