เรื่องราวของบุคคลประสบความสำเร็จ ที่สู้ชีวิตมีอยู่มากมาย แต่เรื่องที่คุณกำลังจะได้อ่านนั้น เป็นเรื่องที่เรียบง่าย และอาจจะคล้ายกับคนธรรมดาที่สุดก็ว่าได้ Marketeer จึงอยากเล่าเรื่องราว และสรุปออกมาเป็นประเด็นให้ได้อ่านกัน และไม่แน่ความคิดที่คุณมีอยู่แล้ว อาจกลายเป้นไอเดียหลักล้านก็ได้
ยาวมาก แต่อยากให้อ่าน ^^
ตั้งคำถามดี ชีวิตดี (ถ้าตั้งใจตอบ)
สองพี่น้อง Bert และ John Jacobs โตมาในครอบครัวลูก 6 คน บ้านหลังเล็กๆ ในแต่ละวันหลังจากวิ่งเล่น หรือไปโรงเรียน คุณแม่มักจะถามลูกๆว่า “เล่าให้แม่ฟังหน่อย วันนี้มีเรื่องราวอะไรดีๆ เกิดขึ้นกับลูกบ้าง” นั่นคือสิ่งที่แม่ของพวกเขาปลูกฝังตั้งแต่เล็ก ให้มองแต่เรื่องดี
ซึ่งการมองโลกในแง่ดีนั้นมีความสำคัญกับครอบครัว Jacobs เป็นอย่างมาก เพราะตอนที่สองพี่น้องอยู่ชั้นประถม พ่อแม่ของพวกเขาได้รับอุบัติเหตุรถยนต์ แม่ของเขาหนีออกมาได้พร้อมกระดูกหัก ส่วนพ่อของเขาไม่สามารถใช้มือขวาได้อีกเลย…
อ่านมาตรงนี้ พล็อตเรื่องคล้ายๆ กับละครไทยไม่น้อย เพราะคุณพ่อที่เสียแขนไปมีอารมณ์ที่กราดเกรี้ยวมากขึ้น และมักตะโกนใส่เด็กๆ เป็นประจำ แต่แม่ของพวกเขาพยายามทำให้คนในบ้านมีความสุขชดเชยกับพ่อ คุณแม่จะร้องเพลง เล่าเรื่องสนุกๆ และเล่านิทานให้เด็กๆ ฟัง
“การมองโลกในแง่ดีนั้นเป็นสิ่งที่ครอบครัวของเรามี ในยามที่เรามีน้อยเหลือเกิน”

ต้องกล้าทำอะไรบางอย่างที่ต่างออกไป
Comfort Zone เป็นกับดักที่ทำให้หลายคน ดึงเอาประสิทธิภาพของตัวเองออกมาใช้ไม่หมด ดังนั้นการกล้าทำอะไรที่แตกต่าง และยากลำบากกว่าชีวิตที่สุขสบายจะทำให้เราค้นพบอะไรบางอย่าง เช่นเดียวกับสองพี่น้อง Bert และ John ในวัย 20 และ 23 ปี ถามตัวเองในปี 1988 ก่อนตัดสินใจที่จะออกไป Road Trip เจ็ดสัปดาห์ ตั้งแต่ California จนถึง Boston
แต่ทริปนี้ไม่ใช่ทริปท่องเที่ยวทั่วไป เป้าหมายของทริปก็เพื่อค้นหาว่า เราจะทำยังไงกับชีวิตของเราดี ? พวกเขาเริ่มเดินทางด้วยเงินก้อนหนึ่ง แผนที่สหรัฐ เทปเพลงแฮนด์เมด แล้วก็แผนการที่ยังไม่ได้เขียนอะไรลงไปเลย แต่ปรากฎว่าการเดินทางเพื่อเสาะหาสิ่งที่อยากทำไปเรื่อยๆนั้น ทำให้พวกเขาเจออะไรบางอย่าง
พวกเขาได้ใช้เวลาว่ายน้ำในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ เล่นบาสเก็ตบอลในหาดเวนิส และค้นพบว่า เราควรจะทำธุรกิจด้วยกัน ธุรกิจที่สามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาอย่างเต็มที่
“ถ้าพวกเราไม่ได้ออกไปทริปนั้น พบผู้คนใหม่ๆ สถานที่ใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ บางทีเราอาจไม่ได้มีความคิดแบบนี้ก็ได้ ลองคิดดูสิ ไม่มีเหตุผลเลยนะที่เด็กวัยรุ่นสองคน (คนน้องยังเรียนอยู่ด้วย) จะต้องรีบสร้างธุรกิจด้วยกัน”

ยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อมั่น
หลังจากกลับจาก Road Trip พวกเขาทำเสื้อยืดขาย โดยใช้ชื่อว่า Jacob’s Gallery โดยขายตามหอพักในหมาลัย และตลาดในบอสตัน ถามว่าดังเปรี้ยงปร้างมั้ย? ตอบเลยว่า ไม่ใกล้เคียงแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเลือกกลุ่มเป้าหมายไปที่เด็กมหาลัย แต่สินค้าของเขา เสื้อยืดของเขา ไม่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้
พวกเขาจึงลองสู้อีกซักตั้ง โดยการลงทุนซื้อรถตู้เก่าๆ มูลค่า 2,100 เหรียญ เพื่อที่จะขับรถตระเวนขายเสื้อระหว่างหอพักมหาวิทยาลัย ในทุกๆคืน โดยเรียกรถว่า The Enterprise เพราะว่ารถทั้งคันคือบริษัทของพวกเขา แต่ไม่ใช่มีรถ ขับตระเวนขายแล้วจะสำเร็จ
โดยเรื่องราวที่สะเทือนใจก็เกิดอีกครั้ง เมื่อแฟนสาวของ Bert ตัดสินใจเลิกกับเขา เพราะตอนนั้น Bert อายุเกือบ 30 ปี ขับรถแวนกับน้องชาย และยังใช้เงินแบบเดือนชนเดือนอยู่เลย แต่สองพี่น้องก็ไม่สนใจ เพราะรู้ว่าถ้ามัวแต่สนใจเสียงคนรอบข้าง สุดท้ายพวกเขาก็ต้องกลับไปเส้นไม่ใช่ทางของพวกเขา และไม่ได้ใช้ประสิทธิภาพของพวกเขาอย่างเต็มที่

ใช้ใจอย่างเดียวไม่พอ ต้องการตลาดจริงจัง
พวกเขาล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน และพยายามคิดว่า เป็นเพราะลายเสื้อไม่สวย เด็กมหาลัยไม่มีเงินซื้อ หรือเวลาที่ขายไม่ดีรึเปล่า (แหม ก็พวกพี่เล่นขายตอนตีหนึ่ง) “เมื่อคุณพยายาม ถ้าไม่สำเร็จ คุณก็ได้เรียนรู้ ไม่ว่าทางไหนคุณก็ชนะทั้งนั้น” สองพี่น้องกล่าวในหนังสือที่พวกเขาเขียนหลังประสบความสำเร็จ
นอกจากนั้นหลังจากที่พวกเขากลับจากการขับรถไปขายเสื้อ พวกเขาจะกลับมาจัดปาร์ตี้เบียร์ที่บ้าน เชิญเพื่อน เชิญแขกมานั่งกินเบียร์ฟรี พร้อมเล่าเรื่องราวของพวกเขา และถามความเห็นว่าเสื้อยืดลายใหม่ของเราเป็นอย่างไร สถานการณ์นี้ถือเป็น Win-Win เพราะพวกเขาได้รับความเห็นอย่างซื่อสัตย์จากเพื่อน และเพื่อนก็ได้เบียร์ฟรี
และในที่สุด ฟางเส้นสุดท้ายก็มาถึง พวกเขากลับจาการขายเสื้อ โดยเหลือเงินเพียง $78 แต่พวกเขาก็ยังยืนยันจะจัดปาร์ตี้เบียร์ต่อ บางทีอาจจะเป็นปาร์ตี้สุดท้ายเพราะตังหมดแล้ว โดยในงานพวกเขาโชว์เสื้อลายใหม่ที่คิดขึ้นได้ระหว่างทางกลับบ้าน โดยไอเดียมาจากว่า พวกเขาเบื่อเหลือเกินที่ต้องมองโลกในแง่ดี เพราะโลกเรามีด้านร้ายๆ เต็มไปหมด John เลยวาดตัวการ์ตูนขึ้นมาหนึ่งตัว เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการคิดบวกขึ้น และไม่ว่าโลกจะเลวร้ายแค่ไหน ตัวการ์ตูนตัวนี้ก็จะยิ้มสู้กับมัน (บางทีการ์ตูนตัวนี้อาจจะเป็นการประชดชีวิตก็เป็นได้)
ปรากฏว่าการ์ตูนที่วาดขึ้น เป็นที่ฮิตมากในหมู่เพื่อนๆ และมีเพื่อนคนหนึ่งให้ความเห็นว่า “หมอนี่รู้แล้วว่า จะทำอะไรกับชีวิตดี” หรือ “This guy’s got life figured out” จากนั้นสองพี่น้องก็ย่อคำให้เหลือว่า LIFE IS GOOD หรือแปลง่ายๆว่า ชีวิต ดี๊ ดี
หลังจากนั้นพวกเขาก็ผลิตเสื้อลาย Life Is Good ออกมา 48 ตัว และนำไปขายที่ตลาดนัดใน Massachusetts ในปี 1994 ซึ่งปรากฏว่าลายนี้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า หมดตั้งแต่ชั่วโมงแรก แถมมีคนมาขอซื้อเสื้อที่พวกเขาใส่อีกด้วย (อะไรจะขนาดนั้น) โดยเหตุผลง่ายๆ ที่ทำให้ขายเสื้อได้ก็คือ “ผู้คนเข้าใจมัน เข้าใจสิ่งที่เราจะสื่อ แค่นั้นเอง”

และตัวการ์ตูนตัวนั้น และประโยค Life Is Good ก็กลายเป็น Signature ของพวกเขาไปโดยปริยาย
เรื่องราวหลังจากนั้น คงต้องไปตามหาอ่านต่อในลิงค์ข้างล่าง โดยปัจจุบัน Life Is Good ขยายไลน์สินค้าออกไปมากกว่าเสื้อยืด มีพนักงานประมาณ 160 คน ยอดขาย 100 ล้านเหรียญต่อปี วางขายใน 4,500 ร้านค้า และพวกเขายังบริจาคเงิน 10% จากกำไรสุทธิ เพื่อช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสอีกด้วย
ตามไปดูเว็บไซต์ของ Bert และ John ได้ >>> Life Is Good
ที่มา : Business Insider



