ความคิดแปลกใหม่ย่อมต้องเจอบททดสอบและแรงเสียดทานจากกระแสวิจารณ์เสมอ ยิ่งถ้ากล้าทำเรื่องสวนกระแสในช่วงวิกฤตหรือตรงข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็นในยุคนี้ บททดสอบดังกล่าวคือการฝ่ามรสุมลูกใหญ่จากความไม่เห็นด้วยไปให้ได้

เหมือนกรณีรูปปั้นหมึกยักษ์ในเมืองทางผ่านของญี่ปุ่นที่ฝ่ายปกครองของเมืองกล้าเดินไปข้างหน้าท่ามกลางกระแสทัวร์ลง ซึ่งที่สุดก็ปรากฏความสำเร็จให้เห็นผ่านตัวเลขฝั่งบวกและเม็ดเงินก้อนใหญ่ที่หลั่งไหลเข้ามา

ต้นพฤษภาคมปี 2021 โนโตะ เมืองทางผ่านริมชายฝั่งทะเลที่อยู่ห่างจากกรุงโตเกียวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 300 กิโลเมตรกลายเป็นข่าวดังแบบไม่ทันตั้งตัว หลังทางฝ่ายปกครองของเมืองนำเงิน 27 ล้านเยน (ราว 7 ล้านบาท) มาใช้จ่ายเป็นค่าสร้างรูปปั้นปลาหมึกยักษ์ สูง 13 ฟุต กว้าง 29.5 ฟุต ให้แล้วเสร็จ

โครงการดังกล่าวกลายเป็นประด็นที่โลกโซเชียลญี่ปุ่นวิจารณ์กันอย่างหนัก และต่อมายังกลายเป็นข่าวเชิงลบดังไปทั่วโลก เพราะเงินจำนวนนี้เป็นเงินที่รัฐบาลญี่ปุ่นช่วงวิกฤตโควิด ณ ขณะนั้นที่นำโดยอดีตนายกรัฐมนตรี โยชิฮิเดะ ซูกะ กระจายลงไปให้เมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศนำไปใช้ช่วยเหลือประชาชนและเยียวยาเศรษฐกิจ

ทว่าฝ่ายปกครองของเมืองโนโตะก็ฝ่ากระแสต้าน และสร้างรูปปั้นเจ้าปัญหานี้ที่สร้างมาแล้ว 2 ปีต่อไปจนแล้วเสร็จ เพราะเชื่อว่าทำถูกและน่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ที่สามารถกระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านการบอกให้รู้ว่าปลาหมึกและอาหารทะเลคือของขึ้นชื่อ

อีก 1 ปีให้หลังเริ่มมีหลักฐานยืนยันว่าการฝ่ากระแสทัวร์ลงดังกล่าวเป็นความคิดที่ถูกต้อง โดยตลอดวันหยุดยาว 10 วันรอยต่อระหว่างเมษายนถึงพฤษภาคม หรือช่วง Golden Week ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นพากันมาเที่ยวยังเมืองโนโตะ สร้างรายได้เข้าเมือง 15 ล้านเยน (ราว 4 ล้านบาท)

ล่าสุดที่มีข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่าแคมเปญนี้ประสบความสำเร็จแบบเกินคาด โดยตามข้อมูลของบริษัทที่ปรึกษาญี่ปุ่นที่ฝ่ายปกครองเมืองโนโตะมอบหมายให้ประเมินแคมเปญ ระบุว่า รูปปั้นหมึกยักษ์ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของเมือง

และทำเงินเข้าเมืองได้แล้วถึง 640 ล้านเยน (ราว 167 ล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 22 เท่าของทุนสร้าง

ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาดังกล่าวยังระบุด้วยว่า ตลอด 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวมาเมืองโนโตะ เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะช่วงวันหยุด เกือบครึ่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวก็ล้วนมา Check-in ที่รูปปั้นปลาหมึกยักษ์นี้

และนักท่องเที่ยวจากกรุงโตเกียวใช้เงินไปกับการชิม-ชม-ช้อป ในศูนย์ท่องเที่ยวที่รวมร้านค้าในเมืองเอาไว้เฉลี่ยคนละ 20,000 เยน (ราว 5,200 บาท)  

ตามการประเมินของบริษัทที่ปรึกษาแห่งนี้ระบุว่า อีก 3 ปีจากนี้เมืองโนโตะจะทำเงินจากการท่องเที่ยวเพิ่มเป็น 1,250 ล้านเยน (ราว 327 ล้านบาท) และภายใน 5 ปีจะเพิ่มเป็น 2,000 ล้านเยน (ราว 524 ล้านบาท) ซึ่งหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวและจุด Check-in หลักจะยังคงเป็นรูปปั้นหมึกยักษ์ หรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า Ika Kingu นั่นเอง

สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า ปัจจุบันจำนวนนักท่องเที่ยวในเมืองโนโตะเพิ่มขึ้น และกลุ่มเด็ก ๆ ที่ปีนป่ายอยู่บนรูปปั้นหมึกยักษ์ โดยที่พ่อแม่มาดูแลไม่ห่างพร้อมใช้ Smart phone ถ่ายภาพเก็บไว้ในทุก ๆ ช่วงวันหยุด กลายเป็นเรื่องปกติของเมืองนี้ไปแล้ว ตรงข้ามกับกระแสวิจารณ์รูปปั้นหมึกยักษ์นี้อย่างหนักเมื่อปีก่อนโดยสิ้นเชิง

เออิจิ ยามาชิตะ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองโนโตะ กล่าวว่าดีใจมากที่ในที่สุดแคมเปญนี้ก็ประสบความสำเร็จ เพราะเป็นการยืนยันว่าเราไม่ได้คิดผิด และในอนาคตมีแผนลงทุนสร้างแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มอีกเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจของเมืองอย่างต่อเนื่อง/nikkei, cnn



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน