เมื่อสภาพเศรษฐกิจยังไม่มีอะไรที่แจ่มใสชัดเจน กอปรกับปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในเชิงลบ ทำให้ผู้ประกอบการ SME ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ความสามารถหรือกำลังซื้อของผู้บริโภคไม่เพิ่มขึ้นและยังมีแนวโน้มอ่อนแอ นั่นหมายความถึงความต้องการด้านวงเงินสินเชื่อก็ไม่เพิ่มขึ้นเช่นกัน

แม้การเติบโตจะไม่เป็นไปตามเป้า แต่ด้วยผลิตภัณฑ์และการบริการที่โดนใจลูกค้า ในปี 2559 ทำให้ธนาคารกสิกรไทยยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำด้านสินเชื่อผู้ประกอบการด้วยการคว้าตำแหน่ง No.1 Brand
จาก Marketeer เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน พัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า “โชคดีที่เราเป็นธนาคารที่มีความยืดหยุ่นสูง จึงสามารถขับเคลื่อนกลยุทธ์ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก ในภาวะเศรษฐกิจไม่คงที่เช่นนี้ ลูกค้าต้องเจอกับปัญหาต่าง ๆ ทางธนาคารเองได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปสำหรับลูกค้าแต่ละรายเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยดี”
ส่วนใหญ่เรามักจะเห็นว่า หากเป้าหมายคือการเติบโต สิ่งที่หลาย ๆ ธนาคารทำคือการเพิ่มยอด หรือขยายฐานลูกค้าใหม่ให้ได้มากที่สุด แต่สำหรับพัชรแล้ววิธีการทำให้ถึงเป้าหมาย ไม่ได้อยู่แค่เพียงการเพิ่มยอดหรือเพิ่มฐานลูกค้า หากแต่คือการปรับกระบวนยุทธ์ให้เข้ากับสถานการณ์ และในตอนนี้สิ่งสำคัญคือการดูแลลูกค้าเก่า
ให้ดีที่สุด
สร้างโอกาสให้ SME ตีโจทย์แตก
การให้ความรู้ควบคู่ความบันเทิง ผ่านรายการ SME ตีแตก THE FINAL 2016 ที่พึ่งจบไป แม้รายการจะเป็นแนว Reality และ Edutainment ที่ให้ทั้งความบันเทิง ความรู้ในการบริหารจัดการธุรกิจ และกลยุทธ์ต่าง ๆ แต่เชื่อเถอะว่านี่คือช่องทางการสื่อสารที่สามารถสร้างแบรนด์ได้ผลมากที่สุดวิธีหนึ่ง และเป็นหนึ่งในวิธีดูแลลูกค้าที่สร้างสรรค์ที่สุด ที่สำคัญยังไม่มีใครทำแล้วประสบความสำเร็จเท่านี้มาก่อน เพราะที่ผ่านมารายการ SME ตีแตกได้รับความนิยมมาโดยตลอด ด้วยเพราะเป็นเวทีที่สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME ไปพร้อม ๆ กับสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ต้องการเป็น SME
ซึ่งในปีนี้มีความพิเศษตรงที่ว่า ทีมที่ผ่านเข้ามาในแต่ละรอบนั้นมีความหลากหลายของประเภทธุรกิจและมีการนำนวัตกรรมมาใช้กับธุรกิจเพิ่มมากขึ้น เชื่อว่าเป็นอีกมุมมอง ที่กสิกรไทยต้องการให้ลูกค้าและคนดู ได้มองเห็นโอกาสที่มากขึ้น “รายการนี้มีมานานแล้ว ในแต่ละซีซั่นเราพยายามสอดแทรกความรู้ในการทำธุรกิจ SME ให้ได้มากที่สุด แต่ก็ต้องรักษาความสมดุลในเรื่องความบันเทิงไว้ด้วย และในครั้งนี้เนื้อหาและรูปแบบของรายการมีความเข้มข้นมากขึ้น จำนวนธุรกิจที่เข้ามาแข่งขัน มีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว รวมถึงมีความหลากหลายของประเภทธุรกิจ ทำให้ผู้ชมรายการและเจ้าของธุรกิจ SME ได้เห็นมุมมองและแนวคิดที่แตกต่าง ทั้งจากผู้เข้าแข่งขันและคำแนะนำจากคณะกรรมการ ซึ่งจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจที่สามารถนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจได้เป็นอย่างดี”
8 ทีม 8 กลยุทธ์ จากสังเวียน SME ตีแตก THE FINAL 2016
ผู้เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่มาพร้อมกับความหลากหลายทางธุรกิจ มุมมอง แนวคิด และกลยุทธ์ ที่ถูกขัดเกลามาจนคม และพร้อมที่จะแบ่งปันอาวุธให้กับผู้ประกอบการรายใหม่และผู้ริเริ่มธุรกิจในอนาคต

Foodstory เรื่องราวของผู้ชนะที่อยากปฏิวัติวงการร้านอาหาร
“ถึงแม้จะมีแอปพลิเคชันเกี่ยวกับร้านอาหารอยู่ไม่น้อย แต่ก็มองว่าในธุรกิจนี้ยังมีอะไรให้เราเปลี่ยนแปลงอีกเยอะ เราต้องการปฏิวัติวงการร้านอาหาร จากที่เคยเป็นธุรกิจออฟไลน์มาเป็นธุรกิจออนไลน์ จากที่พนักงานต้องจดเมนูอาหาร แล้วไปคีย์ที่เครื่อง จนไปถึงคิดเงิน ทุกขั้นตอนควรต้องจบในแอปพลิเคชันเดียว หรือ Device เดียว พอทุกอย่างชัดเจนเราจึงโฟกัสมาที่เป้าหมายและเริ่มต้นลงมือทำ” ชวิน ศุภวงศ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งแอปพลิเคชัน FoodStory กล่าวกับ Marketeer
FoodStory เริ่มต้นจาก 2 เพื่อนรัก ฐากูร ชาติสุทธิผล หนุ่ม IT ที่เปิดบริษัทรับทำแอปพลิเคชัน และคู่ซี้ที่เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมอาหาร ชวิน ศุภวงศ์ สองหนุ่มมีเป้าหมายในการทำธุรกิจอย่างเดียวกัน เมื่อตกผลึกความต้องการได้แล้ว การเริ่มต้นจึงเกิดขึ้น กว่า 3 ปีในการลองผิดลองถูก เก็บข้อมูล และค้นหาความต้องการที่แท้จริงในการบริหารจัดการร้านของเหล่าผู้ประกอบการร้านอาหารและลูกค้า
แอปพลิเคชัน FoodStory ถือกำเนิดขึ้น โดยมี ‘การบริหารตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ’ เป็นหัวใจหลัก และมีความน่าสนใจ คือ มี 2 แอปฯ ตัวแรกสำหรับลูกค้าร้านอาหาร ที่สามารถสำรองโต๊ะ เลือกโต๊ะที่นั่ง หรือกระทั่งสั่งอาหารแบบละเอียดได้ด้วยตัวเอง และตัวที่ 2 สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารที่มีกว่า 400 ฟังก์ชัน ช่วยจัดการระบบทุกอย่างในร้านอาหารได้ครบทุกกระบวนการ จึงเป็นตัวช่วยที่สามารถลดต้นทุนต่าง ๆ ในขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการร้านสำหรับผู้ประกอบการ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบันมีร้านอาหารกว่า 100 โลเคชั่นทั้งที่ประเทศไทย สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ที่ใช้ระบบนี้
ด้วยจุดแข็งของการเป็นแอปพลิเคชัน บริหารจัดการร้านอาหารได้อย่างครอบคลุม ระบบใช้งานง่าย และมีค่าใช้จ่ายที่จับต้องได้ ทำให้ FoodStory คือตัวช่วยที่บรรดาผู้ประกอบการร้านอาหารใฝ่ฝัน และด้วยกลยุทธ์การขยายตลาด โดยการสร้าง Brand Awareness ผ่านการสร้างสังคมผู้ประกอบการร้านอาหารให้เกิดการเรียนรู้และแบ่งปัน รวมถึงเพิ่มพันธมิตรกับแอปพลิเคชันอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจร้านอาหาร การเพิ่มตัวแทนจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็ก ช่วยขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น ทำให้การเดินทางไปสู่เป้าหมายจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
PDM Brand เมื่อเสื่อไทยอยู่ในมือดีไซน์เนอร์

ธุรกิจที่โด่ดเด่นด้านไอเดียและนวัตกรรมคงต้องยกให้กับ เสื่อ PDM จาก PDM Brand ที่มี ดุลยพล ศรีจันทร์ เป็นผู้ก่อตั้ง เรื่องราวของเสื่อที่มาจากการประยุกต์เสื่อพื้นบ้านไทยเข้ากับนวัตกรรมการดีไซน์ และกลายมาเป็นเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านที่เข้ากับวิถีชีวิตของคนสมัยใหม่
จุดเริ่มต้นของเสื่อ PDM เกิดจาก ซินิ เฮนท์โตเนน เพื่อนของดุลยพลที่เป็นเท็กซ์ไทล์ดีไซเนอร์พรมจากต่างประเทศ มาเที่ยวเมืองไทยและสะดุดตาเข้ากับเสื่อพลาสติกลายมังกรในงานกฐินเข้าอย่างจัง ถึงกับเอ่ยปากว่า “นี่วัดบ้านคุณยังใช้พรมเลย!” คำพูดนี้ได้จุดประกายไอเดียของดุลยพล ทำให้เขาเห็นในสิ่งที่หลายคนมองข้ามนั่นคือ เสื่อบ้านเราก็เปรียบเหมือนกับพรมของต่างประเทศ โปรเจกต์ เสื่อ PDM จึงเกิดขึ้น
หลังจากที่ทำแผนการตลาดและรีเสิร์ชจนทำให้รู้ว่า สาเหตุที่คนไทยไม่นิยมใช้เสื่อเพราะ 1.ไม่ทน 2.ไม่สวย ดุลยพลที่เป็นทั้งดีไซน์เนอร์และที่ปรึกษาด้านการออกแบบ จึงนำเสื่อไทยมารื้อโครงสร้างใหม่ ใส่นวัตกรรมการทอเข้าไป เพิ่มการออกแบบที่ทันสมัย รวมถึงเคลือบ UV เพื่อให้พลาสติกไม่กรอบหรือแตกง่าย
ระยะเวลากว่า 2 ปีที่ดุลยพลใช้พัฒนาและปรับแก้ทุกอย่าง จนกระทั่งออกมาเป็นเสื่อ PDM ที่สามารถใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์ประดับตกแต่งบ้านและคอนโดแทนพรมได้
การนำเอามรดกทางวัฒนธรรมมาใช้เป็นต้นทุน โดยใส่ไอเดียและนวัตกรรมลงไปเพื่อเพิ่มมูลค่า และขัดเกลาจนกลายเป็นธุรกิจ SME ที่สร้างรายได้ ทำให้ PDM Brand คืออีกหนึ่งธุรกิจที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคน

DECK Fun Glasses แบรนด์ที่มากกว่า สินค้าดารา
“แว่นกันแดด DECK เกิดจากความรัก ความชอบ ความถนัด และความเข้าใจ ของเพื่อนสนิท 3 คนที่เรียนมัธยมมาด้วยกัน ชื่นชอบการเล่นสเก็ตบอร์ดเหมือน ๆ กัน เมื่อกลับมาเจอกันอีกครั้งก็มีความคิดทำธุรกิจร่วมกัน จึงออกมาเป็น แว่นกันแดดที่ทำจากไม้สเก็ตบอร์ด ภายใต้ชื่อแบรนด์ DECK” คำกล่าวแนะนำตัวของโจ้อี้ บอย ในรายการ SME ตีแตก THE FINAL 2016
องค์ประกอบแรกของการทำธุรกิจนี้คือ เกิดจากความชอบ และหลังจากได้พูดคุยอย่างละเอียดกับเจ้าของธุรกิจแล้วก็พบว่า เจ้าของธุรกิจทั้ง 3 คนคือ ภัทร ณรงค์ชัยกุล, ชณัฐ ภัคเวโรจน์ และอภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต หรือโจอี้ บอย มีความถนัดที่แตกต่างกัน ภัทรถนัดด้านการตลาด การจัดจำหน่าย ส่วนชณัฐก็เป็นมือโปรฯ ในเรื่องการผลิต และโจอี้ บอยเองก็เก่งในเรื่องแฟชั่นและการออกแบบ เมื่อ 3 คน 3 ประสบการณ์ 3 ความสามารถ แต่มีความชอบเหมือนกัน มาทำธุรกิจร่วมกัน เลยกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัว
DECK คือ แว่นกันแดด ที่พกความสตรองในเรื่องของการเป็นสินค้าคุณภาพสูงแต่ราคาจับต้องได้ การมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และความโดดเด่นในการออกแบบ ซึ่งกลายเป็นจุดขายที่โดนใจลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติแบบครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว “DECK คือแว่นกันแดดและแว่นสายตา เป็นงานแฮนด์เมดที่ทำจากไม้สเก็ตบอร์ด จึงมีความพิเศษคือลวดลายของแว่นที่ไม่ซ้ำกัน พูดง่าย ๆ คือมีชิ้นเดียวในโลก ถัดมาคือขาแว่นแบบสปริงทำให้ใส่สบายน้ำหนักเบา และที่สำคัญคือ ตัวเลนส์ที่เราใช้เป็น CR 39 Multicoat Revo เลนส์พลาสติกที่ดีที่สุดและเบาที่สุดในตอนนี้” ชณัฐกล่าว
กุนเชียงเจ๊เค็ง ธุรกิจครอบครัวที่ปรับตัวอยู่ตลอด

หากเข้ามาประกวดด้วยรูปแบบธุรกิจเดิม ๆ อย่างการทำกุนเชียงทั่วไป คงไม่ทำให้ สายสุนีย์ เหลืองจารุ และพิสิฐ ศิริยุทธ์ พาธุรกิจกุนเชียงเจ๊เค็งผ่านเข้ามาถึงรอบ 4 ทีมสุดท้ายได้ แต่ด้วยการทรานส์ฟอร์มผลิตภัณฑ์ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้าใช้ในธุรกิจ ตรงนี้เองที่ทำให้กุนเชียงเจ๊เค็งเป็นที่น่าสนใจ
เมื่อฟังคำบอกเล่าความเป็นมาของธุรกิจจากปากของสายสุนีย์ หรือเจ๊เค็งแล้ว สิ่งแรกที่สัมผัสได้จากธุรกิจนี้คือ การพัฒนาและปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยอยู่เสมอ เพราะจุดเริ่มต้นของกุนเชียงเจ๊เค็งคือ การเป็นแม่ค้าขายหมูในตลาดสด ที่พยายามหาแนวทางทำให้วัตถุดิบหรือสินค้าที่เหลือจากการขายซึ่งก็คือหมู มาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยวิธีการแก้ปัญหาที่ได้คือ การแปรรูปเป็นกุนเชียง
“ตลอด 25 ปีที่ทำกุนเชียงมาเราไม่เคยหยุดพัฒนาเลย โลกมันเปลี่ยนไปตลอดจะให้เราทำกุนเชียงแบบเดิม ๆ ที่เอาไว้กินกับข้าวต้ม คนรุ่นใหม่คงไม่รู้จักเรา จึงตั้งโจทย์กับทุกคนในครอบครัวว่า ‘จะทำอย่างไรให้กุนเชียงเราขายได้และสามารถเข้ากับไลฟ์สไตล์ชีวิตคนในปัจจุบันได้ด้วย’ ผลก็ออกมาเป็น ‘กุนเชียงจิ๋ว’ ที่เพียงแค่ฉีกซองอุ่นไมโครเวฟก็ทานได้เลย” เจ๊เค็งกล่าว
ปัจจุบันเจ๊เค็งได้ส่งไม้ต่อธุรกิจให้กับลูก ๆ ทั้ง 3 เพื่อดูแลในส่วนของการทำกุนเชียงจิ๋วและการทำการตลาดต่าง ๆ และในปีนี้กุนเชียงเจ๊เค็งเตรียมนำสินค้าเข้าสู่ Modern Trade รวมถึงเจาะตลาดส่งออกไปยังประเทศฮ่องกง บรูไน และมาเลเซีย

ส่งเฮงผักกาดดอง ส่งต่อธุรกิจครอบครัวเติบโตอย่างยั่งยืน
สองพี่น้อง เกียงไกรและจินตนา ส่งกิตติพงศ์ เจ้าของธุรกิจผักกาดดองแบรนด์ “ส่งเฮง” ผู้ที่กล่าวว่า “รุ่นคุณพ่อมีหน้าที่ทำผักกาดดองให้อร่อย รุ่นเรามีหน้าที่ทำผักกาดดองให้ได้มาตรฐาน” และเป็นสิ่งที่ทั้งคู่ใช้เป็นหลักการในการสืบทอดและต่อยอดธุรกิจที่บ้านเป็น รุ่นที่ 3
เมื่อตกลงกันได้ว่าจะรับไม้ต่อจากผู้เป็นพ่อ เกรียงไกรจึงปฏิวัติวิธีการทำผักกาดดองใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่เลือกผักไปจนถึงบรรจุหีบห่อเพื่อขจัดคำว่า ไม่สะอาดและไม่มีมาตรฐานออกไป เกรียงไกรเล่าว่า “ขั้นแรกเราเลือกจุดยืนแล้วว่าเราต้องการเป็นผู้ส่งออก ขั้นตอนหลังจากนั้นคือ ทำทุกวิถีทางเพื่อยกระดับผักกาดดองให้ผ่านมาตรฐานแต่ละประเทศ เอาคำแนะนำจากลูกค้ามาปรับปรุงทุกครั้ง อุดรอยรั่วให้หมด จนตอนนี้ผักกาดดองส่งเฮง สามารถขยายฐานลูกค้าโดยส่งออกไปยังทวีปอเมริกา ตะวันออกกลาง ยุโรป และเอเชีย”
“ธุรกิจของเราคือ Family Business หรือธุรกิจครอบครัว หัวใจหลักคือ การแบ่งหน้าที่ที่ชัดเจน หลาย ๆ Family Business อาจเจอกับปัญหาในเรื่องการมีอำนาจเท่ากัน เมื่อมีความคิดเห็นไม่ตรงกันต่างคนก็ต่างไม่ยอม แต่ของเราคุณพ่อแบ่งหน้าที่ชัดเจนเลยว่าใครทำอะไร อย่างเรื่องการบริหารธุรกิจคุณเกรียงไกรจะเป็นคนดูแล ถ้าเขาตัดสินใจในที่ประชุมแล้วจะไม่มีการโต้แย้งหรือถกเถียงกันต่อ ส่วนหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจเราสำเร็จได้คือ การให้เกียรติกัน และทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือการพาผักกาดดองส่งเฮงให้เติบโต” จินตนากล่าว

Cosluxe เครื่องสำอางแบรนด์ไทยคุณภาพไฮเอนด์
‘จากความต้องการในฐานะผู้ใช้ สู่เจ้าของแบรนด์ที่คิดค้นเครื่องสำอางสำหรับดวงตาที่มีคุณภาพ เหมาะกับสภาพอากาศประเทศไทย และเป็นที่พูดถึงมากที่สุดในโลกโซเชียล’ คือคำอธิบายสั้น ๆ เมื่อต้องพูดถึง เครื่องสำอางแบรนด์ไทย Cosluxe ของ 2 สาวเจ้าของธุรกิจ ช่อทิพย์ ประสิทธิชัย และวิไลวรรณ สุชาติสุนทร
ด้วยยอดขายที่พุ่งสูงซึ่งสวนทางกับการทำตลาด คือจุดที่ทำให้ธุรกิจเครื่องสำอาง Cosluxe น่าสนใจ ช่อทิพย์เล่าว่า ในครั้งแรกที่ทำธุรกิจนี้ได้ทุ่มทุนไปที่ตัวโปรดักส์เกือบทั้งหมด ทำให้ไม่มีเงินทุนในการทำการตลาด จึงเลือกใช้วิธีการให้สินค้าบอกเล่าคุณสมบัติด้วยตัวเอง เมื่อลูกค้าใช้แล้วดีก็เกิดการบอกต่อ หรือที่เรียกว่า ‘Word of Mouth’ จากวันแรกที่ขายออนไลน์ผ่าน Facebook จนตอนนี้มีจุดจำหน่ายอย่างเป็นทางการไม่ต่ำกว่า 400 ร้านค้าทั่วประเทศ
ถึงแม้ตลาดเครื่องสำอางจะมีผู้เล่นจำนวนไม่น้อย แต่ด้วยความที่มุ่งเจาะกลุ่มตลาดเครื่องสำอางสำหรับดวงตาโดยเฉพาะ รวมถึงคุณภาพที่ดีเกินราคา บวกกับความกล้าที่จะเริ่มทำธุรกิจ จากการเป็นสินค้าออนไลน์ที่ไม่มีงบโฆษณา ปัจจุบัน Cosluxe ขยายอาณาจักรออกไปทั้งในส่วนของไลน์สินค้าที่นอกเหนือจากดวงตา ขยายช่องทางการจัดจำหน่าย และยอดขายที่เพิ่มขึ้น
“ตอนนี้เราเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย โดยเริ่มเข้าสู่ Modern Trade เป็นที่เรียบร้อย มีการสร้างแบรนด์ย่อยที่ชื่อ Code และเพิ่มไลน์สินค้า เพื่อรองรับลูกค้ากลุ่ม C ถึง C+ และขยายฐานลูกค้าในเวลาเดียวกัน พร้อมกับมีแผนที่จะเพิ่มตัวแทนจำหน่าย โดยการเปลี่ยน User เป็น Seller เพราะเราหวังจะเป็นผู้นำเครื่องสำอางสำหรับดวงตา และอยากให้คนจดจำว่าเราคือเครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่มีคุณภาพเทียบเท่าแบรนด์สากล”

Robot System โทนี่ สตาร์ค ไอรอนแมนเมืองไทย
ใครจะเชื่อว่าคนไทยสามารถออกแบบและผลิตหุ่นยนต์ได้เก่งพอ ๆ กับต่างประเทศ กัมปนาท ตันพิทักษ์สิทธิ์ เจ้าของธุรกิจ Robot System คือผู้ที่มายืนยันว่านี่คือเรื่องจริง
‘แรงงานคนไม่เที่ยงตรงและมีข้อจำกัดในการทำงาน’ คือสาเหตุที่อุตสาหกรรมต่าง ๆ เลือกที่จะเปลี่ยนมาใช้หุ่นยนต์แทนคน จุดนี้เองที่ทำให้ วิศวกรหุ่นยนต์อย่างกัมปนาทกลับมาเปิดบริษัทออกแบบและพัฒนาหุ่นยนต์ที่เป็นของคนไทย “ปัจจุบันการแข่งขันทางธุรกิจค่อนข้างสูง ในภาคของการผลิตจึงต้องเร็ว ถูกต้อง ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย ตรงนี้เองที่ทำให้หุ่นยนต์เข้ามาใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากขึ้น โดยเป็นแรงงานของการผลิตในหลาย ๆ ส่วนที่ต้องการความรวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยำ หรือในส่วนของงานอันตรายที่แรงงานคนทำไม่ได้ ตรงนี้หุ่นยนต์สามารถทำได้” กัมปนาทเริ่มต้นเล่าถึงที่มาธุรกิจ
ในตอนแรกนั้น Robot System ทำหน้าที่เพียงพัฒนาระบบหุ่นยนต์ให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าในอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยซื้อโครงของหุ่นยนต์ที่มีลักษณะที่ตรงกับงานมาแล้วตั้งโปรแกรมข้างใน แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ โดยปรับรูปแบบธุรกิจจากติดตั้งโปรแกรมเพียงอย่างเดียวเป็นผลิตสินค้าสำเร็จรูปส่งลูกค้าเลย โดยจุดเด่นของ Robot System คือการใส่ระบบสัมผัสให้กับหุ่นยนต์ เพื่อสร้างระบบให้ใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด
“ปัจจุบัน Robot System ผลิตและจัดตั้งระบบหุ่นยนต์ให้กับโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ แม้แต่บริษัทจากประเทศญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อในเทคโนโลยีทางด้านนี้ ก็ยังเป็นหนึ่งในลูกค้าของเรา”

Shuberry นวัตกรรมรองเท้าเพื่อสุขภาพโดยคนไทย
“ป้อเริ่มต้นทำธุรกิจครั้งแรกตอนเรียนมหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 4 ด้วยเงินศูนย์บาท เพราะความสนใจในสินค้าแฟชั่นจึงนำแบบกระเป๋าไปขอให้โรงงานผลิตขึ้นรูปให้โดยไม่เสียเงิน แต่กว่าจะหาโรงงานที่เข้าใจเราก็เปิดสมุดหน้าเหลืองไปหลายหน้าเหมือนกัน จากการผลิตกระเป๋าไปเสนอขายตามร้านค้าต่าง ๆ ในสยาม เรื่อยมาจนสามารถมีร้านเป็นของตัวเองทั้งหมด 4 สาขาในพื้นที่สยามสแควร์ ตอนนั้นเริ่มมีไลน์สินค้าเพิ่มมากขึ้น ทั้งกระเป๋าและรองเท้าในแบบต่าง ๆ กระทั่งป้อประสบอุบัติเหตุข้อเท้าหัก ทำให้ไม่สามารถใส่รองเท้าส้นสูงหรือรองเท้าทั่วไปได้ ความที่เราผลิตรองเท้าเอง จึงเกิดไอเดียว่า ทำไมไม่ผลิตรองเท้าเพื่อสุขภาพในรูปแบบแฟชั่นที่ทันสมัย จากนั้นเราก็ศึกษาข้อมูลคิดค้นจนออกมาเป็น รองเท้าเพื่อสุขภาพ Shuberry รุ่น Sofa ในปัจจุบัน” คำบอกเล่าถึงที่มาของธุรกิจจาก กรกนก สว่างรวมโชค เจ้าของแบรนด์ Shuberry
นอกจากจุดแข็งคือ การเป็นรองเท้าเพื่อสุขภาพที่ผสานศาสตร์การนวดกดจุด และมีรางวัลต่าง ๆ เป็นเครื่องการันตีแล้ว ยังโดดเด่นไปด้วยดีไซน์และแฟชั่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การแต่งตัวของสาวยุคใหม่ นั่นทำให้ Shuberry เป็นที่ถูกใจลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก
“ที่ผ่านมาสินค้าของเราเป็นแบบฟาสต์แฟชั่น ทำให้แต่ละสัปดาห์ต้องมีการดีไซน์สินค้าใหม่ ๆ ออกมา 10 กว่าแบบเสมอ แต่ละแบบผลิตจำนวนจำกัด จึงทำให้เราไม่ค่อยมีสินค้าค้างสต๊อก แต่พอผลิต Sofa Shoe ออกมาเรารู้ว่ามันมีจุดขาย เลยจะใช้ตัวนี้เป็นตัวหลักในการแตกไลน์สินค้า คือเอาพื้น Sofa Shoe ไปใส่กับรองเท้ารุ่นต่าง ๆ เพื่อให้ความเป็น Fashion is Comfort ชัดเจนขึ้น”
