สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงส่งผลเป็นวงกว้างในด้านต่างๆ ต่อหลายประเทศ โดยนอกจากจะกระทบต่อประเทศแถบอ่าวอาหรับ (GCC) เช่น ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ บาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่อยู่ใกล้เคียงแล้ว วิกฤตดังกล่าวยังทำให้ประเทศแถบเอเชียใต้ต้องกังวลอย่างมาก

เนื่องจากอินเดีย ปากีสถาน และบังกลาเทศ ต่างพึ่งพาเม็ดเงินมหาศาลจากแรงงานชาวเอเชียใต้ในกลุ่ม GCC ที่ส่งกลับบ้านในแต่ละปี หากการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจนี้ลากยาวออกไป ผลกระทบที่ตามมาอาจกลายเป็นวิกฤตการณ์ทางการเงินระดับภูมิภาคที่ยากจะเยียวยา

หลายทศวรรษมาแล้วที่แรงงานจากเอเชียใต้เปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนความมั่งคั่งของกลุ่ม GCC โดยพวกเขากระจายอยู่ในทุกภาคส่วน ตั้งแต่งานก่อสร้างตึกระฟ้า ไปจนถึงงานบริการ การท่องเที่ยว และสาธารณสุข

เม็ดเงินที่พวกเขาส่งกลับบ้านเกิดไม่ได้เป็นเพียงรายได้ที่หล่อเลี้ยงครอบครัวนับล้านเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศที่สำคัญที่สุด ซึ่งทำหน้าที่เป็น “เบาะรองรับแรงกระแทก” ทางเศรษฐกิจ ช่วยพยุงค่าเงินและชดเชยการขาดดุลการค้าให้กับประเทศแถบเอเชียใต้ได้อย่างมหาศาล

อย่างไรก็ตาม เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกโจมตี และเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซในช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเชียใต้จะเผชิญกับภัยคุกคามสองด้านทันที

ด้านหนึ่งคือราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นซ้ำเติมต้นทุนการผลิต ส่วนอีกด้านคือรายได้จากเงินโอนที่อาจหดตัวลงอย่างรุนแรง โดยข้อมูลระบุว่าในปี 2025 อินเดียคือประเทศที่มีประชากรไปทำงานต่างแดนส่งเงินกลับบ้านเกิดมากที่สุด คิดเป็นเงินสูงถึง 135,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.4 ล้านล้านบาท) และเกือบ 40% ของจำนวนนี้มาจากกลุ่มประเทศ GCC เพียงอย่างเดียว

ขณะที่ปากีสถานและบังกลาเทศก็มีแรงงานใน GCC ประเทศละกว่า 5 ล้านคน ซึ่งส่งเงินกลับรวมกันเกือบ 70,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3 ล้านล้านบาท) ต่อปี

ในขณะเดียวกัน รายงานจาก Human Rights Watch (HRW) ยืนยันว่ามีพลเรือนและแรงงานต่างชาติได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการโจมตี ซึ่งในจำนวนนี้มีแรงงานชาวปากีสถานในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับเศษซากโดรนที่ตกใส่บ้านพักรวมอยู่ด้วย

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ปรากฏสัญญาณการอพยพครั้งใหญ่ของแรงงานชาวเอเชียใต้ใน GCC โดยนักวิเคราะห์มองว่า สำหรับแรงงานส่วนใหญ่ ความอยู่รอดทางเศรษฐกิจนั้นสำคัญเหนือกว่าความเสี่ยงที่มองเห็น เพราะพวกเขาเลือกที่จะอยู่ต่อตราบเท่าที่สถานการณ์ยังไม่บานปลายจนถึงจุดที่ควบคุมไม่ได้

ความกังวลที่แท้จริงของวิกฤตครั้งนี้ต่อแรงงานเอเชียใต้ใน GCC จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าจะหนีกลับบ้านเกิดหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่างานจะยังคงอยู่หรือไม่ เพราะหากสงครามลากยาวเกินกว่า 3 เดือน ธุรกิจที่อ่อนไหวอย่างการบินและการท่องเที่ยวจะพังทลายลงก่อนส่วนอื่น

นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า หาก GDP ของ GCC ลดลงเพียง 1-2% เงินที่แรงงานเอเชียใต้ส่งกลับบ้านอาจหายไป 5% แต่ถ้าโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกทำลายอย่างหนักจน GDP ดิ่งลง 10-15% เม็ดเงินที่ส่งกลับเอเชียใต้อาจทรุดตัวลงถึง 30% หรือหายไปหลายหมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 300,000 ล้านบาท) ภายในพริบตา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงกำลังซื้อและเสถียรภาพทางการเงินของประเทศแถบเอเชียใต้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ แม้ในระยะสั้นความผันผวนของการส่งเงินกลับบ้านเกิดจะไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจมหภาคของอินเดีย ปากีสถาน หรือบังกลาเทศอย่างรุนแรงนัก แต่ภาพรวมในระยะยาวกลับเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่น่ากังวล

ดังนั้น สงครามครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับชาวเอเชียใต้ เพราะทุกขีปนาวุธที่ถูกยิงออกไป ไม่เพียงแต่ทำลายความสงบในตะวันออกกลาง แต่ยังสั่นคลอนความมั่นคงในชีวิตของประชากรนับสิบล้านคนที่ฝากความหวังไว้กับหยาดเหงื่อจากการข้ามน้ำข้ามทะเลไปทำงานใน GCC ด้วย / dw