รายงานเผย เศรษฐกิจดิจิทัลของไทย ปี 2565 มูลค่าสินค้ารวม 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงอันดับ 2 ใน SEA เซกเมนต์อีคอมเมิร์ซแรงผลักสำคัญ แชร์ 63% คาดปี 2573 แตะ 1-1.65 แสนล้านดอลลาร์ 

Google, Temasek และ Bain & Company เผยแพร่รายงาน เศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฉบับที่ 7 (e-Conomy SEA Report – Through the waves, towards a sea of opportunity)

โดยความน่าสนใจของรายงานฉบับนี้ระบุว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ “ฝ่าคลื่นความเปลี่ยนแปลง สู่ท้องทะเลแห่งโอกาส” และเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคนี้

จะมีมูลค่าสินค้ารวม (Gross Merchandise Volume: GMV) สูงถึง 2 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2565 ซึ่งเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ในรายงานฉบับแรก ในปี 2559 ถึง 3 ปี หรือเติบโตขึ้นถึง 20% จากปีที่ผ่านมา

สำหรับประเทศไทย คาดว่า เศรษฐกิจดิจิทัลมีมูลค่าสินค้ารวมสูงถึง 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2565 โดยมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 17% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 3 หมื่นล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2568 มูลค่าสินค้ารวมเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยจะแตะ 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 15% และคาดว่าจะเติบโตขึ้น 2 เท่า มีมูลค่าประมาณ 1-1.65 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2573

มีเซกเมนต์อีคอมเมิร์ซ บริการส่งอาหารออนไลน์ และการซื้อของสดออนไลน์ เป็นบริการดิจิทัล 3 อันดับแรกที่มีอัตราการใช้บริการสูงที่สุด ในกลุ่มคนไทยที่อยู่ในเขตเมือง

ขณะที่หากเปรียบเทียบอัตราการเติบโต ปี 2565 เรียงมูลค่าสินค้ารวม จากมากไปน้อย และคาดการณ์ปี 2568 กับ 2573 ใน 6 ประเทศ SEA จากรายงานครั้งนี้

พบว่า อันดับ 1 อินโดนีเซีย ปี 2565 มูลค่า 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์ คาดปี 2568 มูลค่า 1.30 แสนล้านดอลลาร์ โต 19% YoY และ ปี 2573 มูลค่า 2.20-3.60 แสนล้านดอลลาร์ ฐานประชากรปัจจุบัน 280 ล้านคน

อันดับ 2 ไทย ปี 2565 มูลค่า 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ คาดปี 2568 มูลค่า 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์ โต 15% YoY และ ปี 2573 มูลค่า 1-1.65 แสนล้านดอลลาร์ ฐานประชากรปัจจุบัน 70 ล้านคน

อันดับ 3 เวียดนาม ปี 2565 มูลค่า 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ คาดปี 2568 มูลค่า 4.9 หมื่นล้านดอลลาร์ โต 31% YoY และ ปี 2573 มูลค่า 1.20-2 แสนล้านดอลลาร์ ฐานประชากรปัจจุบัน 98 ล้านคน

อันดับ 4 มาเลเซีย ปี 2565 มูลค่า 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ คาดปี 2568 มูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์ โต 17% YoY และ ปี 2573 มูลค่า 4-7 หมื่นล้านดอลลาร์ ฐานประชากรปัจจุบัน 33 ล้านคน

อันดับ 5 ฟิลิปปินส์ ปี 2565 มูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ คาดปี 2568 มูลค่า 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ โต 20% YoY และ ปี 2573 มูลค่า 1-1.5 แสนล้านดอลลาร์ ฐานประชากรปัจจุบัน 113 ล้านคน

อันดับ 6. สิงคโปร์ ปี 2565 มูลค่า 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ คาดปี 2568 มูลค่า 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์ โต 17% YoY และ ปี 2573 มูลค่า 4-6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ฐานประชากรปัจจุบัน 6 ล้านคน

 

เศรษฐกิจดิจิทัลไทย

พุ่ง 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์

คาดแตะแสนล้านดอลลาร์ ปี 2573

ประเทศ SEA มูลค่าสินค้ารวมเศรษฐกิจดิจิทัล ปี 2565 ฐานประชากรปัจจุบัน
1. อินโดนีเซีย 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์ 280 ล้านคน
2. ไทย 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ 70 ล้านคน
3. เวียดนาม 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ 98 ล้านคน
4. มาเลเซีย 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ 33 ล้านคน
5. ฟิลิปปินส์ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ 113 ล้านคน
6. สิงคโปร์ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ 6 ล้านคน
ที่มา: e-Conomy SEA Report 2565

และหากเจาะลึกไปยังเซกเมนต์ต่าง ๆ ของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย จะพบว่า อีคอมเมิร์ซเป็นแรงผลักดันสำคัญ เพราะคิดเป็น 63% ของมูลค่าโดยรวมในปี 2565

อีกทั้งอีคอมเมิร์ซของไทยยังมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ใน SEA เป็นรองเพียงอินโดนีเซีย ขณะที่อัตราการใช้บริการอีคอมเมิร์ซของไทยอยู่ที่ 94% ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 ใน SEA รองจากสิงคโปร์ ซึ่งอยู่ที่ 97%

ส่วนการเติบโตของอีคอมเมิร์ซไทยเพิ่ม 8% YoY มีมูลค่าสินค้ารวมสูงถึง 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2565 และคาดว่าจะแตะ 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2568

และผลสำรวจยังพบว่า 23% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ตั้งใจจะใช้บริการอีคอมเมิร์ซมากยิ่งขึ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

ด้านเซกเมนต์ของการขนส่งและบริการส่งอาหารออนไลน์ พบว่าโดยรวมคาดว่าจะมีมูลค่าสินค้ารวมแตะ 3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2565 เพิ่มขึ้น 12% YoY และคาดว่าจะเติบโตขึ้นถึง 20% หรือแตะ 5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568

และเซกเมนต์ที่น่าจับตาอื่น ๆ ของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย มีอาทิ การท่องเที่ยวออนไลน์ที่คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง จากการที่ผู้คนออกเดินทางท่องเที่ยว หรือออกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกบ้านมากขึ้น

ซึ่งมีระดับที่สูงกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด-19 โดยมีการเติบโต 139% YoY คิดเป็นมูลค่าสินค้ารวม 5 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2565 และคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตที่ 22% หรือมีมูลค่าสินค้ารวมที่ 9 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2568

หรือบริการด้านการเงินดิจิทัล (Digital Financial Services: DFS) ซึ่งได้แก่ การชำระเงิน การโอนเงินต่างประเทศ การกู้ยืม การลงทุน และประกัน ก็เติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก ในปี 2565 เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น หลังจากที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

และการเติบโตของบริการด้านการเงินดิจิทัลจากนี้ไปจนถึงปี 2568 จะถูกขับเคลื่อนโดยการกู้ยืมและการลงทุน ซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ประมาณ 40% และ 45% ตามลำดับ

ส่วนบริการธนาคารดิจิทัล (Digibank) ก็ได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ในขณะที่กลุ่มผู้บริโภคที่มีฐานะมั่งคั่งร่ำรวย ยังคงมีความภักดีต่อผู้ให้บริการด้านการเงินที่จัดตั้งขึ้นมาอย่างยาวนาน พิจารณาจากยอดเงินฝากในปัจจุบันและการลงทุนในหลายด้าน

แจ็คกี้ หวาง Country Director, Google ประเทศไทย เผยว่า จากรายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฉบับที่ 7 ในปี 2565 แสดงให้เห็นโอกาสในการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วภูมิภาคมากยิ่งขึ้น หลังจากที่ต้องฟันฝ่าอุปสรรคในช่วงเวลาอันยากลำบากที่ผ่านมา

สำหรับประเทศไทย ปีนี้การเติบโตจากภาคธุรกิจอีคอมเมิร์ซยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย รวมทั้งตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยยังคงมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ Google ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นในการช่วยวางรากฐาน เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน และได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และข้อมูลที่เป็นประโยชน์

รวมทั้งการสนับสนุนเงินทุน เพื่อเปิดโอกาสในการเข้ารับการฝึกอบรมทักษะดิจิทัลแก่คนไทยทั่วประเทศ ในโครงการ “Samart Skills” ที่ได้เปิดตัวไปเมื่อเร็ว ๆ นี้

อ่านรายงานฉบับเต็ม: เศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฉบับที่ 7



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน