ไม่นานมานี้ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เคยให้ข้อมูลกับ Marketeer ว่า หนึ่งในเป้าหมายสำคัญในปีนี้คือ การทรานส์ฟอร์มรูปแบบการจ่ายเงินทั้งหมดให้เป็นแบบ Cashless 100% เพื่อสร้างความสะดวกสบายสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันและอนาคตให้มากที่สุด

ที่ผ่านมาเราได้เห็นเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์พัฒนารูปแบบการจ่ายเงินหรือการชำระเงินในมิติต่าง ๆ ทั้งการพัฒนา Major Cineplex Application หรือการจับมือกับสถาบันการเงิน เพิ่มช่องทางการชำระเงินให้ผู้บริโภคมากขึ้น

มาวันนี้ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เดินหน้าทำตามเป้าหมายไปอีกขั้น โดยร่วมมือกับ Atome (อาโตมี่) ผู้นำด้านบริการ ช้อปก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later) หรือ BNPL เปิดให้บริการการซื้อตั๋วหนังรูปแบบใหม่ ช้อปก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later) หรือ BNPL

ความน่าสนใจของการร่วมมือของ 2 แบรนด์ใหญ่ คือนอกจากจะเป็นครั้งแรกของโรงภาพยนตร์ในเมืองไทยที่ลูกค้าสามารถ “ดูหนังก่อนจ่ายทีหลัง” แบบไร้ดอกเบี้ยแล้ว ยังเป็นครั้งแรกที่ผลิตภัณฑ์ฟินเทคอย่าง BNPL เข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ในกลุ่มธุรกิจ Entertainment

(ซ้าย) ภูมิพงษ์ ตันเจริญผล ผู้จัดการทั่วไป Atome (อาโตมี่) ประจำประเทศไทย – (ขวา) นรุตม์ เจียรสนอง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน)

นรุตม์ เจียรสนอง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เล่าถึงการร่วมมือครั้งนี้ว่า

“นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีการฉายภาพยนตร์แล้ว อีกหนึ่งบริการที่เราพัฒนาอย่างต่อเนื่องคือ นวัตกรรมการจ่ายเงิน จะเห็นว่าเมเจอร์ฯ พยายามขยายช่องทางหรือหานวัตกรรมใหม่ๆ ในการชำระเงินให้สอดรับกับเทรนด์และพฤติกรรมของลูกค้าอยู่เสมอ อีกทั้งลูกค้าของเราเป็น Smart Shopper ฉลาดใช้ฉลาดเลือก ขณะที่ Buy Now Pay Later เป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและตอบโจทย์พฤติกรรม Cashless ของคนไทย เราจึงร่วมมือกับ Atome เป็นเจ้าแรกที่ทำเรื่อง BNPL ให้เกิดเป็นมิติใหม่แห่งการดูหนัง

โดย Atome ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าใหม่ ดูหนังที่เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์* สามารถดูก่อน จ่ายทีหลัง ดาวน์โหลดและชำระเงินบน Atome แบ่งจ่ายค่าตั๋วหนัง 3 เดือน ดอกเบี้ย 0% ทุกเรื่องทุกรอบ รับส่วนลด 50 บาท เมื่อซื้อตั๋วหนังราคา 150 บาทขึ้นไป ตั้งเแต่วันที่ 1 – 30 กันยายน 2565”

(ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://atome-th.onelink.me/SrPK/MJCATOME)

*เฉพาะโรงภาพยนตร์ที่เข้าร่วมโปรโมชั่น

Atome (อาโตมี่) ผู้นำธุรกิจ Buy Now, Pay Later จากสิงคโปร์

หลายคนอาจยังไม่คุ้นเคยกับชื่อของ Atome (อาโตมี่) เลยขอเล่าถึงแบ็กกราวด์ธุรกิจนี้ให้ฟังก่อนว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร

Atome (อาโตมี่) คือผู้ให้บริการด้าน Buy Now, Pay Later ใน Southeast Asia และเป็นบริษัทลูกของ Advance Intelligence Group บริษัทเทคโนโลยีซีรีส์ D ซึ่งเป็นยูนิคอร์นจากสิงคโปร์

โดย Atome มาจากคำว่า Available to me เปิดตัวเมื่อปี 2017 ก่อตั้งมาเพื่อให้ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่ม Underserved และ Unbanked คือกลุ่มที่เข้าไม่ถึงบริการหรือผลิตภัณฑ์ของแบงก์ได้หรือเข้าถึงได้อย่างจำกัด

สำหรับโมเดลธุรกิจของ Atome นั้นคล้ายกับวิธีการชำระเงินรูปแบบต่าง ๆ ซึ่ง Atome จะคิดค่าบริการกับร้านค้าพาร์ตเนอร์จาก Transaction ที่เกิดขึ้นจริง ขณะที่พาร์ตเนอร์จะได้รับค่าสินค้าเต็มจำนวน ไม่ต้องรอถึง 3 เดือนเมื่อลูกค้าชำระเงินครบทั้งหมดแล้ว โดย Atome จะเป็นผู้บริหารความเสี่ยงนี้ไว้เอง

ด้วยวิธีการจ่ายเงินในลักษณะ Flexible Payment ที่สะดวก ไม่มีค่าใช้จ่ายอย่างพวกค่าดอกเบี้ย หรือค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ทำให้ Atome ได้รับการตอบรับและเติบโตอย่างรวดเร็ว และขยายธุรกิจในต่างประเทศได้ในปี 2019 และเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปี 2021 ที่ผ่านมา

“Atome ในประเทศไทยได้รับผลตอบรับดีมาก ตั้งแต่เรา Launch ช่วงปีที่แล้ว หรือปี 2021 ปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดกว่า 350,000 ดาวน์โหลด และจำนวนผู้ใช้งานที่ Active รายเดือนมีการเติบโตมากกว่า 30 เท่า” ภูมิพงษ์ ตันเจริญผล ผู้จัดการทั่วไป Atome (อาโตมี่) ประจำประเทศไทย กล่าว

เมื่อถามถึงความน่าสนใจของตลาด BNPL ในไทย ภูมิพงษ์บอกว่า ด้วยความที่เป็น Financial Product ตัวใหม่ สำหรับประเทศไทยถือว่ายังมีโอกาสเติบโตอีกมาก จากรายงานของ FIS World Pay 2022 เผยว่าตั้งแต่ปี 2021 จนถึงปี 2025 โซลูชัน BNPL จะเป็นเทรนด์วิธีการชำระเงินที่เติบโตเร็วที่สุดทั้งช่องทางหน้าร้านและออนไลน์

“กลุ่มผู้บริโภคหลักของ BNPL คือกลุ่ม Millennial และ Gen Z ซึ่ง BNPL ตอบโจทย์ความต้องการของคนกลุ่มนี้ที่อยากมี Flexibility ในการใช้จ่ายมากขึ้น และ Control การใช้จ่ายของตัวเองได้มากขึ้น โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ขณะที่แบรนด์ หรือร้านค้า Atome ก็ช่วยเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ ที่สำคัญคือช่วยเพิ่มยอดใช้จ่ายต่อบิลของลูกค้า (Basket Size) ประมาณ 30% ซึ่งก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการขยายธุรกิจ”

ปัจจุบัน Atome มีพาร์ตเนอร์ประมาณ 400 รายจากหลากหลายกลุ่มธุรกิจ อาทิ ธุรกิจความสวยงาม (Beauty) แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ ห้างสรรพสินค้า การท่องเที่ยว หรือการศึกษา เช่น Konvy, EVEANDBOY, Sephora, The Body Shop, Adidas, Aldo, anello, Charles & Keith, Guess, H&M, Lee, MLB, Pandora, Wrangler, Shein, Agoda, Central Department Store และ Robinson

 จิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยขยายฐานลูกค้าให้กันและกัน

การร่วมมือกับเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ผู้นำกลุ่มธุรกิจ Entertainment ไทยในครั้งนี้จะช่วยให้ Atome เข้าถึงฐานลูกค้าที่มีเซกเมนต์หลากหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มครอบครัว, คนทำงาน, วัยรุ่นคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่ม Gen Z ซึ่งเป็นลูกค้า Smart Shopper ที่บริหารเงินเก่ง ของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์มากขึ้น

ขณะเดียวกันเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ก็สามารถดึงฐานลูกค้าของ Atome ที่มียอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชันมากกว่า 350,000 ครั้งในไทย ให้มาชมภาพยนตร์มากขึ้น ที่สำคัญคือ เป็นการเพิ่มทางเลือกการชำระเงินที่หลากหลายกว่าการใช้แค่บัตรเครดิตต่าง ๆ ให้กับลูกค้าเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ด้วยเช่นกัน

นอกจากการเข้าถึงฐานลูกค้าของกันและกันแล้ว ส่วนสำคัญที่ Atome จะเข้ามาช่วยเพิ่มรายได้ให้เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ได้คือ การทำงานร่วมกับ M Pass ที่มี Member กว่า 150,000 คน

“เมเจอร์ฯ มีระบบ M Pass ที่เป็นการสมัคร Subscription รายเดือน ที่ผู้บริโภคจ่ายเงินเพียง 200 บาททุกเดือนสามารถดูหนังได้ไม่อั้น ซึ่งจุดเด่นของระบบ BNPL จะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างเรื่อง การจ่ายเงินระบบ M Pass ทุกเดือนได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งตรงนี้จะเป็นการขยายความร่วมมือจากการซื้อตั๋วหนังไปยัง M Pass ในอนาคต ซึ่งเป็นไปได้ที่อาจจะรวมถึงธุรกิจอื่น ๆ อย่างเครื่องดื่ม ป๊อปคอร์น โบว์ลิ่ง ไอซ์สเกต หรือคาราโอเกะ” นรุตม์ กล่าว

แน่นอนว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาโซลูชันการให้บริการ “ช้อปก่อน จ่ายทีหลัง” (BNPL) เพื่อสร้างความสะดวกเรื่องการชำระเงินของลูกค้าให้ง่ายมากที่สุด เมเจอร์ฯ เองได้พัฒนาระบบหลังบ้านอย่างต่อเนื่องรองรับ “ความร่วมมือ” ใหม่ ๆ เพื่อส่งต่อบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าอย่างที่ตั้งใจ

“ปัจจุบันลูกค้าเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์มีทางเลือกการชำระเงินที่หลากหลาย ลูกค้าใช้ Payment บนสมาร์ตโฟน บนแอปพลิเคชัน ได้คล่องแคล่วกว่าก่อนยุคโควิด-19 ถ้าการจ่ายเพื่อซื้อตั๋วหนังสามารถทำได้ผ่านแอปบนมือถือได้จะตอบโจทย์ลูกค้าในแง่ความสะดวกสบาย

ดังนั้น การขยายช่องทางชำระเงินของลูกค้าเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกธุรกิจต้องให้ความสำคัญ เมเจอร์ฯ พยายามหานวัตกรรมใหม่ ๆ ในการชำระเงินให้กับลูกค้าเสมอ เพื่อให้รู้สึกว่าการมาชมภาพยนตร์นั้นง่ายและสะดวกสบายมากที่สุด ผ่านการซื้อตั๋วกับช่องทางการชำระเงินที่หลากหลาย ง่าย สะดวก และ Contectless ท้ายที่สุด คือ การซื้อตั๋วเป็น Cashless 100% นั่นคือเป้าหมายที่เราตั้งใจไว้” นรุตม์ กล่าวทิ้งท้าย

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน