Y&R Thailand วิจัยทัศนคติและวามคิดคนไทยมคต่อแบรนด์ ผ่านเครื่องมือ Y&R BAV เครื่องมือช่วยบริหารแบรนด์ของบริษัทในเครือ Y&R ทั่วโลก พบแนวทางใน การพัฒนาแบรนด์ ในปัจจุบันให้โดดเด่น 5 ประการ ได้แก่

1.ไม่ลดละพลังผลักดันตัวเอง (Naver be complacent, avoid being the victim of your own achievement)

หลายแบรนด์ยึดติดกับรูปแบบการสื่อสารและการตลาดแบบเดิมๆ ลอกเลียนความสำเร็จในอดีต ทำให้แบรนด์ถูกมองว่าขาดการพัฒนาตัวเอง โดยค่าชี้วัดด้านการเป็นแบรนด์ที่พัฒนาไม่หยุดนิ่งในปี 2554 มี 46% ลดลงเหลือ 36% ในปี 2557 และเป็นเหตุผลที่ทำให้แบรนด์ส่วนใหญ่ในไทยถูกมองว่าไม่แตกต่างกัน ส่วนหนึ่งมาจากแบรนด์ขาดความน่าตื่นเต้นในการสื่อสาร ขาดการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ

การที่แบรนด์จะพัฒนาตัวเองขึ้นมาโดดเด่นได้นั้น จะต้องออกจากกรอบความสำเร็จเดิมๆ กล้าคิด กล้าพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ช่วยจุดพลังแบรนด์กลับมามีความแตกต่างที่ท้าทายอีกครั้ง

2.สร้าง “สไตล์” ฉีกความจำเจ (Design/Style is a mew language)

กลเม็ดเริ่มต้นพาแบรนด์ที่เพิ่งก้าวสู่ตลาดให้เป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งอันดับแรกคือการสร้างพลังความแตกต่างให้แบรนด์ให้มีเสนห์ดึงดูดใจ โดยแบรนด์ต้องวางตัวเองให้ “เก๋” พอที่จะจับสายตาสังคมได้ เพื่อให้แบรนด์ฉีกตัวเองออกจากแบรนด์นับหมื่นด้วยสไตล์ที่ไม่ซ้ำใคร ไม่ว่าจะเป็นการเกาะกระแสสังคมนิยมใหม่ๆ ให้สาวกเดินตามเป็นต้น

3.มีดีที่แก่นไม่ใช่แค่เปลือก (Balance substance in brand thinking equation)

ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันมีแบรนด์ในดวงใจให้เลือกร้อยแบรนด์ แต่ละแบรนด์มีวิธีการดึงดูดให้ผู้บริโภคเข้าหาหลากหลายวิธี

ถึงแม้รูปลักษณ์ภายนอกจะเป็นหนึ่งที่ทำให้แบรนด์น่ามอง แต่การที่แบรนด์จะกลายเป็นผู้นำตลาดในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน ต้องสร้างจุดต่างที่มาจากแก่นแท้ของแบรนด์ ผ่านสินค้า บริการ หรือวิธีการทำตลาดที่แตกต่างอย่างจับต้องได้ บนความโปร่งใส มีคุณธรรม ควบคู่ไปกับนวัตกรรม

การที่ผู้บริโภคเลือกหยุดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง มาจากการพิจารณามาแล้วว่าแบรนด์นั้นตอบสนองความต้องการแบบไม่มีข้อสงสัย และการทำ CSR ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยสะท้อนแก่นความคิดของแบรนด์ออกไปสู่สาธารณะชน และจากผลวิจัยของ Y&R BAV พบว่าการทำ CSR มีส่วนช่วยผลักดันแบรนด์ให้มีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นในหลากหลายมิติ ทั้งการเป็นแบรนด์ที่กล้าคิดกล้าทำ สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ และความเป็นผู้นำที่จะช่วยเสริมแก่นแท้ของแบรนด์ให้มั่นคงขึ้น

4.คุณภาพคือแรงดึงดูดพื้นฐานที่มองข้ามไม่ได้ (Never compromise quality over story)

คนไทยเริ่มมองว่าแบรนด์นอกและแบรนด์ไทยมีคุณลักษณะหลายประการที่คล้ายคลึงกัน แบรนด์นอกเริ่มมีการปรับตัวให้เข้าถึงคนไทยง่ายขึ้น โดยในปี 2557 แบรนด์นอกถูกมองว่าเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงง่ายขึ้นเป็น 82% จากปี 2550 ที่มีเพียง 72% เท่านั้น

ส่วนแบรนด์ไทยก็ปรับตัวให้มีความน่าเชื่อถือขึ้นเช่นกัน จาก68% ในปี 2550 เป็น 74% ในปี 2557 และแบรนด์ไทยยยังมีจุดเด่นแตกต่างจากแบรนด์นอกคือ “ความเป็นกันเองและใจดี” ซึ่งเป็นคุณลักษณะของแบรนด์ไทยที่เป็นพลังต่อรองแข่งขันกับแบรนด์นอกได้ คุณลักษณะด้านอารมณ์นี้จะสามารถนำมาพัฒนาเป็นกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดให้เข้าถึงคนไทยได้เป็นอย่างดี แต่แบรนด์ไทยจะต้องพัฒนาคุณลักษณะด้านคุณภาพควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เป็นแบรนด์ที่โดนใจคนไทยในระยะยาว

5.กล้าสวนทางอย่างสร้างสรรค์ (Embrace Brand Tensity)

แบรนด์ที่แข็งแรงไม่เป็นจำเป็นต้องเป็นแบรนด์ที่เสนอแต่ความสมบูรณ์เพียงอย่างเดียว แต่บางครั้งการเป็นแบรนด์ที่น่าสนใจในสายตาผู้บริโภค คือ”การใส่ตัวตนความเป็นมนุษย์” หรือ”ความจริงใจ” ทำให้แบรนด์ฉีกกฏออกไปจากธรรมเนียมปฏิบัติ มีมิติที่น่าค้นหามากขึ้น

จากผลวิจัยของ Y&R ทั่วโลกทำให้เห็นถึงแนวโน้มของแบรนด์ที่มีความขัดแย้งในตัวเองว่าแบรนด์เหล่านี้สามารถสร้างพลังความโดดเด่นให้ตัวเองสูงกว่าแบรนด์อื่นที่ยืนอยู่แค่ในกรอบของความสมบูรณ์แบบ เช่น กางเกงยีนส์ Diesel หนึ่งในแบรนด์แฟชั่นระดับโลกที่สร้างสรรค์ความเท่มีสไตล์ให้กับผู้สวมใส่และสอดแทรกความเป็นกบฏลงไปเพิ่มเสนห์ดึงดูดให้คนเข้ามาค้นหา หรือแม้แต่สายการบินอย่าง Virgin Atlantic ที่มอบคุณภาพของการบริการให้กับทุกเที่ยวบินผ่านภาพลักษณ์ความเซ็กซี่ให้แบรนด์เย้ายวนกว่าแบรนด์อื่นๆ ในตลาด เป็นต้น

เพิ่มเติม http://marketeer.co.th/2015/06/thai-look-at-brand

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน