SME Think Tank/ดร.เกษม พิพัฒน์เสรีธรรม

Covid-19 ใกล้จะถูกยอมรับเป็นโรคประจำถิ่นในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกและไม่จำเป็นหรือบังคับให้ต้องเว้นระยะห่าง หลาย ๆ กิจการจึงต้องการให้พนักงานกลับมาทำงานที่สำนักงาน

แต่ด้วยความเคยชิน (เคยตัว) ทำให้พนักงานส่วนมากโดยเฉพาะคนวัยหนุ่มสาวไม่ต้องการกลับมาทำงานที่สำนักงานเต็มเวลาแบบ 5-6 วันต่อสัปดาห์ 8 โมงเช้า-5 โมงเย็น

ในประเทศสหรัฐอเมริกามีผลสำรวจเมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่า พนักงาน 47% พร้อมที่จะลาออกหากบริษัทให้กลับมาทำงานที่สำนักงานเต็มเวลา พวกเขาให้เหตุผลว่าต้องการใช้ชีวิตอย่างสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิตตามที่ต้องการ (work-life balance) และเหตุผลสำคัญคือเทคโนโลยีสามารถช่วยให้ทำงานจากที่บ้านหรือสถานที่ที่ต้องการได้

ก็เพราะถูกบังคับจนเคยชิน ใช้เทคโนโลยี (ที่ต้องเรียนรู้ใหม่เมื่อ 2 ปีก่อน) จนคล่อง

แต่ก็มีอีกหลาย ๆ คนที่ไม่ยอมรับเทคโนโลยี ชอบแบบเดิม ๆ

หลายคนถึงขั้นออกอาการกลัวเทคโนโลยีไปทั้งหมด

Technology Phobia หรือ Technophobia คือคำในภาษาต่างประเทศที่เรียกคนกลุ่มนี้

คนกลุ่มนี้จะปฏิเสธเทคโนโลยีที่เขาไม่รู้จัก ไม่เคยใช้ ในทุกรูปแบบ หลายคนเป็นเอามาก ๆ จนมีอาการ เช่น ใจสั่น มือสั่น หนี ฯลฯ

จากการศึกษาพบว่าพื้นฐานความกลัวเทคโนโลยีมาจากวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนา รวมทั้งภาพยนตร์และสื่อต่าง ๆ ที่แสดงผลเสียของเทคโนโลยี เช่น หุ่นยนต์ทำลายล้างมนุษย์ หรือการใช้เทคโนโลยีหลอกหลวงให้เกิดความเสียหาย เช่น การถูกหลอกจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ ในปัจจุบัน หลายคนยินดียอมเสียเวลารอถอนเงินจากพนักงานธนาคารมากกว่าที่จะถอนเงินจากตู้เอทีเอ็ม หรือไม่ยอมสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต ยังคงใช้โทรศัพท์

สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งคือความยุ่งยากในการทำความเข้าใจและใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ออกมาใหม่ ๆ

ผมเองก็เคยเกือบจะถอดใจเลิกเรียนคอมพิวเตอร์ในช่วงที่คอมพิวเตอร์ออกมาใหม่ ๆ การจะใช้คอมพิวเตอร์ทำงานต้องเรียนรู้ภาษาที่จะสื่อสารและสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน เช่น ภาษาโคบอล (ภาษาโคบอล- COBOL : Common Business Oriented Language) คือภาษาคอมพิวเตอร์สำหรับใช้ในงานธุรกิจภาษาแรกของโลก พัฒนาในปี ค.ศ. 1962 โดยคณะกรรมการโคดาซิล (The Conference on Data Systems Languages – CODASYL)

ตอนที่ผมเรียน Computer System Analysis and Design ที่สหรัฐอเมริกา ค่าใช้ห้องแล็บคอมพิวเตอร์ต่อชั่วโมงก็แพงมากสำหรับผมที่ต้องทำงานหาเงินส่งตัวเองเรียน เรียกว่าทั้งยาก แพง ปวดหัว แต่ก็ต้องทนพยายามเรียนจนสำเร็จ แบบว่ากลัวเรียนไม่จบมากกว่ากลัวคอมพิวเตอร์

ความกลัวเทคโนโลยีส่วนใหญ่จะเกิดกับคนสูงวัยโดยเฉพาะคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือมาก

น่าเป็นห่วงครับที่คนกลุ่มนี้จะเป็นคนกลุ่มใหญ่ในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยเราด้วย

แนวทางแก้ไขสำหรับคนกลุ่มนี้คือต้องพยายามเข้าใจเขาและหาให้พบถึงสาเหตุที่เขากลัว

เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เขาไม่รู้จัก ไม่คุ้นเคย เมื่อทราบสาเหตุแล้วต้องพยายามอธิบาย ให้ความรู้ ให้เขาเข้าใจ ชี้ให้เห็นประโยชน์ที่จะได้รับจากเทคโนโลยี และขจัดความกังวล ผลเสียที่เขาคิดว่าจะได้รับ

ที่สำคัญคือคนสอนต้องใจเย็น ให้ความเห็นอกเห็นใจ เข้าใจ และให้เวลา อาจจะต้องสอนซ้ำ ๆ ให้เขาได้ลองทำบ่อย ๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป

ไม่ทิ้งเขาไว้ข้างหลัง เพราะเขาเหล่านี้อาจจะเป็นภาระของสังคมและมีผลกระทบมาถึงคนหนุ่มสาวอยู่ดีนั่นเอง

สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ไม่ต้องการทำงานที่สำนักงานแบบเต็มเวลาและยังไม่ปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ใช้เป็นแต่เทคโนโลยีเดิม ๆ (ที่จะล้าสมัยไปเรื่อย) คงต้องขจัดความกลัวแบบนี้ เพื่อประโยชน์ work-life balance ที่ต้องการ

แนวทางที่จะลด หรือขจัดความกลัวเทคโนโลยี ทำได้ดังนี้

  1. หาให้พบว่ากลัวเทคโนโลยีอะไร และทำไมจึงกลัว

หลายคนกลัวความยุ่งยากของการเรียนรู้และการใช้เทคโนโลยีใหม่ หลายคนคิดว่าตัวเองช้าไปสำหรับเทคโนโลยีที่คนส่วนใหญ่ใช้เป็นแล้ว หลายคนกลัวเรื่องความปลอดภัย อย่างเรื่อง Cyber Security เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติที่เกิดกับแทบทุกคน แต่หากต้องการความสะดวกสบาย ความรวดเร็วในการทำงานหรือประโยชน์อื่น ๆ จากเทคโนโลยีคงต้องพยายามหาสาเหตุให้พบ และเรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีให้เป็น ที่สำคัญคือหาคนที่เข้าใจเราในการสอนเทคโนโลยีใหม่ ๆ นั้น

  1. หาให้พบวิธีทำงานของเทคโนโลยี

เป็นเรื่องธรรมดาที่เรากลัวจากสิ่งที่ไม่เห็น ไม่เข้าใจ เพราะการทำงานของเทคโนโลยีส่วนใหญ่ไม่แสดงให้เห็น หากกดแป้นบนเครื่องคอมพิวเตอร์พลาด ข้อมูลอาจจะหายหมด เรื่องเช่นนี้เหมือนเวลาที่ท่านขับรถยนต์และหน้าจอแสดงสัญลักษณ์ที่ท่านไม่เข้าใจ ท่านคงรีบนำรถยนต์ไปที่ศูนย์ซ่อมเพื่อแก้ไขปัญหานั้น ๆ วิธีที่จะแก้ไขความกลัวแบบนี้คือต้องเรียนรู้ให้เข้าใจการทำงานของเทคโนโลยีนั้น ๆ เมื่อเข้าใจว่าทำไมจึงเกิดปัญหานั้น ๆ ก็ไม่กลัว โชคดีที่ปัจจุบันผู้คิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีแข่งกันทำให้เทคโนโลยีใช้ง่ายเป็นมิตรกับผู้ใช้ และมีศูนย์บริการให้ความช่วยเหลือมากพอ

  1. เปลี่ยนความกลัวเป็นความอยากเรียนรู้

หากเราต้องการประโยชน์จากเทคโนโลยี เช่น อยากทำงานที่บ้าน มีเวลากับครอบครัว มีเวลากับตัวเองมากขึ้น ไม่ต้องเดินทาง ลดค่าใช้จ่าย มีเวลาพักผ่อน ท่องเที่ยว มากขึ้น ท่านต้องใช้เทคโนโลยีให้เป็น ใช้ให้คล่อง เปลี่ยนความกลัวเป็นความอยากเรียนรู้ เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เราผ่านมาแล้วหลายเรื่อง เช่น อยากขับรถยนต์เป็น อยากใช้อุปกรณ์ออกกำลังกายเป็นเพราะอยากมีรูปร่างที่ดี ฯลฯ การเรียนรู้เทคโนโลยีก็เช่นเดียวกัน

  1. เรียนรู้ภาษา ศัพท์เทคนิค ของเทคโนโลยีนั้น ๆ

คำศัพท์ส่วนใหญ่เป็นภาษาต่างประเทศ เพราะฉะนั้นอาจจะยากเป็นสองเท่าสำหรับคนที่เกลียด

ภาษาต่างประเทศ แต่มีหลายคนที่ภาษาต่างประเทศก็ไม่ดี สื่อสารไม่ได้ แต่เข้าใจศัพท์ต่าง ๆ ที่จำเป็นในการใช้เทคโนโลยีนั้น ๆ เช่น คำว่า Malware, Cloud, Default เป็นต้น วิธีง่าย ๆ ที่จะคุ้นเคยกับคำศัพท์เหล่านี้คือเขียนคำอธิบายคำศัพท์นั้น ๆ ตามความเข้าใจของท่านและใช้คำศัพท์นั้นบ่อยๆ เมื่อเคยชิน ความกลัวคำศัพท์ใหม่ ๆ ก็ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป

  1. เรียนรู้การใช้เทคโนโลยี

เป็นเรื่องธรรมดาว่าหากเราไม่รู้และต้องการใช้เทคโนโลยีนั้น ๆ ก็ต้องเรียนรู้ เช่น อยากจะประชุมทางไกลก็ต้องเรียนรู้การใช้โปรแกรม Zoom โปรแกรม Webex เป็นต้น ปัจจุบันก็สะดวกที่สามารถเรียนออนไลน์ได้ แบบไม่เสียค่าเล่าเรียนด้วย ที่สำคัญคือหาที่สอน หาครูที่สามารถสอนให้เราเข้าใจง่าย

สำคัญไปกว่านั้นโดยเฉพาะคนสูงวัยคือควรมีเพื่อนร่วมเรียน เพื่อจะได้ช่วยกันเรียน ไม่เครียด และสนุกกับการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ

  1. ไม่สนใจเรื่องอายุ

อย่างที่ยอมรับกันว่า “ไม่มีใครแก่เกินเรียน” โดยเฉพาะคนสูงวัยที่ต้องทำงานร่วมกับคนที่อ่อนวัยกว่า คุ้นเคย คล่องแคล่วกับการใช้เทคโนโลยีมากกว่า ในเวลาอีกไม่เกิน 5 ปีเราจะเห็นคนที่มีอายุเกิน 60 ปีทำงานมากขึ้น เราต้องพยายามช่วยให้เขาเรียนรู้ ไม่อายที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีที่เขาจำเป็นต้องใช้ในการทำงาน คนสูงวัยก็ต้องลืมวัยตัวเอง ทำตัวให้เข้ากับคนรุ่นใหม่ได้ ใฝ่เรียนรู้ ไม่ทำตัวให้เป็นปัญหา

  1. หมั่นเรียนรู้

การพัฒนาเทคโนโลยีคงไม่มีวันสิ้นสุด ตราบใดที่ต้นทุนพลังงานแพง ทรัพยากรหายาก การแข่งขัน

คนเราอยากสะดวกสบายมากขึ้น เพราะฉะนั้นเราต้องเรียนรู้เสมอ ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องหรือใช้เทคโนโลยีเป็นทุกอย่าง แต่อย่างน้อยก็ควรติดตามตลอด รู้จักเทคโนโลยีใหม่ ๆ เลือกเรียนรู้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับตนเอง

เรื่องที่ผมเล่ามาทั้งหมดในบทความตอนนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มันเกิดแล้วเกิดอีก เกิดแล้วเกิดอีก

สิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นเสมอแล้วก็กลายเป็นสิ่งเก่าหรือหายไปในที่สุดแบบที่เขาพูดกันว่า “คลื่นลูกใหม่ไล่คลื่นลูกเก่า”

ความกลัวกับสิ่งใหม่ ๆ เป็นเรื่องปกติธรรมดา

ความกลัวที่น่ากลัวที่สุดคือ “ความกลัว” ตัวมันเอง

เมื่อไม่กลัว เจ้าตัวความกลัว ก็หมดความหมาย จริงไหมครับ

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน