ห่านคู่ ในวันที่ ห่านสองตัว เริ่มจะมีลูกหลานในเจนใหม่ๆ (ประวัติ)

แบรนด์ห่านคู่ในวันนี้มีอายุถึง 69 ปี ถือว่าเป็นอากง อาม่า ที่เริ่มเห็นลูกหลาน เจนใหม่ ๆ ออกมาทำความรู้จักกับผู้บริโภคในตัวตนที่แตกต่างกัน

โดยเฉพาะในช่วงปีนี้เราได้เห็นห่านคู่ออกมาพร้อมกับตัวตนใหม่ ๆ ที่มีมิติและจุดยืนที่ชัดเจน ในฐานะเสื้อยืดธรรมดา ที่ไม่รู้สึกผิดที่จะทำสิ่งดี ๆ เช่น ล่าสุดเปิดตัว คอลเลกชัน Misfit ภาคต่อของแคมเปญเสื้อยืดธรรมดาที่ทำมาดี ที่นำเสนอในเรื่องการมุ่งเน้นสู่ Sustainable ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดยืนของห่านคู่ในอนาคต

คอลเลกชัน Misfit เป็นการนำสินค้าที่ไม่สมบูรณ์ในการผลิต เช่น ผ้าสีไม่เข้าพวก เศษผ้าชิ้นเล็ก ๆ ที่เหลือจากการผลิต มาตัดแต่ง แปรรูปใหม่ประกอบกันเป็นเสื้อในรูปแบบ Upcycle ออกวางจำหน่าย ในราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงง่าย

พร้อมกิจกรรมห่านคู่ “ยืด” เพื่อโลกใบนี้ ที่สามย่านมิตรทาวน์ ในวันที่ 2-6 ธันวาคม 2565 เชิญชวนบริจาคเสื้อยืดสภาพดี เพื่อนำไปแปรรูปในรูปแบบรีไซเคิล ส่วนเสื้อยืดที่รีไซเคิลไม่ได้ส่งต่อให้ร้านปันกัน ของมูลนิธิยุวพัฒน์

 

มีโครงการติดโซลาร์เซลล์ในโรงงานในปีหน้า เพื่อให้โรงงานใช้พลังงานสะอาดทดแทนพลังงานในรูปแบบเดิม

จุดมุ่งหมายของห่านคู่พาตัวเองสู่แบรนด์ Sustainable คุณากร ธนสารสมบัติ กรรมการผู้จัดการ โรงงานไทยแลนด์นิตติ้ง ทายาทรุ่นที่ 3 ของแบรนด์ห่านคู่ มองว่ามาจากแนวความคิดที่อยากให้ห่านคู่เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ผู้บริโภคหันมาใช้สินค้าที่ Sustain ผลักดันให้ตลาดนี้โตขึ้น  ให้คนอื่นที่อยู่ใน Supply Chain มองเห็นว่าลูกค้าเริ่มตอบรับกับสินค้าเหล่านี้มากขึ้น และทำไมไม่ทำสินค้าที่ Sustainable ที่ดีต่อโลกเพิ่มขึ้น

“Sustainable ไม่ได้เป็นจุดขายใหม่ของห่านคู่ แต่เป็นทิศทางที่พาให้แบรนด์อยู่รอดต่อไปได้ คุณค่าที่ห่านคู่จะมอบให้ได้ อาจจะไม่ใช่คุณค่าที่เอาไปตีความได้ว่าคุ้มหรือไม่คุ้มในปัจจุบัน แต่อยากให้คนสัมผัสได้ว่าทุกคนมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นมากกว่า”

ทั้งหมดนี้มีต้นกำเนิดมาจากช่วงเวลาที่คุณากรเรียกว่า ยุคเรอเนสซองส์

“ยุคเรอเนสซองส์ คือยุคที่โควิด-19 แพร่ระบาด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ได้กลับมานั่งคิดถึงมุมมองต่าง ๆ กับลูกค้ามีต่อสินค้าของห่านคู่ ที่สะท้อนถึงทุก ๆ Experience ที่ลูกค้ามีกับแบรนด์ และห่านคู่ทำอะไรให้ดีกว่าปัจจุบันได้บ้าง”

เป็นจุดที่ทำให้มองภาพห่านคู่ใหม่ทั้งหมด ทั้งภาพลักษณ์ รูปแบบสินค้า ช่องทางจัดจำหน่าย และอื่น ๆ

 ในส่วนของภาพลักษณ์ เราได้เห็นห่านคู่สร้างตัวตนของแบรนด์ในฐานะแบรนด์ธรรมดา ที่ไม่รู้สึกผิดที่จะทำสิ่งดี ๆ ผ่านแคมเปญ เสื้อยืดธรรมดาที่ทำมาดี สื่อสารถึงแก่นของ DNA ที่แบรนด์มีมาตลอด คือความสบาย ให้ผู้บริโภคทุกคนทุกอาชีพรู้สึกสบายด้วยเสื้อผ้า

และแคมเปญนี้ได้กลายเป็นการรีแบรนด์ครั้งใหม่ของห่านคู่ ที่เปิดตัวผ่าน จดหมาย “ถึงคุณคนธรรมดา”

คุณากรเล่าว่าจุดประสงค์แรกของการสื่อสาร จดหมาย  ถึงคุณคนธรรมดา เพียงเพราะต้องการชวนลูกค้าคุย แนะนำตัวเองว่าฉันเป็นห่านคู่ ฉันยังอยู่ และฉันมีจุดยืนต่อไปอย่างไรเท่านั้น โดยไม่ได้คิดว่าต้องนำเสนออะไรกับลูกค้า

“ผลตอบรับจากการสื่อสารนี้ดีเกินคาด เกิดกระแสไวรัล จากแบรนด์ต่าง ๆ ร่วมประสานเสียงกับห่านคู่ว่าเป็นแบรนด์ธรรมดาที่ทุกคนใช้เหมือนกัน ถือเป็นสิ่งที่เกินความคาดหวัง และเป็นพลังหมู่มากที่ได้ออกมายืนร่วมกัน และบอกว่าถ้าวันนี้จะไปข้างหน้าได้แต่ละคนมีจุดยืนที่เป็นจุดดีของตัวเอง ที่สามารถออกมาพูด มาสื่อสาร มาใช้ได้ จนเกิดกระแสในวงกว้าง”

ส่วนห่านคู่ได้ฐานลูกค้าใหม่ ๆ ที่เข้ามาแวะเยี่ยมชมร้านค้า โซเชียลมีเดีย ที่ต่อยอดไปยังการตลาด และการพัฒนาสินค้าตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละเซกเมนต์มากขึ้น

ในมุมของสินค้าและช่องทางจัดจำหน่าย คุณากรเล่าว่าในช่วงเวลาที่ห่านคู่อยู่ในยุคเรอเนสซองส์ เริ่มพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ ทดลองตลาดขายผ่านช่องทางออนไลน์ และช็อปห่านคู่ที่เป็นหน้าร้านออฟไลน์

“ช็อปห่านคู่มีจุดเริ่มต้นจากการเป็น Sand Box เล็ก ๆ ที่สามย่านมิตรทาวน์เพื่อศึกษาความต้องการของลูกค้าว่า ถ้าห่านคู่มาเปิดช็อปและนำสินค้าใหม่ ๆ ที่พัฒนามาตั้งแต่ช่วงโควิด-19 จะได้รับการตอบรับอย่างไร”

และช็อปยังเป็นหนึ่งที่ช่วยสานต่อแนวคิด สร้างแบรนด์ผ่านการลงมือทำ สร้างความเชื่อในสินค้าและแบรนด์ ผ่านการเห็น การสัมผัสจับต้องสินค้าจริง มีประสบการณ์กับสินค้า แทนการพูดเพียงอย่างเดียวที่คุณากรวางไว้ได้อีกช่องทางหนึ่ง

นอกจากนี้ ในส่วนของสินค้า นอกจากการพัฒนาสินค้าผ่านคอลเลกชันและซับแบรนด์ ยังขยายโอกาสผ่านการจับมือร่วมกับแบรนด์และศิลปินต่าง ๆ ในรูปแบบ Collab เช่น คอลเลกชันช้างดาว-ห่านคู่ ที่ Collab รวมกันเฉพาะกิจ

หรือแม้แต่คอลเลกชันแคนวาส  คอลเลกชันเสื้อห่านคู่พิมพ์ลายดีไซน์จากศิลปิน ที่มีจุดเริ่มจากกลุ่มลูกค้าที่เป็นศิลปินติดต่อเข้ามาว่าอยากทำเสื้อ และมี Pain Point ด้านยอดสั่งทำขั้นต่ำ การจัดการเก็บ การขาย จึงเกิดเป็นความร่วมมือห่านคู่ดูแลการผลิต ช่องทางจำหน่าย ส่วนศิลปินสร้างสรรค์ผลงาน

และคุณากรมองว่า การ Collab เป็นเหมือนพื้นที่ให้กลุ่มแฟนของสินค้าและศิลปินได้เจอกัน ใส่เสื้อยืดในลายที่ชอบ และทำให้ห่านคู่มีมูฟเมนต์ไปกับกิจกรรม Collab ต่าง ๆ

หลังรีแบรนด์ ห่านคู่มีกลุ่มลูกค้าเข้ามาหลากหลาย ทั้งกลุ่ม Gen X, Gen Y  Gen Z และ Gen Alpha การทำตลาดบริหารแบรนด์จึงต้องเปลี่ยนไป

“เป็นจุดที่ท้าทายและกังวลมาตั้งแต่แรก ว่าวันนี้จะเสิร์ฟลูกค้าได้อย่างไร เพราะห่านคู่มีตัวตนมาตั้งแต่ในอดีต การเปลี่ยนความคิดของคนให้เชื่อว่าห่านคู่ทำอีกสิ่งหนึ่งแล้วต้องใช้พลังมาก

และในวันนี้ลูกค้ามีหลายกลุ่มมาก ห่านคู่จึงทำในเรื่องคอลเลกชัน ซับแบรนด์ ออกมาตอบโจทย์ในแต่ละกลุ่ม และพยายามเข้าใจลูกค้าแต่ละกลุ่มว่า คิดอะไร ชอบอะไร และนำสินค้าในกลุ่มนั้น ๆ ไปใกล้ชิดลูกค้ามากขึ้น เช่น สินค้าในลักษณะมัลติคอลเลกชัน มัลติซับแบรนด์ มาตอบโจทย์”

อย่างเช่นลองทำสินค้าแบรนด์ DBGS เพื่อลองตลาดว่า ถ้าไม่บอกว่าสินค้านี้มาจากห่านคู่จะมีผลตอบรับอย่างไร

ซึ่งผลตอบรับค่อนข้างประหลาดใจ เพราะลูกค้าไม่ได้มีภาพห่านคู่อยู่ในหัว แต่ซื้อสินค้าด้วยตัวของสินค้าในรูปแบบที่ชอบจริง ๆ

และทำให้เห็นภาพแตกต่างไปจากเดิม

เพราะคุณากรชื่อว่าแม้ ห่านคู่ อาจจะเริ่มด้วยห่านสองตัว อนาคตห่านจะต้องออกลูกออกหลานมาในบริบทที่แตกต่างกันไป

และลูกหลานแต่ละตัวจะเป็นแบรนด์ และซับแบรนด์ที่เลี้ยงแตกต่างกัน เพราะแต่ละตัวโตไม่เหมือนกัน

เช่น สินค้ารุ่นเดิม รุ่นคลาสสิกมีจุดยืนจุดขายอีกรูปแบบหนึ่ง สินค้ารุ่นถัด ๆ มามีรูปแบบและแนวคิดที่แตกต่างกัน เหมือนลูกที่ต้องเลี้ยงในบริบทที่เขาดีและทำให้เขาโต

เหมือนภาษาจีนที่ว่าเจียะเหลาตั่ว กินจนแก่ก็ต้องโตให้ได้

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน