AR (ใกล้) มาแล้ว

By: Teeppipat Buamuenvai Corporate Communication Manager

เราอาจจะคุ้นเคยกับเทคโนโลยี AR หรือ Augmented Reality จากเกมโปเกม่อนสุดฮิตเมื่อปี 2016 และหลังจากนั้น เราก็ได้เห็นการเติบโตของเจ้าเทคโนโลยี AR นี้อย่างมากมายในปี 2017

บริษัทเทคโนโลยีและ Social Media ต่างๆ ได้ลงทุนกันอย่างมหาศาลกับเทคโนโลยีนี้ อย่างที่เราจะเห็นได้จาก Facebook Camera Effects Studio ARKit จาก Apple ARCore ของ Google  และ เลนส์ Snapchat 3D World ถูกเปิดตัวเข้าสู่ตลาด เพื่อรองรับการเติบโตของจำนวนผู้ใช้ AR ที่เพิ่มสูงขึ้น ยกตัวอย่างในสหรัฐฯ ที่มีจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้นจาก 30 ล้านคนในปี 2016 เป็น 40 ล้านคนในปี 2017 และมีการคาดการณ์กันว่าจะมีผู้ใช้เพิ่มขึ้นถึง  54 ล้านคนในปี 2019

ถึงแม้จะมีตัวเลขของการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ในอีกมุมหนึ่งจำนวนผู้ใช้ AR ทั้งหมดยังถือเป็นกลุ่มที่เล็กอยู่ เพราะนับได้แค่เป็นสัดส่วน 16% ของประชากรทั้งหมด โดยผู้ใช้ AR ส่วนใหญ่ยังคงเข้าสู่ระบบผ่านทางอุปกรณ์ไร้สาย ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อผ่านแอปพลิเคชั่นเกมต่างๆ หรือตัวเลือกในการซ้อนภาพเสมือนจริงจากทาง Facebook Messenger, Snapchat, หรือ Instagram

อย่างไรก็ดี ถึงจะมีจำนวนผู้ใช้ที่ถือเป็นสัดส่วนที่ยังน้อยอยู่แต่ก็มีการคาดเดาเป้าหมายในระยะยาวไว้ว่า ระบบปฎิบัติการณ์ (Hardware) ของ AR นั้น จะมีมูลค่าตลาดที่เพิ่มขึ้นไปแตะ 120 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2025

ที่ผ่านมา การเข้าถึงถือว่าเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเทคโนโลยี AR พอๆ กับการรับรู้ของผู้ใช้ แต่ในปัจจุบันข้อจำกัดทั้งสองอย่างได้ลดน้อยลงไปอย่างมาก ก็ถือเป็นการสร้างโอกาสครั้งสำคัญให้กับ AR ในการถูกนำมาใช้ใน Social Platform และบน Smart Phone ที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ถึงแม้ว่าการเติบโตของ AR จะเพิ่มขึ้นมากขนาดไหน แบรนด์ต่างๆ ยังจำเป็นต้องคำนึงถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดสิ่งหนึ่งนั่นก็คือ ประสบการณ์จริงของผู้ใช้ที่มีต่อ AR ผู้ใช้ยังคงต้องควักโทรศัพท์ออกมาและก็เปิดใช้หรือเข้าสู่ระบบต่อเมื่อมีเหตุจำเป็นหรือมีความต้องการที่จะอยากใช้จริงๆ

จากจุดนี้เองที่ทำให้แบรนด์ต่างๆ ในอดีตนิยมใช้วิธีการ “Try Before you Buy” หรือการทดลองใช้ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อมาเป็นส่วนสำคัญ เพื่อประกอบการตัดสินใจให้กับลูกค้าโดยมีกลยุทธ์ในการทำให้ AR เป็นผู้ช่วยแก้ไขปัญหาที่พวกเค้าต้องเจอในชีวิตประจำวัน

 

ที่เห็นได้ชัดเจนนั่นก็คือ สินค้าประเภทเฟอร์นิเจอร์โดยแบรนด์อย่าง IKEA ที่ถือได้ว่าเป็นเจ้าแรกๆ ในการนำเทคโนโลยี AR มาใช้ โดยผู้ที่สนใจสามารถใช้ AR เป็นตัวช่วยในการวางเฟอร์นิเจอร์ของ IKEA ลงไปที่มุมไหนของบ้านก็ได้ และพวกเค้าก็จะสามารถเห็นภาพในจินตนาการได้ชัดขึ้นว่าเฟอร์นิเจอร์ของ IKEA ที่ชื่นชอบ จะมีหน้าตาอย่างไรเมื่ออยู่ภายในบ้านของตัวเองจริงๆ

ด้วยความสามารถในการซ้อนและสร้างภาพเสมือนจริง ทำให้การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ดูเหมือนไม่มีข้อจำกัด เราจะได้เห็นแบรนด์ต่างๆ หันมาให้ความสนใจกับการใช้ AR มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ที่เกี่ยวกับแว่นหรือเลนส์ รวมไปถึงแบรนด์ที่เกี่ยวกับการใช้หน้ากาก

 

แต่สิ่งที่สำคัญที่แบรนด์จะมองข้ามไม่ได้คือในที่สุด AR ก็ถือเป็น Tools หรือเครื่องมือชนิดหนึ่ง ซึ่งเราจำเป็นต้องทำการศึกษาอย่างจริงจังถึงความจำเป็นและความสามารถสร้างประสบการณ์กับพวกเค้า เพราะถึงแม้เทคโนโลยีนี้จะมีการเติบโตของผู้ใช้มากขึ้น แต่อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าเป็นการเติบโตที่อยู่ในวงจำกัด

ดังนั้น คำถามที่แบรนด์จำเป็นจะต้องถามอาจจะไม่ใช่ว่าเราจะใช้ AR เมื่อไหร่ แต่คำถามที่สำคัญน่าจะเป็นเราจะใช้ AR ไปเพื่ออะไรมากกว่า