เมื่อไม่นานมานี้ วิจัยโดย Workvivo ซึ่งเป็นแอปสำหรับพนักงานเพื่อให้พนักงานมีส่วนร่วมมากขึ้น เปิดเผยถึงความท้าทายที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลต้องเผชิญ วิจัยได้ทำการสำรวจภาวะหมดไฟของพนักงานฝ่ายทรัพยากรบุคคลในอเมริกาและอังกฤษมากกว่า 520 คนและพบว่าเราควรจะทำอะไรสักอย่างแล้ว เนื่องมาจากผลลัพธ์ที่น่าวิตกกังวล

Gillian French ผู้เชี่ยวชาญด้านพนักงานของ Workvivo เสนอการสำรวจแบบวิเคราะห์เชิงลึก

French เป็นหัวหน้านักพฤติกรรมแห่งองค์กรและผู้นำผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติมามากกว่า 10 ปี

ปัจจุบันเธอเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทต่าง ๆ ในเรื่องที่เกี่ยวกับฝ่ายทรัพยากรบุคคล French และเพื่อนร่วมงานของเธอเจอกับงานที่ยากลำบาก พวกเขาต่อสู้กับความเครียดและความกดดันนับครั้งไม่ถ้วนตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา พวกเขาเหล่านี้ต้องหาทางย้ายพนักงานทุกคนสู่โลกออนไลน์และจัดเตรียมให้ทุกคนทำงานได้อย่างราบรื่นท่ามกลางภาวะโรคระบาดที่เพิ่มขึ้นไม่หยุดหย่อน

ผู้บริหารหลาย ๆ ธุรกิจตื่นตัวกันมากในช่วงปี 2020 รัฐบาลสั่งการให้หลาย ๆ หน่วยงานปิดตัวลง ผู้คนถูกสั่งให้อยู่บ้าน ราคาหุ้นที่ตกฮวบลงอย่างน่าตกใจในเดือนมีนาคม 2022 ทำให้คณะผู้บริหารบริษัทหวั่นใจ ชาวอเมริกันหลายล้านคนถูกไล่ออกหรือถูกพักงานด้วยความไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจ

การกระจายข่าวร้ายต่าง ๆ ตกเป็นหน้าที่อันขมขื่นของฝ่ายทรัพยากรบุคคล ถ้าเราเคยเชิญพนักงานออก เราจะรู้เลยว่ามันแย่แค่ไหนสำหรับคนรับข่าวสาร แต่ในขณะเดียวกันคนส่งข่าวก็ไม่ได้รู้สึกดีไปกว่ากันเลยแม้แต่นิดเดียว

พวกเขาต้องใช้ความเข้มแข็งอย่างมากในการดูแลตรวจตราความปลอดภัยของทุกคน จัดหาเทคโนโลยีที่จำเป็นเพื่อให้ทุกคนติดต่อสื่อสารกันได้ภายใต้สถานการณ์อันเลวร้ายและเป็นที่พึ่งทางจิตใจอีกด้วย ในช่วงเวลาแห่งโรคระบาด ฝ่ายทรัพยากรบุคคลจำเป็นต้องแน่ใจว่าพนักงานมีความเป็นอยู่ที่ดีอย่างสม่ำเสมอและต้องเฝ้าระวังภาวะหมดไฟอีกด้วย

ถึงแม้ว่าสิ่งที่กล่าวมาเหล่านี้จะไม่ได้เขียนไว้ตอนสมัครงาน ฝ่ายทรัพยากรบุคคลก็จำเป็นต้องทำหน้าที่เป็นนักจิตบำบัดและผู้คอยให้ขวัญและกำลังใจด้วย หน้าที่เหล่านี้เป็นสิ่งนอกเหนือจากหน้าที่หลักซึ่งคือการรับสมัครพนักงาน การต้อนรับพนักงาน และการดูแลพนักงาน พวกเขาจำเป็นต้องตัดสินใจว่าจะให้พนักงานทำงานที่บ้านหรือทำงานแบบไฮบริดหรือกลับออฟฟิศ แต่ไม่ว่าทางเลือกใด ก็จะมีคนไม่พอใจอยู่ดีเพราะเขาไม่ได้สิ่งที่เขาต้องการ

นี่คือไฮไลท์บางส่วนจากผลสำรวจ

  • จากผลสำรวจ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล 98% อยู่ในภาวะหมดไฟ จากผลของการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานและอภิมหาการลาออกครั้งใหญ่
  • ภาวะหมดไฟในพนักงานเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมาเพราะต้องรับมือกับการทำงานทางไกลและการทำงานแบบไฮบริด อย่างไรก็ตาม การสำรวจนี้พบว่าในช่วงเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลรับรู้ถึงภาวะหมดไฟนี้เพราะว่าพวกเขาเหล่านั้นต้องแบกรับปัญหาเรื่องสถานที่ทำงานอันใหญ่หลวงไว้เพียงลำพัง
  • พนักงานฝ่ายบุคคล 94% กล่าวว่าพวกเขารู้สึกหนักหนาในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่ 88% บอกว่าพวกเขารู้สึกเกรงกลัวการทำงานมาก การลาออกระลอกใหญ่และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสถานที่ทำงานและวัฒนธรรมองค์กรต่าง ๆ ทั้งหมดทำให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลผู้ซึ่งไม่เคยประสบสถานการณ์เช่นนี้มาก่อนรู้สึกกดดันอย่างมหาศาลทีเดียว 97% กล่าวว่าพวกเขารู้สึกท้อแท้จากการทำงานในช่วงปีที่ผ่านมา
  • ด้วยความกดดันอันหนักหนาเหล่านี้ อีก 83% กล่าวว่านโยบายออฟฟิศกำลังทำลายบรรยากาศความเป็นออฟฟิศและยังทำให้สถานการณ์ที่วุ่นวายอยู่แล้วแย่ลงไปอีก ทั้ง ๆ ที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลต้องเผชิญกับแรงกดดันและงานที่หนักหนามาก ก็มีเพียงแค่ 29% ที่รู้สึกว่างานของพวกเขามีคุณค่าต่อองค์กรซึ่งนำไปสู่อีก 78% ที่บอกว่าพวกเขาอยากลาออกไปหางานใหม่ภายในปีนี้ พวกเขาอยากทำงานกับผู้คนที่ให้ความก้าวหน้าได้แม้ในช่วงอภิมหาการลาออกครั้งใหญ่เช่นนี้
  • นอกจากความรู้สึกไร้คุณค่าแล้ว 73% ของแผนกฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่ไม่เคยประสบปัญหานี้มาก่อนกล่าวว่าพวกเขาไม่มีความรู้ความสามารถมากพอที่จะทำงานได้ดี

เมื่อพูดถึงภาวะหมดไฟที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก French ได้ตักเตือนว่าถ้าไม่มีสัญญาณเหล่านี้ องค์กรต่าง ๆ จะได้รับผลกระทบเต็ม ๆ และสถานการณ์จะเลวร้ายลงกว่าที่เราเผชิญอยู่อีก

เธอเรียกฝ่ายทรัพยากรบุคคลและคณะผู้บริหารมาประชุม คณะผู้บริหารจำเป็นต้องรับรู้ปัญหานี้ French เชื่อว่าผู้บริหารจำเป็นต้องจ่ายเงินเดือนมากขึ้นเพื่อตอบแทบความรับผิดชอบและหน้าที่อันสำคัญที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลต้องแบกรับ “สิ่งหนึ่งที่ฉันสังเกตได้ในระหว่างชีวิตการทำงานของฉันก็คือผู้คนที่เคยทำงานด้านทรัพยากรบุคคลแทบจะไม่ปรากฏตัวในการประชุมคณะผู้บริหารเลย ถ้าพวกเขาโผล่มา ก็เพื่อมาแจ้งเหตุการณ์หรือความผิดพลาดขององค์กร” French กล่าว

มุมมองของเธอชัดเจนมากสำหรับหลาย ๆ คนแต่ไม่ใช่กับคณะผู้บริหาร พนักงานทุก ๆ คนคือเลือดเนื้อของบริษัท ถ้าเราไม่สามารถจ้างบุคลากรที่ดีที่สุดได้ องค์กรจะไม่สามารถแข่งขันได้ ถ้าพนักงานไม่ได้รู้สึกรักงานที่ทำ พวกเขาก็จะไม่สนใจเลย พวกเขาจะมองหางานใหม่ไปเรื่อย ๆ จนกว่าพวกเขาจะเจองานที่ใช่ ในทางกลับกัน หากฝ่ายทรัพยากรบุคคลสามารถทำให้พนักงานเก่ง ๆ อยากทำงานอยู่เสมอ บริษัทก็จะดำเนินไปได้ด้วยดี รายได้และกำไรก็จะเติบโต

French ชี้ให้เห็นถึงปัญหาว่า “ฝ่ายทรัพยากรบุคคลและฝ่ายการสื่อสารภายในองค์กรต้องทำหน้าที่ดูแลพนักงานและแน่ใจว่าทุก ๆ คนในองค์กรได้รับการชื่นชมและจดจำ ฝ่ายทรัพยากรบุคคลก็ควรจะรู้สึกเช่นนี้เหมือนกันเพื่อบรรยากาศที่ดีขึ้นและพวกเขาจะได้แก้ปัญหาภายในองค์กรได้ แล้วพวกเขาต้องทำอย่างไรเมื่อพวกเขาไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกันล่ะ”

เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า “ผลการสำรวจเหล่านี้แสดงถึงสถานการณ์ที่รุนแรงเพราะมีเพียง 1 ใน 2 เท่านั้นที่รู้สึกว่าองค์กรของพวกเขาให้ความสำคัญกับฝ่ายทรัพยากรบุคคล ตั้งแต่ที่มีโรคระบาดเกิดขึ้น ฝ่ายทรัพยากรบุคคลต้องปรับตัวและทำงานในสถานการณ์ที่เขาไม่เคยจินตนาการมาก่อนซึ่งก็ส่งผลกระทบเยอะทีเดียว พวกเขาต้องเป็นด่านหน้าตั้งรับการเปลี่ยนแปลงโลกแห่งการทำงานอันยิ่งใหญ่และพวกเขาก็ต้องการการสนับสนุนจากองค์กรเช่นเดียวกัน”

French แนะนำว่า “ถ้าสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ผู้บริหารต้องตรวจสอบผลกระทบที่รุนแรงต่อวัฒนธรรมองค์กรและต้องตรวจสอบละเอียดมากขึ้นถึงปัญหาการดูแลรักษาพนักงานที่แย่ลงเรื่อย ๆ และสิ่งที่พนักงานต้องประสบพบเจอ ประเด็นหลักก็คือต้องให้ความสำคัญกับพนักงานและลงทุนเพื่อพนักงานทุกคน ในทางปฏิบัติก็คือให้ความเป็นกันเองกับพนักงานมากขึ้น เช่นให้ทำงานแบบยืดหยุ่นหรือเพิ่มวันลาพักร้อน แต่แค่การคิดวิธีต่าง ๆ ไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหา องค์กรต้องทบทวนวัฒนธรรมของพวกเขาและฟังเสียงพนักงานจริง ๆ ว่าพวกเขาต้องการเปลี่ยนแปลงอะไร”



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน