ในระหว่างการประชุมพิเศษของคณะมนตรียุโรปในช่วงกลางปี 2022 ประเทศสมาชิกเห็นพ้องต้องกันที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียชุดที่ 6 ที่มีคำสั่งห้ามการนำเข้าน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากรัสเซีย 100% ภายในสิ้นปีนี้

 

 

 

 

หลังจากการห้ามใช้ถ่านหินและน้ำมัน ผู้นำบางคน เช่น Krisjanis Karins นายกรัฐมนตรีของลัตเวีย เรียกร้องให้มีการห้ามขนส่งก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติม โดยอ้างว่าการคว่ำบาตรที่มีอยู่ยังห่างไกลจากการลงโทษรัสเซียสำหรับการรุกรานยูเครนอยู่มากนัก ผู้นำของประเทศส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องต้องกันถึงความจำเป็นในการหยุดซื้อก๊าซจากรัสเซีย แต่นักวิเคราะห์ก็มองว่าอย่าคาดหวังว่าจะได้เห็นมันในการคว่ำบาตรชุดถัดไปที่สอดแทรกเรื่องการแบนพลังงาน เนื่องจากการที่ยุโรปจำเป็นจะต้องพึ่งพาพลังงานจากประเทศนอกทวีปในสัดส่วนที่สูงมาก

น้ำมันเชื้อเพลิงนั้นไม่เหมือนกับก๊าซธรรมชาติที่มาจากรัสเซีย เพราะอย่างหลังนั้นหาอะไรมาทดแทนได้ยาก เนื่องจากรัสเซียเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดไปยังยุโรปและทั่วโลก โดยในปี 2021 รัสเซียส่งออกก๊าซธรรมชาติประมาณ 240,000 ล้านลูกบาศก์เมตรไปทั่วโลก ซึ่งมากกว่าผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 2 อย่างสหรัฐอเมริกาถึง 4 เท่า ซึ่งอเมริกาส่งออกก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 60,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

แม้ว่าในช่วงหลังสหรัฐอเมริกาได้เพิ่มปริมาณการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ไปยังยุโรปในปริมาณมากอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่มีสงคราม อย่างไรก็ตาม ปริมาณมากนี้ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการในการยุติการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียของยุโรป ในทางตรงกันข้ามเลยก๊าซธรรมชาติกลับเป็นเครื่องต่อรองสำหรับฝ่ายบริหารของปูติน

ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนซัปพลายของก๊าซธรรมชาติผ่าน Nord Stream 1 ซึ่งเป็นหนึ่งในท่อส่งก๊าซหลักจากรัสเซียไปยังยุโรป ลดลง 60% ในขณะที่รัสเซียออกมาให้เหตุผลในเรื่องนี้ว่าเป็นปัญหาทางเทคนิค แต่ฝั่งผู้เชี่ยวชาญไม่เชื่ออย่างนั้น พวกเขาเชื่อว่าเจตนาที่แท้จริงของรัสเซียอาจเป็นการผลักดันราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจสำหรับยุโรปว่า “การคว่ำบาตรนั้นเปรียบเสมือนดาบสองคม”

สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของยุโรปตอนนี้คือเรื่องท่อ Nord Stream 2 ซึ่งเป็นท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่ยังไม่ได้เปิดใช้งาน  NS2 ออกแบบมาเพื่อให้สามารถส่งก๊าซใต้ทะเลจากรัสเซียไปยังเยอรมนีได้เป็น 2 เท่า นักวิจารณ์รวมถึงบรรดาชาติพันธมิตรในยุโรปตะวันออกและรัฐบาลสหรัฐฯ  กล่าวว่า NS2 จะเพิ่มขีดความสามารถของรัสเซียในการใช้ก๊าซเป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์ และด้วยการกีดกันค่าธรรมเนียมในการขนส่งของยูเครนจากท่อส่งก๊าซทางบกที่มีอยู่ มันจึงเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่หลวงมากในการที่จะยกเลิกการซื้อก๊าซจากรัสเซียซึ่งถือเป็นแหล่งเส้นเลือดใหญ่ทางพลังงานของเยอรมนี เพียงเพื่อไปอุ้มยูเครน

Gazprom ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของรัสเซียที่ควบคุมโดยรัฐบาลรัสเซียได้กดดันประเทศยุโรปมาหลายเดือนแล้ว S&P Global ซึ่งเป็นบริษัทวิจัย พิจารณาว่าในเดือนมิถุนายนรัสเซียส่งก๊าซผ่านท่อส่ง NS1 ไปยังยุโรปเพียง 47,000 พันล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น ซึ่งแทบจะไม่ถึง 1 ใน 3 ของปริมาณที่รัสเซียส่งให้ยุโรปในช่วงต้นปี 2021 ซึ่งการส่งก๊าซผ่านท่อที่ใหญ่ที่สุดมาจาก Nord Stream 1 (NS1) ซึ่งเชื่อมโยงรัสเซียกับเยอรมนีผ่านทะเลบอลติก (ส่วน Nord Stream 2 เป็นท่อส่งก๊าซใหม่ในเส้นทางเดียวกัน แต่เยอรมนียังไม่อนุมัติให้รัสเซียส่งก๊าซผ่านท่อใหม่นี้เพื่อเป็นการลงโทษรัสเซีย)

ตอนนี้รัสเซียกำลังบีบให้ยุโรปรับรู้ถึงผลของการเล่นงานรัสเซีย โดยรัสเซียทำให้ยุโรปรู้ซึ้งถึงผลกระทบจากการที่กำลังจะขาดแคลนพลังงานสำหรับใช้งานในช่วงฤดูหนาวนั้นให้หนักมากขึ้นไปอีกขั้น โดยเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2022  รัสเซียได้ลดการส่งออกก๊าซธรรมชาติผ่าน NS1 เหลือเพียง 40% ของกำลังการผลิต โดยอ้างถึงปัญหาทางด้านเทคนิค ผู้ซื้อรายใหญ่ในยุโรป เช่น บริษัท ENI ของอิตาลี, OMV ของออสเตรีย และ Uniper ของเยอรมนีได้รับผลกระทบอย่างหนัก พวกเขาต้องชดเชยความขาดแคลนด้วยการซื้อก๊าซราคาแพงในตลาดแบบซื้อทันที (Spot Price) แทนที่จะได้ซื้อในแบบสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

ในเช้าวันที่ 11 กรกฎาคม รัสเซียปิดการส่งออกก๊าซทั้งหมดผ่าน NS1 เป็นเวลา 10 วัน เพื่อทำการบำรุงรักษา อีกทั้งใบพัดที่เป็นส่วนประกอบสำคัญนั้นจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซม และบริษัท Siemens Energy ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนนี้ได้ส่งมันไปซ่อมที่แคนาดา แต่เนื่องจากการคว่ำบาตรของแคนาดา ดังนั้นแคนาดาจึงไม่เต็มใจที่จะส่งใบพัดนี้กลับไปให้กับรัสเซีย ทั้งนี้นาย Habeck  เรียกร้องให้แคนาดาส่งชุดอุปกรณ์ดังกล่าวไปยังเยอรมนี เพื่อไม่ให้รัสเซียใช้จุดนี้เป็นข้ออ้างในการหยุดการส่งก๊าซ และสุดท้ายแคนาดาก็ต้องยอมทำตามที่เยอรมนีเรียกร้อง

คณะกรรมาธิการยุโรปต้องการจัดระเบียบการตอบโต้ของสหภาพยุโรปต่อความพยายาม วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ในการที่จะลดปริมาณพลังงานอีกครั้งในฤดูหนาวนี้ อย่างน้อยก็เพื่อหลีกเลี่ยงนโยบายที่ต้องทำให้ประเทศในสหภาพยุโรปลำบาก “เราจำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าในกรณีที่รัสเซียหยุดการส่งก๊าซแบบเต็มรูปแบบมายังยุโรป การลำเลียงก๊าซธรรมชาติจะต้องไหลไปยังประเทศที่มีความต้องการใช้มากที่สุด” Ursula von der Leyen ประธานคณะกรรมาธิการกล่าวเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า แผนการรับมือเรื่องวิกฤตพลังงานของเธอน่าจะประกาศภายในวันที่ 20 กรกฎาคม ในการประชุมระดับรัฐมนตรีเกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงานคาดว่าจะมีการจัดขึ้นในปลายเดือนนี้

เตรียมพร้อมรับหายนะ

เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลของรัสเซีย ประเทศในยุโรป เช่น ออสเตรีย และเยอรมนี ตัดสินใจที่จะชะลอข้อตกลงสีเขียว (Green Proposal) ชั่วคราว และเปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงขึ้นมาอีกครั้ง นี่เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก เนื่องจากการใช้ถ่านหินซึ่งเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สกปรกที่สุดที่เพิ่มขึ้น ขัดกับหลักการของข้อตกลงสีเขียวของสหภาพยุโรปอย่างชัดเจน

ซึ่งข้อตกลงสีเขียว (Green Proposal) เป็นนโยบายใหม่ที่สหภาพยุโรปเปิดตัวเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยการลดการปล่อยมลพิษลง 55% โดยเริ่มนับตั้งแต่ในปี 1990 จนถึงปี 2030 รวมถึงเป้าหมายระยะยาวในการปล่อยมลพิษสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050 แม้ว่าแผนการฉุกเฉินเพื่อกู้วิกฤตพลังงานนี้จะส่งผลอย่างชัดเจนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่การเปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินอีกครั้งก็ส่งผลกระทบอย่างแท้จริงต่อการลดราคาของเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate, Brent Crude และ Natural Gas ได้ลดลงทั้งหมดกลับสู่ระดับก่อนสงครามจะปะทุขึ้น

มีอีกหนึ่งปัญหาที่บรรดาผู้มีอำนาจในสหภาพยุโรปกังวลก็คือไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าสงครามนี้จะจบลงเมื่อไหร่ และยุโรปจะจัดการกับนโยบายด้านพลังงานของพวกเขาอย่างไรเมื่อความขัดแย้งสิ้นสุดลง ดังนั้นจึงไม่มีใครแน่ใจได้ว่ามาตรการ “ชั่วคราว” เหล่านี้จะถูกนำมาใช้อยู่นานแค่ไหน ความไม่แน่นอนเหล่านี้นำไปสู่คำถามก็คือ ความมั่นคงด้านพลังงานสามารถเข้ากันได้กับความคิดริเริ่มในการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือไม่?

ประเทศต่าง ๆ ที่ประสบความสำเร็จในด้านความมั่นคงทางพลังงานและการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สงครามในครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของนโยบายของประเทศฝรั่งเศสในด้านความมั่นคงด้านพลังงานซึ่งมีขึ้นตั้งแต่สมัยชาร์ลส์ เดอ โกล ประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 5 ของฝรั่งเศสในทศวรรษ 1960

โดย 70% ของพลังงานของฝรั่งเศสมาจากพลังงานนิวเคลียร์ และสิ่งนี้อธิบายได้ว่าทำไมดัชนีราคาผู้บริโภคของฝรั่งเศสในเดือนมิถุนายน 2565 จึงอยู่ที่แค่ 114.6 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของสหภาพยุโรปที่อยู่ที่ 117 มาก แม้ว่าพลังงานนิวเคลียร์จะไม่ใช่พลังงานหมุนเวียน แต่ก็ไม่ได้เป็นต้นเหตุในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระหว่างการผลิต

เมื่อไม่นานมานี้คณะกรรมาธิการยุโรประบุว่าพลังงานนิวเคลียร์นี้เป็นพลังงาน ‘สีเขียว’ ภายใต้อนุสัญญาที่ได้รับการอนุมัติใหม่ ดังนั้นสหภาพยุโรปจะยอมรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ที่สร้างขึ้นจนถึงปี 2573 เป็นแหล่งพลังงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน ตราบใดที่พวกมันถูกใช้เพื่อทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ถือได้ว่าเป็นพลังงานสกปรกกว่า อย่างเช่น น้ำมันและถ่านหิน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้พลังงานนิวเคลียร์เน้นย้ำถึงความจริงที่ว่าฝรั่งเศสไม่ได้อยู่ในจุดที่ปลอดภัยในแง่ของการจัดหาพลังงาน เนื่องจากยูเรเนียมที่จำเป็นสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้นก็นำเข้ามาจากประเทศอื่นเช่นกัน

ดังนั้นเหตุผลที่ระบุว่าฝรั่งเศสมีความมั่นคงทางด้านพลังงานมากกว่าประเทศอื่นก็ไม่จริง เพราะความจริงก็คือยูเรเนียมในตลาดโลกมีนั้นมีอยู่อย่างจำกัด หากประเทศอื่นเลียนแบบความคิดริเริ่มของฝรั่งเศสในการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์แล้วล่ะก็ อุปทานด้านพลังงานของฝรั่งเศสจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมากและประเทศจะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นด้วยเพราะจะมีประเทศอื่นที่เข้ามาร่วมชิงยูเรเนียมสำหรับการทำโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์

ถึงอย่างไรก็ตามหลายคนโต้แย้งว่าไม่มีนโยบายด้านพลังงานใดที่สามารถรับประกันความปลอดภัยและมั่นคงได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว เนื่องจากการซื้อขายสิ่งใดสิ่งหนึ่งมักมาพร้อมกับความเสี่ยงเสมอ ส่วนที่ดีคือความเสี่ยงสามารถลดลงได้ด้วยการกระจายความเสี่ยงในแง่ของช่องทางการซื้อและจำนวนแหล่งพลังงาน

หลายประเทศในยุโรปล้มเหลวในการปฏิบัติตามกฎการซื้อขายที่เห็นได้ชัดเจน ตัวอย่างเช่น เยอรมนีนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียมากกว่า 60% ก่อนสงคราม เปรียบเทียบกับฝรั่งเศสซึ่งทำได้ดีกว่ามากในด้านความมั่นคงทางพลังงาน เนื่องจากมีช่องทางในการซื้อแร่ยูเรเนียมหลายช่องทาง แต่ฝรั่งเศสเองก็ไม่สามารถกระจายแหล่งพลังงานที่มาจากนิวเคลียร์ให้ครอบคลุมทั่วประเทศได้ ซึ่งสิ่งนี้ก็อาจจะเป็นอันตรายเมื่อความต้องการยูเรเนียมทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นพร้อมกัน

แผนของยุโรป

แผนการในการรับมือเรื่องวิกฤตพลังงานของยุโรปมีอยู่ด้วยกัน 4 ข้อใหญ่ๆ

1. การเพิ่มระดับการจัดเก็บสำรองก๊าซธรรมชาติ

2. การกระจายแหล่งพลังงาน

3. การส่งเสริมการลดความต้องการ

4. การแบ่งสันปันส่วน (ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปจะได้รับการจัดสรรพลังงานในระดับที่ไม่เท่ากัน ตามความจำเป็นที่ต้องใช้)

ส่วนที่สำคัญที่สุดใน 4 หัวข้อนี้คือ การจัดเก็บ เมื่อปีที่แล้ว บริษัทพลังงานในยุโรปหลายแห่งปฏิเสธที่จะซื้อก๊าซในราคาที่สูงเกินจริงจากการที่รัสเซียทำให้ซัปพลายพลังงานของโลกปั่นป่วนและดันราคาขึ้นไปในระดับสูง ระดับก๊าซธรรมชาติในถังเก็บสำรองลดลงมาอยู่ในระดับวิกฤต แต่สภาวะอากาศที่ไม่รุนแรงช่วยทำให้ยุโรปสามารถรอดพ้นวิกฤตนี้ไปได้ ส่วนในปีนี้แผนรับมือวิกฤตพลังงานที่ผ่านการอนุมัติโดยสภายุโรปมีคำสั่งให้ประเทศสมาชิกต้องมีอัตราก๊าซธรรมชาติสำรองขั้นต่ำอยู่ในระดับ 80% ภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2022 นี้ และต้องเพิ่มขึ้นเป็น 90% ในปีต่อ ๆ ไป

ข่าวดีก็คือตอนนี้ถังเก็บก๊าซธรรมชาติของสหภาพยุโรปอยู่ในระดับเกือบ 60% แล้ว โดยเก็บไว้ประมาณ 60 BCM เพิ่มขึ้นจากเดิมที่อยู่ที่ 50 BCM ในปีที่แล้ว ก่อนการปิดตัวของ NS1 Michael Stoppard แห่ง S&P Global ถือว่าสหภาพยุโรปกำลังเดินเข้าสู่เส้นทางเป้าหมาย 80% ที่กำหนดเส้นตายไว้ภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน

แบบจำลองใหม่โดยกลุ่มนักคิดของเยอรมนีที่นำโดยสถาบัน Kiel ชี้ให้เห็นว่าเยอรมนีสามารถรับมือฤดูหนาวนี้ได้ ถึงแม้ว่ารัสเซียจะตัดแก๊สทั้งหมดในเดือนกรกฎาคม ซึ่งในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ที่ระดับการจัดเก็บก๊าซธรรมชาติในถังสำรองน้อยลง ก็ไม่มีใครคิดว่ายุโรปจะสามารถเอาชนะวิกฤตนี้ไปได้

แต่ไม่ใช่ทุกประเทศที่จะสามารถเก็บก๊าซไว้ได้อย่างเท่าเทียมกันทั้งหมด บางประเทศที่มีระดับการจัดเก็บก๊าซธรรมชาติอยู่ในระดับต่ำกว่า 50% ได้แก่ บัลแกเรีย โรมาเนีย และฮังการี ซึ่งประเทศเหล่านี้เป็นประเทศที่มีระดับก๊าซสำรองตามหลังประเทศอื่น ๆ ในยุโรป ซึ่งคาดการณ์กันว่าประเทศเหล่านี้จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการถูกตัดก๊าซ และประชาชนจะต้องทนทุกข์ทรมานหากฤดูหนาวในปีนี้มีอากาศหนาวมากกว่าปกติ นักวิเคราะห์คาดว่าฤดูหนาวที่หนาวเย็นกว่าปกติทำให้ความต้องการใช้ก๊าซเพิ่มขึ้นได้ถึง 25bcm

สำหรับพลังงานทดแทน การนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มขึ้นอย่างมาก ราคา LNG ที่สูงขึ้นในยุโรปทำให้เรือบรรทุก LNG ทุกลำมุ่งออกจากเอเชียมายังทวีปยุโรปแทน  Morgan Stanley คิดว่า LNG ประมาณ 41 BCM ได้ไหลเข้าสู่ยุโรปในไตรมาสแรกคิดเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นถึง 70% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และเกือบ 30% ของปริมาณการส่งออก LNG  ทั่วโลกไปกระจุกตัวอยู่ที่ยุโรป ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับต่ำกว่า 20% ในปี 2021

สหภาพยุโรปจะสามารถอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ต้องพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียได้แบบถาวรหรือไม่นั้นยังคงเป็นเครื่องหมายคำถาม แม้ยุโรปจะได้ดูดเอาซัปพลาย LNG ของโลกไปมากมายแต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมการตัดขาดด้านพลังงานของรัสเซียได้โดยสมบูรณ์

ในขณะเดียวกัน LNG ก็ไม่สามารถเข้าถึงเยอรมนีได้โดยตรงเพราะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการเติมแก๊ส ทั้งนี้เยอรมนีจำเป็นจะต้องเข้าซื้อบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเรือสำหรับการเติมก๊าซบนน้ำ ซึ่งรัฐบาลของนาย  Habecks  กำลังดำเนินการอนุมัติเรื่องนี้อย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้แผนรองรับวิกฤตพลังงานต้องสะดุดลงไป

แต่จากการคาดการณ์ในส่วนของสิ่งอำนวยความสะดวกนี้ไม่น่าจะสามารถใช้งานได้จนกว่าจะถึงช่วงต้นปี 2022  Jaime Concha จาก Energy Intelligence Group ซึ่งเป็นสื่อในอุตสาหกรรมพลังงาน ระบุว่า สิ่งที่ที่น่าประหลาดใจก็คือ ในช่วง 3 เดือนหลังจากการรุกรานยูเครน  15% ของบริษัทพลังงานที่ถูกคาดหมายว่าจะเข้ามาแทนที่ก๊าซธรรมชาติของรัสเซียก็มาจากรัสเซียเช่นกัน นาย Stoppard ประเมินว่ารัสเซียมีรายได้เกือบ 400 ล้านดอลลาร์ต่อวันจากการขายก๊าซผ่านท่อและก๊าซแช่แข็งไปยังยุโรป

แผนระยะกลางของสหภาพยุโรปคือการเพิ่มในส่วนของพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานไฮโดรเจนให้เป็นแหล่งพลังงานหลักในอนาคตเพื่อหวังทดแทนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่กำลังคืบคลานใกล้เข้ามา และน่าจะเป็นข่าวร้ายของกลุ่มคนที่สนับสนุนพลังงานสีเขียว เพราะตอนนี้ยุโรปนั้นมีถ่านหินซึ่งหลายคนมองว่าเป็นพลังงานสกปรกอยู่ในมือแล้ว ด้วยคำขอของ Eurocrats ประเทศสมาชิกรวมถึงเนเธอร์แลนด์และเยอรมนีหาทางยกเว้นด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับโรงไฟฟ้าที่มาจากถ่านหินเพื่อเพิ่มระดับพลังงานให้เพียงพอก่อนที่จะถูกรัสเซียตัดขาด

ท้ายที่สุดการจัดสรรพลังงานให้ทุกประเทศมีใช้อย่างเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนในแต่ละประเทศก็จำเป็นที่จะต้องมีขึ้น โดยเยอรมนีเปิดเผยถึงมุมมองที่น่ากังวลนี้ ซึ่งประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปได้หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง ซึ่งสถานการณ์ในตอนนี้คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังเตรียม “กรอบการบริหารจัดการในสภาวะวิกฤต” เพื่อที่ช่วยเหลือประเทศที่ความสามารถในการบริหารจัดการพลังงานยังตามหลังประเทศใหญ่ ๆ ในยุโรป โดยแผนการนี้จะถูกนำมาใช้เฉพาะในกรณีฉุกเฉินสั้น ๆ เท่านั้น  โดยไม่ได้ครอบคลุมทั่วทั้งภูมิภาคและไม่ได้มีไว้รองรับการช่วยเหลือประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นระยะเวลานาน

ภายใต้ข้อเสนอนี้ คณะกรรมาธิการจะประสานงานให้ประเทศสมาชิกยุโรปลดความต้องการในการใช้ก๊าซธรรมชาติลง นอกเหนือจากการที่โรงพยาบาลและส่วนงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของประชาชนที่จะต้องสำรองพลังงานให้มีใช้อย่างเพียงพอแล้ว ประเทศต่าง ๆ นั้นก็มีลำดับความสำคัญที่จะให้ความช่วยเหลือที่แตกต่างกันออกไป บางประเทศอาจปฏิเสธที่จะส่งก๊าซเพื่อช่วยประเทศเพื่อนบ้านเพื่อตอบสนองความต้องการในการใช้พลังงานที่ไม่ถือว่าเร่งด่วนก็เป็นได้ แต่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เจ้าหน้าที่ภายในคนหนึ่งกล่าวว่าหากกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปไม่มีแผนงานและทิศทางที่สอดคล้องกัน “สิ่งที่ทำมาทั้งหมดอาจจะยุติได้ภายในไม่กี่เดือน”

 

อ้างอิง

economist.com

economist.com

earth.org

foreignpolicy.com

theguardian.com

 

 

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน