แม้ความหวังเรื่องการหยุดยิงในตะวันออกกลางจะเริ่มปรากฏเค้าลางจากการส่งสัญญาณของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่ในความเป็นจริง “สันติภาพบนหน้ากระดาษ” อาจไม่ใช่จุดสิ้นสุดของวิกฤตการณ์โลก

ข้อมูลจากรายงานล่าสุดและทัศนะของเหล่านักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า แม้สงครามจะยุติลงในวันนี้ แต่บาดแผลทางเศรษฐกิจ พลังงาน และโลจิสติกส์ที่เกิดขึ้นได้กลายเป็น “วิกฤตเรื้อรัง” ที่ต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะคลี่คลายลงไป นอกจากนี้ ความพยายามฟื้นฟูนั้นไม่ได้ง่ายเหมือนการเปิดสวิตช์ไฟอีกด้วย

ปัญหาแรกคือความเสียหายรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน โดยนอกจากสถานการณ์ราคาน้ำมันแล้วที่ยังคงไม่คลี่คลายแล้ว ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในกาตาร์ก็เป็นเรื่องที่ต้องกังวล เนื่องจากกาตาร์เป็นแหล่ง LNG ใหญ่ของโลก

รายงานจาก ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำคัญกว่า 40 แห่งได้รับความเสียหายหนักจากการโจมตีของอิหร่าน

ความเสียหายที่น่าตกใจที่สุดคือศูนย์กลางอุตสาหกรรมก๊าซ ราส ลัฟฟาน (Ras Laffan) ในกาตาร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออก LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยก่อนหน้านี้กาตาร์เป็นผู้ป้อน LNG ให้กับตลาดโลกถึง 1 ใน 5 (ประมาณ 20%)

ทว่าหลังถูกอิหร่านโจมตีด้วยขีปนาวุธ ทำให้กาตาร์ต้องสูญเสียศักยภาพการส่งออกไปถึง 17% ในระยะยาว และอาจต้องใช้เวลาซ่อมแซมเพื่อฟื้นฟูระบบการดำเนินงานทั้งหมดนานถึง 5 ปี

อาทิตยา สารสวัต ผู้อำนวยการวิจัยจาก ริสแตด เอนเนอร์จี (Rystad Energy) เปรียบเทียบความพยายามในการฟื้นตัวของแหล่งพลังงานจากวิกฤตตะวันออกกลางครั้งนี้ว่า เหมือนกับการปลุกรถเก่าที่จอดทิ้งไว้นาน เครื่องจักรและท่อส่งต้องถูกตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อหาคราบสนิมและการอุดตัน

เขาชี้อีกว่าหากบ่อน้ำมันถูกปิดตายโดยสมบูรณ์ อาจต้องใช้เวลาถึง 1 เดือนครึ่ง ในการกลับมาดำเนินการผลิตอีกครั้ง ซึ่งภาวะขาดแคลนพลังงานจากการหายไปของก๊าซในกาตาร์จะกดดันค่าครองชีพของผู้บริโภคทั่วโลกต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากก๊าซ LNG แล้ว กาตาร์ยังเป็นแหล่งฮีเลียมใหญ่ของโลก ซึ่งได้มาจากการสกัดแยกก๊าซและสำคัญต่อการผลิตชิป ดังนั้นการที่อุตสาหกรรม LNG ของกาตาร์เสียหาย จึงย่อมส่งผลต่อตลาดฮีเลียมโลกและสายพานผลิตชิปอีกด้วย

ในด้านการเดินเรือ เจนนิเฟอร์ พาร์กเกอร์ ศาสตราจารย์พิเศษจากสถาบันป้องกันประเทศและความมั่นคง มหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตรเลีย ให้ทัศนะว่าเพียงแค่ภารกิจกู้ระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียวก็อาจกินเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และแม้เส้นทางจะเปิดออก แต่การจราจรทางน้ำจะยังคงล่าช้าตราบเท่าที่ยังต้องมีการคุ้มกันทางทหาร

ขณะที่ ปีเตอร์ คลิเมก ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Intelligence Institute) ในออสเตรีย เตือนว่าในขณะที่ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นทันทีที่เกิดสงคราม แต่ “ความโกลาหลทางโลจิสติกส์” จะเริ่มส่งผลกระทบชัดเจนที่สุดในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงที่สินค้าในคลังเริ่มหมดลงและห่วงโซ่อุปทานที่ติดขัดยังไม่ได้รับการแก้ไข

ปัญหาที่น่ากังวลอีกเรื่องคือผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม เนื่องจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเป็นผู้ส่งออกยูเรียทางเรือถึง 40% และแอมโมเนียอีก 25% ของโลก ซึ่งสารเคมีเกษตรเหล่านี้ต่างก็สำคัญต่อการผลิตปุ๋ยทางการเกษตร 

จอร์ช ลินวิลล์ รองประธานฝ่ายปุ๋ยจากบริษัท สโตนเอกซ์ (StoneX) ระบุว่าแม้การขนส่งจะเริ่มดีขึ้น แต่ผู้ผลิตปุ๋ยฟอสเฟตอาจเลือกที่จะหยุดการผลิต หากราคาในตลาดโลกลดลงต่ำกว่าต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงสงคราม ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะปุ๋ยขาดแคลนและวิกฤตอาหารโลกในลำดับถัดไป

สอดคล้องกับคำเตือนของ ปีเตอร์ คลิเมก ที่มองว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือสภาวะที่สินค้าราคาแพงขึ้น อัตราว่างงานเพิ่มขึ้น แต่เศรษฐกิจไม่เติบโต ซึ่งเขาเชื่อว่าปัญหาเศรษฐกิจในลักษณะนี้ “อาจใช้เวลานานยิ่งกว่าเดิมในการแก้ไข” เมื่อเทียบกับตัวสงครามเอง

ดังนั้น ในกรณีที่สงครามในตะวันออกกลางยุติจึงยังมีเรื่องให้กังวล เพราะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการรับมือกับวิกฤตที่แท้จริง โดยจากนี้โลกต้องเผชิญกับความเป็นจริงที่ยากลำบากต่อภาคธุรกิจ ซึ่งผู้บริโภคทั่วโลกก็ไม่อาจหลีกพ้นผลกระทบเหล่านี้ได้ โดยจะสะท้อนออกมาผ่านราคาสินค้าและพลังงานที่จะยังแพงต่อไปอีกพักใหญ่ / dw