Y&R Thailand จัดสัมมนาทางความคิดภายใต้งาน BAV 2015 ถึงทัศนคติและความคิดคนไทยที่มีต่อแบรนด์ ผ่านเครื่องมือ Y&R BAV เครื่องมือช่วย บริหารแบรนด์ ของบริษัทในเครือ Y&R ทั่วโลก พบว่า

 

ผู้บริโภคความจำน้อยกว่าปลาทอง

1 วินาที ผู้บริโภคจะเห็นโฆษณาเฉลี่ย 11.52 โฆษณาจากในปัจจุบันโฆษณามีมากกว่า 5,000 โฆษณาที่อยู่รายรอบตัวผู้บริโภคในแต่ละวัน จากเมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา โฆษณามีเพียง 500 โฆษณาเท่านั้นจนเกิดภาวะท่วมท้นและทับซ้อนของการรับรู้แบรนด์

ทุกแบรนด์โฆษณาต้องการจะคุยกับผู้บริโภค แต่ปัจจุบันผู้บริโภคกลับมีความสามารถในการจดจำที่ดีที่สุดเพียง 8 วินาทีเท่านั้น ซึ่งสั้นกว่าปลาทองที่มีความจำ 9 วินาที จากในปี 2543 ผู้บริโภคมีความจำประมาณ12 วินาที

 

รีเทลที่เปลี่ยนแบบไป จำนวนแบรนด์ที่เพิ่มขึ้น

ในแต่ละปีมีแบรนด์เกิดใหม่ทั่วโลกมากถึง 60,000ต่อปีและ 80% เป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคจดจำไม่ได้ เมื่อเจาะลงไปที่ Supermarket ทั่วโลกมีแบรนด์เรียงรายอยู่ในเชลฟ์โดยเฉลี่ยมากถึง 30,000 แบรนด์ ก่อเกิดการแข่งขันที่รุนแรงมาก

มองมาในประเทศไทยจากข้อมูลของกรมทรัพย์สินทางปัญญาในแต่ละปีมีแบรนด์เกิดใหม่จดทะเบียนมากกว่า 20,000 แบรนด์ และในปีที่ผ่านมาแบรนด์สินค้าเกิดใหม่อยู่ในกลุ่มสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพและความงาม 9,636 แบรนด์ เพราะผู้บริโภคต้องการให้ตัวเองดูดีและอ่อนกว่าวัย

 

Brand Experience Economy ต้องมาก่อน

การแข่งขันของแบรนด์ในวันนี้อยู่บนBrand Experience Economy แบรนด์ไม่ได้แข่งขันกันใน Category เดียวกันเท่านั้น แต่ต้องแข่งขันกับแบรนด์อื่นๆ ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค กระแสต่างๆ นอกเหนือ จากคู่แข่งในCategoryเดียวกัน เมื่อทุกๆ แบรนด์ต้องการเสนอหน้าตัวเองให้อยู่ในใจลูกค้า แบรนด์จึงต้องมองภาพให้ใหญ่ขึ้น และไม่ลืมสามัญสำนึกของความเป็นคน เพราะแบรนด์ขายสินค้าให้กับผู้บริโภคที่เป็นคน ไม่ใช่ขายของกับกลุ่มเป้าหมาย

 

จริงหรือไม่ที่แบรนด์ไม่ได้แข่งขันกันเอง

Retail Landscapeเปลี่ยนไป มีช่องทางในการเข้าถึงลูกค้าและนำ Analytic มาวิเคราะห์ทำความเข้าใจผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เกิด Omni Channel Retail Marketing

ยกตัวอย่างเช่น เทสโก้ โลตัส ในปัจจุบันมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการ 15 ล้านคนต่อสัปดาห์ จากช่องทางจัดจำหน่ายทั้ง 5 แพลตฟอร์ม รวมถึงช่องทางออนไลน์ โดยเทสโก้จะสามารถแทคได้ว่าเมื่อกลุ่มเป้าหมายซื้อสินค้าชนิดหนึ่งไปเช่นผงซักฟอก จะซื้อสินค้าอะไรตามมาบ้าง

ในฐานะนักการตลาด ถ้าต้องใช้ช่องทางรีเทลเลอร์ที่กำลังเติบโตอย่างมหาศาลในประเทศไทย จะต้องทำงานกับช่องทางนี้อย่างไร และอะไรคือเหตุผลหลักที่รีเทลเลอร์ไม่ปลดสินค้าออกจากเชลฟ์

CSR ไม่ได้ทำให้แบรนด์เป็นคนใจดีเท่านั้น

ผู้บริโภคมองแบรนด์ที่ทำ CSR นอกจากจะเป็นเป็นแบรนด์ ที่ “Care” สังคม 20% ของผู้บริโภคยังมองว่าเมื่อไรที่แบรนด์มีศิลธรรม รู้จักให้จะกลายเป็นแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือทันที

แบรนด์ไทยemotionalแข็งแรง

Emotional ของแบรนด์ไทยจะแข็งแรงมาก แต่ผู้บริโภคมองแบรนด์ต่างประเทศเป็นแบรนด์ที่ดี มีคุณภาพ ที่ยอมจ่ายเงินที่มากกว่าเพื่อได้มา ซึ่งทางออกของแบรนด์ไทยคือ การหาความแตกต่างให้กับแบรนด์ตัวเอง

แบรนด์ที่มี Tensity ที่มี 2 ขั่วที่ลงตัว ทั้งความแตกต่างและไอเดียใหม่ๆ จะกลายเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภครู้สึกว่าแบรนด์มีอะไรจะบอกอีกหรือไม่ และอยาก Engage กับแบรนด์ เพราะด้วยความน่าสนใจของแบรนด์

 

แบรนด์เป็น Targetไม่ใช่ลูกค้า

แบรนด์เป็นหนึ่งในทางเลือกของลูกค้า โดย 73% ไม่แคร์ที่แบรนด์รู้จักจะหายไปจากตลาด ลูกค้าต้องการ Space กับแบรนด์มากขึ้น แบรนด์ Engage ผู้บริโภคจะต้องมีความน่าสนใจ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วความแตกต่างของแบรนด์เป็นเพียงสิ่งที่นักการตลาดพยายามพูดออกไป แต่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บริโภครับรู้ได้อย่างแท้จริง

 

คนไทยเริ่มหาจุดสมดุลย์บางอย่างในการแสดงความรักชาติ และความเป็นวิถีไทย และสิ่งที่ให้แบรนด์ประเทศไทยขึ้นอันดับหนึ่งมาจากคนไทยมองประเทศไทยเป็นแบรนด์ที่มีมิติที่ดี

คนจีนรักประเทศไทย และมองว่าประเทศไทยเป็นแบรนด์ที่รักในการให้บริการนักท่องเที่ยว แต่ยังไม่มีมิติที่แสดงความโดดเด่นอย่างชัดเจน ซึ่งคนจีนมาเที่ยวประเทศไทยเพราะใกล้ และค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวประหยัดกว่าท่องเที่ยวทางยุโรป

 

เพิ่มเติม http://marketeer.co.th/2015/06/5-way-thai-look-at-brand/

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน