Robert Lang :The Power of ​Connectivity

วันนี้บ่ายๆ นั่งดู TED ไปเรื่อยๆ มาสะดุดกับ Talk อันหนึ่งของ Robert Lang ที่พูดไว้ตั้งแต่ปี 2008 ทำให้ผมเข้าใจถึงพลังของคำว่า Connectivity

มีคนเคยบอกผมว่าหัวใจของ Creativity คือ Connectivity นั่นคือความสามารถในการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกันนั่นเอง  ซึ่งผมเห็นด้วย 100%

Robert Lang คือใครมาจากไหน เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังครับ

ในวัยเด็ก Robert Lang ได้รับหนังสือจากคุณครูเล่มหนึ่งมันเกี่ยวกับศิลปะการพับกระดาษหรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ Origami อันเป็นศาสตร์อันเก่าแก่ของญี่ปุ่น

สำหรับเด็กทั่วๆ ไปทุกคนก็คงเคยผ่านช่วงสนุกสนานกับการพับกระดาษมาทุกคน แต่น้อยคนนักที่จะหลงใหลเรื่องนี้อย่างจริงจังเหมือน Robert ที่เอาจริงเอาจังกับงานอดิเรกนี้มาก เรียกได้ว่าหัวปักหัวปำเลยทีเดียว

Robert โตขึ้นมาเป็นคนที่เรียนหนังสือได้ดีด้วย เขาเรียนวิศวกรรมไฟฟ้าที่มหาวิทยาลับ Stanford ก่อนจะไปจบปริญญาเอกจาก Caltech หลังจากจบปริญญาเอก Robert ก็เป็นนักวิจัยด้าน Fiber-Optic แต่เขาไม่เคยทิ้งความหลงใหลใน Origami แม้แต่น้อย

ในที่สุดสิ่งที่ทำเล่นๆ ก็กลายเป็นเรื่องไม่เล่นขึ้นมาเมื่อ Robert Langเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง Origami ที่เขาทำเป็นงานอดิเรก สิ่งที่เขาเห็นคือ “รูปแบบ” เมื่อมาผนวกกับความรู้ด้านคณิตศาสตร์ที่เขามีอยู่นั้นเขาก็พบว่าจริงๆ แล้วรูปแบบของการพับทั้งหมดนั้นสามารถคำนวณออกมาได้เป็นแบบแผนอยู่ไม่กี่แบบ เขาจึงได้ทำโปรแกรมที่จะช่วยให้การพับกระดาษต่างๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยทำได้สามารถทำได้ขึ้นมา

Robert Lang ปฏิวัติวงการ Origami

ด้วยการผนวก “ศิลปะ” เข้ากับ “คณิตศาสตร์”

สิ่งที่ Robert สร้างขึ้นทำให้ระดับความยากของการพับ Orimagi สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ รูปแบบต่างๆ ในการพับนั้นถูกรังสรรค์ออกมาอย่างน่าอัศจรรย์ ด้วยอัตราการพับเฉลี่ยต่อแผ่นเพิ่มขึ้นจากสามสิบทบเป็นร้อยกว่าทบ อย่างภาพที่ผมนำมาประกอบนั้นถูกพับขึ้นด้วยกระดาษเพียงแผ่นเดียว โดยไม่มีการตัดใดๆ ทั้งสิ้น มันดูน่าอัศจรรย์มากใช่ไหมครับ ท่านลองไป Search Google ดูต่อก็ได้นะครับ จะพบว่างานของ Robert นั้นส่วนใหญ่ล้วนมาจากกระดาษแผ่นเดียวทั้งสิ้นซึ่งดูแล้วจะงงมากว่าพับกันมาได้ยังไงเพราะรายละเอียดมันเยอะสุดๆ

ในที่สุดเมื่ออายุครบสี่สิบ Robert ก็ตัดสินใจทิ้งอาชีพนักวิจัยที่กำลังรุ่งโรจน์ของเขา (ในตอนที่เขาเลิกทำงานเขามีสิทธิบัตรด้านออปโตอิเล็กทรอนิกส์  Optoelectronics อยู่ถึง 46 สิทธิบัตร) เพื่อมาศึกษาเรื่อง Origami อย่างจริงจัง เขาบอกว่า

“มีคนทำงานด้าน Laser กับ Fiber-Optic เยอะแล้ว”

“สิ่งที่ผมจะทำกับ Origami ถ้าผมไม่ทำ อาจจะไม่มีใครทำเร็จ”

และดูเหมือนเขาจะพูดถูกเสียด้วย ปรากฏว่างานอดิเรกด้าน Origami ของเขาได้ถูกนำมาใช้พัฒนาในศาสตร์ด้านอื่นอย่างไม่น่าเชื่อยกตัวอย่างเช่นตอน NASA จะส่งเลนส์ของกล้องส่องทางไกลซึ่งมีขนาดใหญ่มากๆ ขึ้นไปบนอวกาศ มันต้องถูก “พับ” ให้มีขนาดเล็กเพื่อใส่ลงไปในจรวดให้ได้ก่อนที่จะไปกางออกอีกทีในอวกาศ NASA ก็ได้Robert Lang เป็นที่ปรึกษาในการออกแบบเลนส์เพื่อให้สามารถอยู่ในรูปแบบที่ถูกพับได้และเล็กพอที่จะเก็บในจรวดได้

เมื่อผู้ผลิต Airbag ของเยอรมันต้องการ “พับ” Airbag เข้าไปในตัวรถยนต์และให้การกางของ Airbag เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุมีประสิทธิภาพมากที่สุด พวกเขามาขอความช่วยเหลือจาก Robert เมื่อผู้ผลิตอุปกรณ์ขยายหลอดเลือดต้องการเครื่องมือขยายหลอดเลือดที่เมื่อตอนเดินทางอยู่ในหลอดเลือดนั้นมีขนาดเล็กแต่ขยายขนาดใหญ่ขึ้นได้เมื่อถึงเป้าหมายพวกเขาก็มาหา Robert

ความเชี่ยวชาญด้าน Origami ของ Robert ช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ทางวิศวกรรมได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ทั้งหมดนี้เกิดมาจากความหลงใหลในสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล่นๆ และเมื่อความเชื่อมโยงมันเกิดขึ้นมันก็กลายเป็นเรื่องจริงจังที่สร้างประโยชน์มหาศาลได้

เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่าโอกาสที่มาจากความคิดสร้างสรรค์คือการเชื่อมโยงระหว่างเรื่องที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ถ้าหามุมที่มัน “คลิก” ได้มันจะสร้างความแตกต่างที่โดดเด่นกระโดดออกมาเหนือคนอื่น และเป็นสิ่งที่เลียนแบบได้ยากมาก

วันนี้ลองดูรอบๆ ตัวเรานะครับ บางทีสิ่งที่เรากำลังทำอยู่หลายๆ อย่างอาจเชื่อมโยงกันแบบที่เรานึกไม่ถึงก็ได้

เมื่อนั้นเราอาจหาเวทีใหม่ของเราเจอครับ

ที่มา : Marketeer Magazine ISSUE183

Academy : Marketing Everything

รวิศ หาญอุตสาหะ

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer