Tiktok ดึงดูดผู้ใช้งานให้ติดงอมแงมด้วยวิดีโอที่มีความหลากหลาย ทั้งความบันเทิง เพลง คลิปสาระความรู้ หรือแม้กระทั่งคลิปแผลง ๆ และมีหมัดน็อกสำคัญก็คือ อัลกอริทึมอันชาญฉลาด พวกมันรู้ว่าเราชอบดูอะไร และเรามีแนวโน้ม “ว่าจะชอบอะไร” สิ่งนี้ทำให้ Youtube Short และ Reel ของ Instagram (ของ Facebook) นั้นแทบไม่เกิดเลยแม้ว่าจะพยายามตีคู่แข่งขันกับ TikTok มากเท่าไรก็ตาม

ครั้งหนึ่ง TikTok เคยนิยามตัวเองว่าเป็น “The Last Sunny Corner on the Internet” หรือแสงสว่างแห่งโลกอินเทอร์เน็ต และนับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อ 5 ปีที่แล้ว TikTok ได้นำแสงสว่างมาสู่ผู้ใช้กว่า 1 พันล้านคนแล้ว นอกจากนำแสงสว่างมาสู่ผู้ใช้แล้ว TikTok ยังได้นำการแข่งขันอันดุเดือด และสงครามจิตวิทยาอันเยือกเย็นมาสู่ผู้ครอบครองอาณาจักรเก่าด้านสื่อสังคมออนไลน์แห่ง Silicon Valley อย่าง Facebook และ Youtube ด้วย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ดูเหมือนขาใหญ่ 2 เจ้านี้จะทำให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ดังกล่าวเหมือนจะมีแค่ 2 เจ้านี้เท่านั้น ให้กลับมาเปิดกว้างอีกครั้ง

แม้ว่า TikTok จะสร้างความพึงพอใจให้กับผู้บริโภคและผู้ลงโฆษณา แต่หลายคนก็เชื่อว่าแอปฯ ที่มีดูมีแต่ฟีลลิ่งด้านสดใส ก็มีด้านมืดซ่อนอยู่เหมือนกัน ByteDance บริษัทที่เป็นเจ้าของ TikTok มีสำนักงานใหญ่อยู่ในจีน ซึ่งในฝั่งอเมริกาเชื่อว่ารัฐบาลจีนนั้นขึ้นชื่อเรื่องการสอดเนมพฤติกรรมของประชาชนและชอบใช้โฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งแอปที่เป็นสื่อสังคมออนไลน์มีที่ตั้งอยู่ที่นั่น (ที่จีน) นักวิเคราะห์จึงกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้เป็นพิเศษ เมื่ออิทธิพลของ TikTok เติบโตขึ้น

ความนิยมในตัวของแพลตฟอร์ม TikTok นั้นเป็นเรื่องที่สามารถอธิบายได้ไม่ยาก TikTok เข้ามาเปลี่ยนทัศนียภาพทางการแข่งขันในตลาดของโซเชียลมีเดีย และที่สำคัญคือยังไม่มีใครเข้ามาตรวจสอบในเรื่องนี้ ซึ่งถ้ามันเกิดขึ้นจริงก็ถือเป็นความเสี่ยงต่ออเมริกา การหาวิธีให้ TikTok ทำงานอย่างปลอดภัยในประเทศตะวันตกจึงเป็นการทดสอบว่าธุรกิจระดับโลกและอินเทอร์เน็ตทั่วโลกจะยังคงเหมือนเดิมหรือไม่ เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกากับจีนจะแย่ลงทันที เมื่ออเมริกาเอามือมาแหย่ปลั๊กไฟโดยการเข้าตรวจสอบ TikTok อย่างหนักหน่วง

เบื้องหลังหน้าตาที่ไม่ซับซ้อนของ TikTok นั้นมีปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงที่น่ากลัวซ่อนอยู่ ความสามารถพิเศษในการเรียนรู้สิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ชอบ ช่วยให้ TikTok มีผู้ใช้งานอยู่ราวๆ 1 พันล้านคนในภายในระยะเวลาที่ไวกว่าสมัยที่ Facebook เปิดตัวเกือบครึ่ง

มีสถิติหนึ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ใช้ TikTok โดยเฉลี่ยใช้เวลาบนแอปฯ นานขึ้นถึง 50% ในแต่ละวัน มากกว่าที่ผู้ใช้ทั่วไปใช้บน Instagram เสียอีก มีการคาดการณ์กันว่ารายได้ของ TikTok จะสูงถึง 12,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ และ 23,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2567 ซึ่งใกล้เคียงกับ ที่ YouTube เคยทำเอาไว้

ผลกระทบจากการแข่งขันที่รุนแรงของบรรดาสื่อสังคมออนไลน์ทำท่าว่าจะบานปลาย ในปี 2020 ทรัสต์บัสเตอร์ (บุคคลหรือหน่วยงานที่มีหน้าที่สอดส่องดูแลการกระทำของบริษัทที่ส่อว่าจะละเมิดกฎหมาย) ชาวอเมริกันฟ้องร้อง Facebook หรือปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ Meta ในข้อหาว่ามีอำนาจผูกขาดเหนือโซเชียลมีเดียอื่น ๆ

วันนี้ความกังวลดังกล่าวดูเงียบหายไป ตรงกันข้าม Facebook ได้รับความนิยมอย่างสูงเป็นพิเศษเนื่องจากราคาหุ้นเทคโนโลยีในอเมริกาปัจจุบันมีราคาถูก และบริษัทก็กำลังปรับปรุงแผนกวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ (Product Engineering) ใหม่เพื่อเลียนแบบ TikTok อเมริกามักกล่าวหาจีนว่าเป็นทุนนิยมเลียนแบบ แต่ดูเหมือนว่าในตอนนี้ Facebook (ที่มีสัญชาติอเมริกัน) ก็กำลังทำสิ่งที่ไม่ต่างจากจีน

 

ความเสี่ยงที่ยากจะประเมิน

 ความกังวลเกี่ยวกับการที่ TikTok มีเจ้าของเป็นชาวจีนมีมาช้านานแล้ว Donald Trump พยายามบังคับให้ ByteDance ขายธุรกิจในอเมริกาของ TikTok ให้กับเจ้าของในประเทศ (ก็คืออเมริกา) แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ

และเมื่อก้าวลงจากตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ TikTok ก็ได้ขยายอาณาจักรจนมีขนาดใหญ่เป็น 2 เท่านับจากตอนที่ทรัมป์ยังเรืองอำนาจ แถมทรัมป์ยังได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกากับจีนยิ่งแย่ลงไปอีก และดูเหมือนว่าตอนนี้สิ่งต่าง ๆ ได้มาถึงจุดวิกฤตแล้ว

ความเสี่ยงในการใช้งาน TikTok ที่ถูกพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง คือเรื่องความเป็นส่วนตัว รัฐบาลจีนให้สิทธิ์ตัวเองในการร้องขอข้อมูลอะไรก็ได้จากบริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศ แม้ว่าชาว TikToker ส่วนใหญ่จะไม่ถูกล้วงข้อมูลจากการที่พวกเขาทำคลิปเต้น

แต่ทอร์เรนต์ (ของ TikTok สามารถสกัดข้อมูลใบหน้าและเสียงเพื่อเพิ่มไปยังคลังเก็บข้อมูลที่รัฐบาลจีนกำลังสร้างอยู่ได้เลย อย่างไรก็ตาม ความกังวลนี้อาจเกินจริง ข้อมูลดังกล่าวส่วนใหญ่สามารถคัดลอกมาจากส่วน Front-End ของ TikTok หรือซื้อทางออนไลน์ก็ได้

แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าและประเมินได้ยากของ TikTok ก็คือ การเสนอให้จีนควบคุมดูแลคอนเทนต์ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ทั่วโลกเห็น เพื่อทำให้ TikTok ก้าวไปไกลกว่าการเป็นเพียงแอปฯ เพื่อความบันเทิงที่สดใสให้กลายเป็นแพลตฟอร์มข่าวที่สำคัญ ซึ่งอนาคตหากเปิด TikTok ขึ้นมาคุณอาจเห็นการประท้วงต่อคำตัดสินของศาลฎีกาหรือข่าวที่ Boris Johnson อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษบริหารงานล้มเหลว ผู้ใช้ชาวอเมริกันจำนวนกว่า 1 ใน 4 กล่าวว่าพวกเขาถือว่า TikTok เป็นแหล่งข่าว ในหลาย ๆประเทศที่มีสื่อกระแสหลักที่ความนิยมน้อยกว่า TikTok แต่มีส่วนแบ่งสูงถึง 50%

นั่นยิ่งทำให้การที่ TikTok เป็นแอปฯ จีน เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างมาก รัฐบาลจีนแทรกแซงสื่อในประเทศแทบจะเป็นเรื่องปกติ เมื่อ 4 ปีที่แล้วรัฐบาลจีนสั่งปิดแอปฯ จากค่าย ByteDance ยอดนิยมอีกแอปฯ หนึ่งโดยไม่สะทกสะท้าน

ผู้ดูแลเนื้อหา หรือ Content Moderator ของ TikTok ส่วนใหญ่นั้นอยู่นอกประเทศจีน แต่ผู้ดูแลเรื่องอัลกอริทึมของแอปฯ อยู่ในจีน ดังนั้นการปรับแต่งอัลกอริทึมเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อทิศทางของแอปฯ ได้เลย เช่น ถ้า TikTok ทำให้คลิปที่เกี่ยวกับการตั้งคำถามถึงต้นกำเนิดของเชื้อโควิด-19 ว่ามาจากจีน หรือฟีดคลิปที่กล่าวโทษ NATO ว่าเป็นต้นเหตุของสงครามในยูเครน ทั้งหมดย่อมทำได้เมื่อคุณอยู่ในจีน และเนื่องจากผู้ใช้แต่ละคนได้รับฟีดที่ปรับเปลี่ยนไปเฉพาะในแบบของคุณ การปรับเปลี่ยนอัลกอริทึมจึงเป็นเรื่องยากที่จะตรวจสอบ

แต่ TikTok ก็ยืนยันว่าไม่มีการแทรกแซงในแบบที่ถูกกล่าวหา แต่อย่างไรก็ดีบริษัท Bytedance ก็เสี่ยงต่อการถูกกลั่นแกล้งโดยรัฐบาลเผด็จการจีนที่ถนัดในเรื่องการบิดเบือนสื่อนั้นก็ถือเป็นความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย และถ้าหากยังไม่มีกลไกป้องกันความปลอดภัยของผู้ใช้เข้ามากำกับดูแล สักวันหนึ่งประเทศตะวันตกก็คงต้องต้องปิด TikTok อย่างถาวร

ก้าวแรกในการหลีกเลี่ยงความเกี่ยวข้องกับการปรับแต่งทางเทคนิค TikTok จะต้องให้ความร่วมมือและทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลของอเมริกาในกรอบการทำงานที่ข้อมูลของผู้ใช้ชาวอเมริกันถูกจัดเก็บโดย Oracle ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน

โดยจำกัดการเข้าถึงในส่วนของพนักงานของ TikTok ที่อยู่ในจีน และเพื่อลบข้อครหาเกี่ยวกับการเข้าไปมีส่วนในการปรับแต่งอัลกอริทึมของ TikTok เจ้าหน้าที่ของ Tiktok จะต้องเสนอให้มีบุคคลที่สามที่ปราศจากการครอบงำจากรัฐบาลจีนเข้ามาตรวจสอบอัลกอริทึม

เพื่อรับมือกับเรื่องดังกล่าวมันจึงเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจการทำงานของกล่องดำของ AI ของ Tiktok  วิดีโอที่สนับสนุนทรัมป์จำนวนมากมายบ่งชี้ว่ามีใครบางคนในปักกิ่งกำลังดึงคันโยก หรือเพียงแค่ผู้ชมเพลิดเพลินกับเนื้อหาแบบโพลาไรซ์หรือไม่ แต่การแสดงซอร์สโค้ดและอนุญาตให้ตรวจสอบวิธีการอัปเดตอัลกอริทึมอย่างต่อเนื่องจะช่วยทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้

 

ความมืดเข้าปกคลุม

ขั้นตอนที่ยากกว่าคือการทำให้ TikTok เป็นอิสระและปราศจากการครอบงำจากใครทั้งสิ้น ความพยายามของ ByteDance ในการแยกการจัดการของ TikTok ออกจากบริษัทแม่ต้องดำเนินต่อไป และในที่สุดแล้ว TikTok ควรรับผิดชอบต่อคณะกรรมการอิสระของตนเอง โดยมีสมาชิกจากนอกประเทศจีน และควรมีการกระจายความเป็นเจ้าของและสิทธิในการออกเสียงในวงกว้างเพื่อให้ชาวต่างชาติมีสิทธิ์ในการออกเสียงได้มากขึ้น เช่น การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นอกประเทศจีน สิ่งเหล่านี้จะเป็นวิธีที่จะทำให้เห็นว่า TikTok มีอิสระโดยแท้จริง

แต่รัฐบาลจีนอาจเป็นฝ่ายกุมบังเหียนเรื่องราวทั้งหมดเหล่านี้ เพราะเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางการจีนแบ่งประเภทอัลกอริทึมสำหรับแนะนำเนื้อหาเป็นเทคโนโลยีหลักและอาจทำให้ซอร์สโค้ดของ TikTok ถูกตรวจสอบในเร็ววันนี้ และจีนอาจจะไม่เต็มใจที่จะยกบริษัทที่คนในชาติตนเองจัดตั้งถูกควบคุมหรือตรวจสอบโดยชาวต่างชาติ

แต่ต้องตระหนักว่าหากผู้บริหาร Bytedance ต้องการให้บริษัทของตนสามารถเปิดดำเนินการทั่วโลกได้ โดยเฉพาะในประเทศที่มีความอ่อนไหวเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ในขณะที่ประเทศต้นกำเนิดยังคงเป็นเผด็จการที่รัฐพยายามควบคุมทุกอย่างอยู่ การปรับตัวก็เป็นเรื่องที่มีความจำเป็น ซึ่งถ้าหาก TikTok ปฏิเสธ ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ TikTok และบริษัทอื่น ๆ ที่มาจากประเทศจีนและดำเนินกิจการคล้ายกันก็จะถูกอัปเปหิออกจากประเทศโลกตะวันตกอย่างสิ้นเชิง

 

อ้างอิง

economist.com



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน