จากเด็กวิศวะลาดกระบังที่โดนรีไทร์สู่การมาเป็นนักศึกษาเภสัชกรที่ต้องเรียนเพื่อตามใจพ่อแม่อีกครั้ง ด้วยความไม่ชอบเป็นพื้นฐานจึงทำให้ รวิโรจน์ อัมพลเสถียร หรือโรจน์เกือบถูกรีไทร์อีกครั้งกับเกรดเฉลี่ยเพียง 1.35 แต่ชีวิตก็ดันพลิกพลันเข้าสู่วงการอสังหา กลายเป็นเจ้าของอพาร์ทเม้นท์ให้เช่ากว่า 500 ยูนิตในวัยเพียง 30 ปี และข้อความด้านล่างที่ทุกคนกำลังจะได้อ่านด้านล่างนี้ คือเส้นทางความสำเร็จที่โรจน์ ….. เกือบจะพาคนทั้งบ้านล้มละลายมาแล้ว

ชีวิตเปลี่ยนด้วยหนังสือเพียงเล่มเดียว

จากการไปนั่งอ่านตำราเรียนที่ห้องสมุดของตลาดหลักทรัพย์อยู่เป็นประจำ ก็ทำให้เขาได้เจอกับหนังสือที่ใช้ชื่อว่า ‘คิดแล้วรวย’ หนังสือที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยน Mindset ในหัวไปทั้งหมด จากแต่ก่อนที่คิดว่าคนเราคงถูกกำหนดมาแล้วว่าเกิดมาต้องทำอะไร แต่หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนความคิดของเขาไปว่าแท้จริงแล้วทุกอย่างเกิดจากความคิดของเราทั้งหมด เมื่อความคิดเราเปลี่ยน การกระทำเราก็จะเปลี่ยนตามและสุดท้ายเราก็จะได้ในสิ่งที่ต้องการ

พออ่านไปอ่านมา ก็รู้สึกว่าการอ่านหนังสือแบบนี้มันสนุกกว่าในตำราเรียนเยอะมาก จนนำไปสู่การเปิดพอร์ทหุ้นของตัวเองเป็นครั้งแรกด้วยอายุเพียง 19 ปี กับเงินสองหมื่นบาทที่ได้มาจากแต๊ะเอีย เขาเริ่มหมกมุ่นในเรื่องของธุรกิจมากขึ้น และแทนที่การเอาเวลาไปสนใจเรื่องอื่นจะทำให้เรื่องเรียนดรอปลง แต่ไม่ใช่เลย เพราะอย่างที่บอกเมื่อรู้สึกว่าตัวเองสามารถคอนโทรลอะไรได้มากขึ้น ความมั่นใจก็ตามมา และสุดท้ายก็สามารถเรียนจบเภสัชกรที่มหิดลด้วยเกรด 3.65 เลยทีเดียว

หนังสือ ‘พ่อรวยสอนลูก’ สอนเขาด้วยเช่นกัน

หลังจากที่ชอบอ่านหนังสือแนว How-To เป็นชีวิตจิตใจ สิ่งที่หนึ่งที่เขาเห็นว่าคนประสบความสำเร็จจะมีเหมือนกันนั่นก็คือ ‘ความรวย’ และหนังสือ ‘พ่อรวยสอนลูก’ ก็ได้บอกไว้ว่า คนเราจะรวยได้ จะต้องต้องมีทรัพย์สินที่สร้างกระแสนเงินสดได้ แม้เราจะเรียนสูงทำงานได้เงินเดือนเยอะขนาดไหนแต่ถ้าเราหยุดทำงาน เงินก็จะหยุดตามไปด้วย ฉะนั้นแล้วเราไม่ควรทำงานแบบตักน้ำมาเติมให้เต็มถังทุกวัน แต่ต้องสร้างระบบท่อน้ำให้มีน้ำไหลเวียนอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน 3 สิ่งที่จะทำให้เรามีท่อน้ำหล่อเลี้ยงเหล่านี้ได้ นั่นก็คือหุ้น อสังหา และการขายประกันหรือขายตรงนั่นเอง

ซึ่งโรจน์ก็เลือกที่จะกระโจนเข้าไปในเกมทั้ง 3 แม้เกมของอสังหายังต้องใช้เงินทุนอยู่พอสมควร แต่ระหว่างทางในการเก็บสะสมเงิน เขาก็เลือกที่จะเล่นหุ้นและขายประกันไปในเวลาเดียวกัน พอขายประกันไปได้เรื่อย ๆ เขาจึงเริ่มนำเงินที่หาได้ไปซื้อใบจองคอนโดมาเก็งกำไร ในทำเลที่ใกล้ ๆ กับรถไฟฟ้าสถานีอ่อนนุช ใบแรก ๆ ได้กำไรกลับมา 5 เท่า และได้กำไรเพิ่มเป็น 10 เท่าในเวลาต่อมา เบ็ดเสร็จแล้วเขามีเงินเก็บที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองเป็นหลักล้านบาท ด้วยอายุเพียง 20 ปีเท่านั้น

เริ่มสร้างระบบท่อน้ำเลี้ยงด้วยอสังหา

สเกลความฝันในหัวของเขาเริ่มใหญ่ขึ้น จากการเก็งกำไรใบจองคอนโดสู่การเริ่มเปิดห้องให้คนอื่นมาเช่าในเดือนละประมาณ 6,000-7,000 บาท แต่เขาคิดว่าถ้าหากต้องการสักเดือนละ 5 แสนละ ก็คงจะต้องปล่อยให้เช่าสักประมาณ 60-70 ห้องซึ่งถ้าถึงตอนนั้นจริง ๆ ก็คงจะดูแลไม่ไหว และจะดีกว่าไหมถ้าหากออกมาทำเป็นโครงการของตัวเองซะเลย แถมยังสามารถกู้สินเชื่อเป็นแบบ Commercial Loan (พูดง่าย ๆ ก็คือการกู้เพื่อมาทำธุรกิจ) ที่ได้วงเงินมากกว่าการกู้แบบ Personal Loan (สินเชื่อของคนทั่วไป กู้เพื่อซื้อบ้านอะไรแบบนี้เป็นต้น) แถมการทำโครงการเป็นของตัวเอง ยังได้ที่ดินติดมาอีกด้วย ตอนนั้นเขาจึงเริ่มควานหาทรัพยากรในบ้าน ว่ามีอะไรบ้างที่จะช่วยต่อยอดโครงการอสังหาของเด็กในวัยเพียง 20 กว่าปีอย่างเขาได้

เหมือนสวรรค์เข้าข้างโรจน์ แต่ไม่ใช่กับครอบครัวของเขา เพราะนั่นเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เรียนจบพอดี พ่อและแม่ของโรจน์มีแพลนจะสร้างบ้านราคาประมาณ 10 กว่าล้านในที่ดินมรดก เอาไว้ให้เขากับพี่สาวอยู่อาศัย

เขามองว่าบ้านไม่ใช่ทรัพย์สิน แต่กลับเป็นหนี้สินเพราะมันไม่สามารถทำเงินได้ แถมยังจะต้องหักเงินเดือนไปจ่ายหนี้ก้อนโตนี้เป็นเวลาสิบ ๆ ปี โรจน์จึงตัดสินใจเขียน Business Model ที่จะทำให้เขาได้ทั้งบ้าน และคนมาช่วยผ่อนบ้านในเวลาเดียวกัน

โดยไอเดียของเขาคือจะเปลี่ยนชั้นบนให้เป็นที่พักอาศัยของตัวเองและครอบครัว ส่วนด้านล่างจะปล่อยให้คนอื่นมาเช่าอยู่เพื่อจะได้ไม่ได้ต้องแบกภาระการผ่อนบ้านไว้ที่ตัวเองคนเดียว และสุดท้ายถ้ามีคนมาเช่าอยู่จนเต็มก็เปลี่ยนให้มันเป็นธุรกิจแบบจริง ๆ จัง ๆ ไปเลย เท่าที่ฟังมาไอเดียก็เหมือนจะดีใช่ไหม แต่คนที่บ้านของเขากลับไม่เห็นด้วย พร้อมตอบกลับมาด้วยเหตุผลสั้น ๆ ว่า ‘กลับไปเรียนให้จบก่อน’

ถ้ายอมแพ้ เราก็คงไม่มีเรื่องมาเล่าให้ทุกคนได้มาอ่านกันจนถึงบรรทัดนี้ ด้วยความที่ชีวิตถูกปฏิเสธมาโดยตลอด ตั้งแต่ตอนเรียนที่โดนรีไทร์ ตอนขายประกันที่คนก็ไม่ค่อยจะสนใจ แล้วนับประสาอะไรกับคำพูดแค่ว่า ‘กลับไปเรียนให้จบก่อน’ โรจน์จึงเอาแผนธุรกิจในหัวไปคุยกับธนาคาร และก็เดาไม่ยากว่าเขาถูกปฏิเสธกลับมาเช่นเคย

คงด้วยเพราะชุดนักศึกษาที่ใส่มาจึงทำให้นายธนาคารไม่สนใจ เขาจึงตัดสินใจกลับไปบ้านหยิบเสื้อกราวน์มาใส่เพิ่มความภูมิฐาน แล้วไปที่ธนาคารแห่งใหม่แต่ก็ยังถูกปฏิเสธเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือคำแนะนำจากแบงค์ที่บอกกลับมาว่า ‘เพราะน้องมีแต่แพลนในหัว ไม่มีแพลนเป็น Paper ให้ดูอย่างเป็นรูปธรรม’ คราวนี้เขาไปที่ธนาคารอีกครั้ง พร้อมกับ Business Model ที่มาเป็นแผ่นกระดาษ และไม่ได้มาในนามของนักศึกษาเหมือนครั้งก่อน ๆ พร้อมกับคำพูดที่ว่า

‘ผมมีธุรกิจของที่บ้านมานำเสนอ แต่คุณพ่ออยากให้มาลองเรียนรู้ตลาดด้วยตัวเอง ถ้าทางธนาคารสนใจก็ลองนัดคุยกับคุณพ่อดูได้ ตอนนี้ท่านให้ผมมา Survey แบงค์นี้เป็นแบงค์ที่ 4 ซึ่ง 3 แบงค์ก่อนหน้าก็มีแนวโน้มที่จะให้ความสนับสนุนสินเชื่อของผม แต่ว่าผมยังไม่รับนัดนะ ยังไงขอลองดูคิวให้ 3 แบงค์ก่อนหน้าก่อน เผื่อดูเงื่อนไขเบื้องต้นว่ามีอะไรที่พ่อแม่ผมรับได้’

เมื่อจบประโยค ธนาคารแห่งนี้จึงรีบนัดคิวให้กับเขาทันที ซึ่งสิ่งนี้โรจน์บอกกับเราว่า ถ้าเรามัวอยู่แต่กับปัญหาเดิม ๆ ว่าทำมันมันไม่ได้ มันก็จะไม่ได้อยู่อย่างนั้น แต่ถ้าเราลองพลิกมุมกลับปรับมุมมอง ตั้งคำถามใหม่ว่า ทำยังไงถึงจะได้ เมื่อนั้นเราก็จะพบกับคำตอบที่นำไปสู่ทางออกเอง

ผลสุดท้ายเขาก็สามารถกู้เงินธนาคารมาต่อยอดความฝันได้ ด้วยวงเงินที่ขอไว้ 10 ล้านบาท แต่ด้วยประสบการณ์ของธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อในธุรกิจอสังหาแบบนี้มาเยอะ จึงแนะนำให้เขาเพิ่มวงเงินเป็น 20ล้านบาท และสร้างเป็นแบบอพาร์ทเม้นท์แทน

และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของ บริษัท มงคลโรจนทรัพย์ ที่จดทะเบียนชื่อบริษัท ด้วยคอมพิวเตอร์ในมหาวิทยาลัย ดำเนินการเอกสารทางกฎหมายโดยเพื่อนของพี่สาว มีชื่อของรวิโรจน์เป็นผู้กู้หลักจาก Statement ทางการเงินที่เคยเป็นตัวแทนขายประกัน พร้อมกับผู้ค้ำประกันอีก 4 คน ซึ่งก็คือ พ่อ แม่ พี่สาว และน้าของเขานั่นเอง

แทนที่ ๆ บ้านจะดีใจ แต่กลับดราม่าน้ำตาไหลกันเป็นแถว เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่พึ่งผ่านวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 มาไม่นาน แม้จะไม่มีใครเห็นด้วย แต่ครอบครัวของเขาก็ไม่อยากขวาง และดั้นด้นจนโปรเจ็คสามารถ Kick Off ได้ในที่สุด

ของจริง อยู่ที่ตรงนี้ !

ใคร ๆ ก็บอกว่าการกู้เงินธนาคารมันเป็นเรื่องยาก แต่โรจน์สามารถทำได้ทั้งที่ยังเรียนไม่จบเลยด้วยซ้ำ สิ่งนี้ทำให้เขาเริ่มมั่นใจในการทำธุรกิจมากขึ้น เมื่อได้เงินจากธนาคารมา 20 ล้าน รวมกับเงินเก็บของตัวเองอีก 2 ล้าน เป็น 22 ล้าน บวกกับการที่ได้ปรึกษาเพื่อนของพี่สาวที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วบอกว่าโครงการนี้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ….. แต่ไม่นานหลังจากนั้นปัญหาก็ตามมาทันที เพราะราคาน้ำมันขึ้น ราคาเหล็กที่ใช้ก่อสร้างก็ขึ้นตาม จากโลละ 18 เป็น 29 บาท จ่ายไปแล้วเกือบ 20 ล้านแต่ผู้รับเหมากลับมาขอเพิ่มบอกว่าเงินไม่พอ

ทั้งตัวเขาและผู้รับเหมาต่างก็ไม่มีใครทำบัญชีเอาไว้ พอหันไปหาแบงค์คำตอบที่ได้กลับมาก็คือ ‘คุณไม่มีความเป็น Professional แบงค์สามารถให้คุณได้เท่านี้ ที่เหลือต้องไปหาเอาเอง’ สิ่งนี้ทำให้เขาหวนไปคิดถึงคำพูดของแบงค์ที่บอกให้กู้เพิ่ม แต่เขาไม่อยากทำเพราะกลัวเรื่องดอกเบี้ยจะบานปลาย ทั้งที่จริงแล้วการทำธุรกิจอย่างนี้ควรจะขอวงเงินเผื่อเอาไว้ เพราะอาจต้องมีกรณีงบก่อสร้างบานปลายแบบนี้เป็นต้น

จากที่เคยอยู่กันแบบสบาย ๆ ตอนนี้ที่บ้านของเขาต้องมาเป็นหนี้ที่ไม่เต็มใจก่อ โรจน์บอกกับเราว่าช่วงนั้นเขาแอบไปร้องไห้เกือบทุกวัน แต่สุดท้ายแล้ว ทางออกของปัญหานี้มันก็มีอยู่แค่ 2 ทาง คือพับโปรเจ็คแล้วให้แบงค์ยึดไป หรือจะสู้เพื่อไปหาทางออกข้างหน้า ซึ่งโชคดีที่เขาเลือกอย่างหลัง

อีกแค่ 4 เดือนถ้าตึกยังสร้างไม่เสร็จก็รอเตรียมตัวให้แบงค์มายึดได้เลย เขาจึงตัดสินใจจ้างทนายมาเพิ่มอีก 2 เจ้า เจ้าแรกเอาไว้ไล่บี้กับผู้รับเหมารายเก่า ส่วนอีกเจ้าเอาไว้คุยกับธนาคารเรื่องรีไฟแนนซ์ ตอนนั้นเรียกว่าเจอหน้าใครเป็นขอกู้เงินอย่างเดียว สุดท้ายก็สามารถดันโครงการได้จนเสร็จ เป็นเหมือนการตัดอวัยวะเพื่อรักษาร่างกาย จากตอนแรกที่วางเป้าไว้ 22 ล้าน แต่สุดท้ายกลับบานปลายมาถึง 35 ล้าน เรียกว่าเกินมาเกือบ 60% เลยทีเดียว

แม้โครงการจบ แต่ปัญหายังไม่จบ

จากห้องพักทั้งหมด 70 ห้อง เขาแพลนไว้ว่าอย่างน้อย ๆ ต้องมีคนมาพักสักครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 40 ห้อง แต่พอเอาเข้าจริงกลับมีคนมาเช่าเพียง 4 ห้องเท่านั้น ในเรื่องนี้โรจน์บอกกับเราว่าคงเป็นเพราะเคยขายแต่แบบ Direct ไม่เคยรู้จักการทำ Marketing แบบจริง ๆ จัง ๆ เมื่อรู้ปัญหาจึงได้เริ่มเข้าไปทำป้ายโฆษณาตามทาง แต่ผลสุดท้าย กลับมีคนมาอยู่เพิ่มเพียงแค่ 2 ห้องเท่านั้น

เหมือนปัญหาจะนัดกันมาแบบพอดิบพอดี

เพราะเป็นช่วงที่เขาใกล้เรียนจบและต้องฝึกงานไปด้วย ชีวิตในตอนนั้นกลางวันต้องมาเป็นเซลล์ขายยาพร้อมกับขายประกันเพื่อหาเงินมาเติม พักเที่ยงต้องแวบกลับไปเทรนด์พนักงาน ส่วนกลางคืนต้องมานั่งอ่านหนังสือเพื่อที่จะหาวิธีออกจากวิกฤตนี้ จนมีอยู่วันหนึ่งรันยาวไม่ได้นอนติดกันนาน 2 คืน รู้ตัวอีกทีก็มาแอดมิดอยู่ที่โรงพยาบาลซะแล้ว

The Art Of Comeback ศิลปะของการกลับมา

หนังสือเป็นจุดเริ่มต้นของความคิด และหนังสือก็นำไปสู่ทางแก้ปัญหาของเขาเช่นกัน ต้องยอมรับว่าในยุคนั้นข้อมูล How- To ยังไม่มีให้เราได้อ่านกันมากเหมือนในทุกวันนี้ วิธีที่จะหาหนังสือเหล่านี้อ่านได้ คือการสั่งจากต่างประเทศผ่าน Website Amezon เท่านั้น และหนังสือ The Art Of Comeback ที่เขียนโดย Donald Trump เศรษฐีชื่อดังชาวอเมริกัน ก็เป็นเหมือนประตูทางออกให้กับปัญหานี้

ครั้งหนึ่ง Trump เคยเกือบล้มละลายเพราะคาสิโนของเขาถูกสร้างขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี สิ่งที่ Trump ทำไม่ใช่การเอาหัวโขกกำแพงเพื่อแก้ปัญหา แต่ Trump เลือกที่จะแปลงหนี้สินให้กลายเป็นทรัพย์สิน โดยการลดสัดส่วนในการถือหุ้นแล้วแบ่งหุ้นไปให้กับคนอื่นบ้าง ซึ่งโรจน์ก็ใช้วิธีการเดียวกันนี้กับอพาร์ทเม้นท์ของเขาเช่นกัน และทำให้เขาผ่านวิกฤตเหล่านี้มาได้ 4 เดือนหลังจากนั้นก็มีคนมาเช่าอยู่กว่าครึ่งหนึ่ง และเมื่อ6 เดือนผ่านไปห้องพักก็เต็มในที่สุด

โรจน์บอกกับเราว่า โครงการแรกของเขาจะเรียกว่าประสบความสำเร็จไม่ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ แต่มันก็เหมือนเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เขาต่อยอดไปในโครงการ ที่ 2 3 4 ได้สำเร็จ และกำลังจะขึ้นโครงการที่ 5 ในอาทิตย์หน้าที่จะถึงนี้

จนถึงปัจจุบันโรจน์กลายเป็นเจ้าของอพาร์ทเม้นท์ให้เช่ารวมกว่า 500 ยูนิต เป็นเจ้าของธุรกิจจัดสัมมนาเกี่ยวกับอสังหาอย่างครบวงจร มีคอนโดและตึกแถวให้เช่าอยู่อีกมากมาย อีกทั้งยังเป็นนักเขียนและแรงบันดาลใจให้กับใครอีกหลาย ๆ คน

สุดท้ายเจ้าของอสังหาที่อายุเพียง 30 ปีคนนี้บอกกับเราว่า การเรียนจบตรงสายอาชีพที่ทำ จะทำให้เราทำงานนั้นได้ดี แต่การไม่ได้เรียนจบตรงสายอาชีพที่ทำนั้น จะทำให้เราทำงานได้ดีกว่า เพราะเราจะไม่มีกรอบความคิดว่าต้องทำอย่างนู้นอย่างนี้จึงจะประสบความสำเร็จ และความไม่รู้นี่แหละจะทำให้เราสามารถคิดนอกกรอบและแตกต่างไปจากคนอื่นได้

ก็เหมือนกับเขา ที่ไม่ได้เรียนสายธุรกิจมา เขาเลยไม่รู้ว่ามันยาก ไม่รู้ว่าจะต้องเตรียมตัวอะไร แต่สิ่งที่เขามีคือเป้าหมายที่ชัดเจน และนำพาเขาไปสู่ความสำเร็จได้ในที่สุด ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด หรือจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม