SCGP แถลงผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกของปี 2565  มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 31% พร้อมกับตั้งเป้ารายได้จากการขายรวม 150,000 จากเดิมที่ตั้งไว้ 140,000 ล้านบาท คาดการณ์ความต้องการบรรจุภัณฑ์ฟื้นตัวหลังโควิด

นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP รายงานผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกของปี 2565  SCGP มีรายได้จากการขายเท่ากับ 74,616 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุมาจากการเติบโตของทุกธุรกิจ ประกอบกับการรวมผลการดำเนินงานของ Duy Tan, Intan Group และ Deltalab การปรับราคาสินค้าขึ้น รวมถึงปริมาณความต้องการบรรจุภัณฑ์กระดาษและบรรจุภัณฑ์อาหารที่เพิ่มขึ้น

ในส่วนของ EBITDA เท่ากับ 10,365 ล้านบาท ลดลง 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมี EBITDA margin ที่ 14%  กำไรสำหรับงวดเท่ากับ 3,514 ล้านบาท ลดลง 20%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ Net Profit อยู่ที่ 5%  เป็นผลมาจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2565 SCGP มีรายได้จากการขายเท่ากับ 37,982 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร โดยเฉพาะในประเทศเวียดนามที่ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคดีดตัวขึ้น หรือในฟิลิปปินส์ที่คนจับจ่ายกันในช่วงการเลือกตั้ง F&B จึงเติบโต รวมถึงในมาเลเซียก็มีความต้องการบรรจุภัณฑ์บริการด้านอาหารในภูมิภาคเติบโตขึ้น โดยเฉพาะในร้านอาหารบริการด่วน (QSR) และค่าขนส่งยังคงมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การปรับราคาสินค้าสะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการเติบโตของธุรกิจเยื่อและกระดาษ (Fibrous Business) จากการเพิ่มขึ้นของทั้งราคาเยื่อกระดาษ และความต้องการบรรจุภัณฑ์อาหารและกระดาษ ในส่วนของ EBITDA เท่ากับ 5,478 ล้านบาท ลดลง 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมี EBITDA margin ที่ 14% กำไรสำหรับงวดเท่ากับ 1,856 ล้านบาท ลดลง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตรากำไรสุทธิที่ 5%

ซึ่งผลการดำเนินงานที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนโดยรวมที่เพิ่มขึ้น และค่าเสื่อมราคาที่สูงขึ้นจากการรวมผลการดำเนินงานของกิจการที่ควบรวม (M&P) มาระหว่างปี และโครงการขยายกำลังการผลิต (Organic Expansion) ที่แล้วเสร็จ

หากเปรียบเทียบกับช่วงไตรมาสที่ผ่านมา รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 4% ในขณะที่ EBITDA เพิ่มขึ้น 12% เช่นเดียวกับกำไรสำหรับงวด  โดยผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน มีสาเหตุหลักมาจากธุรกิจเยื่อและกระดาษในทุกสินค้า

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการ ดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2565 ในอัตรา 0.25 บาทต่อหุ้น เป็นเงินทั้งสิ้น 1,073 ล้านบาท

สำหรับโครงการขยายธุรกิจที่ดำเนินการตามแผนงานในไตรมาสที่ 2 ของปี 2565 มีโครงการในไทย (Foodservice packaging, กาญจนบุรี) เพื่อขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารจากเยื่อธรรมชาติ โดยโครงการนี้มีกำลังการผลิตส่วนเพิ่ม 223 ล้านชิ้นต่อปี ได้เริ่มทดสอบการดำเนินการแล้วในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา

ส่วนในเวียดนาม เป็นโครงการขยายการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ รองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในประเทศ ภาคการส่งออก และจากนโยบายเปิดรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โครงการนี้มีกำลังการผลิต ส่วนเพิ่ม 370,000 ตันต่อปี คิดเป็น 75% ของกำลังการผลิตทั้งหมดในเวียดนาม คาดว่าเริ่มดำเนินการผลิตได้ภายในปี 2567

นายวิชาญกล่าวว่า บรรจุภัณฑ์ในครึ่งปีหลังทั้งในประเทศและภูมิภาคอาเซียนมีแนวโน้มเป็นไปในทิศทางบวก เนื่องจากหลังเปิดประเทศ ผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น และที่น่าสนใจคือหมวดอาหารแช่แข็ง อาหารกระป๋องและอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลดีกับผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ แต่ยังคงเน้นย้ำเรื่องการเฝ้าระวังปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ทั้งเงินเฟ้อ ภาวะสงคราม รวมถึงปัญหาการผันผวนของราคาพลังงาน

สำหรับเป้าหมายรายได้ครึ่งปีหลังจากนี้ ตั้งเป้ารายได้จากการขายรวม 150,000 ล้านบาท จากเดิมที่ตั้งไว้ 140,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้ยังเล็งขยายฐานลูกค้าไปยังภูมิภาคใหม่ ๆ รวมถึงจะลงทุนขยายธุรกิจทั้งขยายกำลังการผลิต (Organic Growth) และการเร่งขยายธุรกิจจากการควบรวมกิจการ (M&P) โดยยังคงงบลงทุนไว้ที่ 20,000 ล้านบาท เพื่อให้ SCGP ได้ประโยชน์จาก synergy เพิ่มในหลาย ๆ ด้าน เช่น มีการขายสินค้าแบบ Cross-selling การถ่ายโอนนวัตกรรม และเทคโนโลยีในการผลิตใหม่ ๆ



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน