นวมินทร์ ประสพเนตร : MONO 29 : “ถ้าเป็นช่องหนังกับซีรี่ส์ เราต้องการเป็นที่ 1”

ช่อง Mono 29 ชูคอนเซ็ปท์ “Motion Nonstop Channel” เพื่อสร้างความแตกต่างจาก 24 ช่องของดิจิตอลทีวี และช่องอนาล็อกเดิม ด้วยการมีหนังดีและซีรี่ย์ดังระดับเวิล์ดคลาสให้ดูได้ตลอดทั้งวัน เป็นช่องใหม่สำหรับคอหนังทางช่องฟรีทีวีที่ไม่ต้องเสียเงินรายเดือนให้กับทางช่อง Pay TV

 

นวมินทร์ ประสพเนตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมโน บรอดคาซท์ จำกัด

บอกว่าใช้เงินไปแล้วประมาณ 500 ล้านบาทกับหนัง 1,500 เรื่อง และการทำสตูดิโอ รวมทั้งเครื่องไม้เครื่อมมือเพื่อลองรับการออกอากาศที่เตรียมไว้ให้ลูกค้าได้ดูแบบ Nonstop

พร้อมๆ กับบริหารจัดการคอนเทนต์ต่างๆ ที่มีอยู่ในมือด้วยจุดแข็งของความเชี่ยวชาญในเรื่องเทคโนโลยีของ โมโน กรุ๊ป เพื่อขอเป็นช่องหนึ่งที่อยู่ในใจคนดูให้เร็วที่สุด พร้อมเตรียมเสริมโลคอลคอนเทนต์จัดวางผัง เพื่อสร้างความหลากหลาย ภายใน 3 ปี หวังจะเป็น TOP 5 ด้วยยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจ

 

อะไรคือเหตุผลหลักในการที่ทำให้ โมโน กรุ๊ป กระโดดเข้ามาร่วมวงประมูลดิจิตอลทีวีด้วย

15 ปีที่ผ่านมา โมโน กรุ๊ปมีธุรกิจในมือมากมายทั้ง New Media คือ Mono Mobileซึ่งปัจจุบันเราเป็นโมบายคอนเท้นท์เบอร์ 1 และได้ขยายธุรกิจนี้ไปในหลายประเทศเช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย จีน มีธุรกิจโมโนอินเตอร์เน็ตกับเว็บไซต์เอ็มไทยดอทคอม ที่เป็นเว็บไซต์อันดับต้นๆ ของประเทศ ส่วน Traditional Media คือสื่อสิ่งพิมพ์ที่ปัจจุบันเรามีแมกกาซีนทั้งหมดประมาณ 10 หัว ที่ครอบคลุมหลากหลายประเภท อาทิ นิตยสารแนวบันเทิง นิตยสารวัยรุ่น นิตยสารไลฟ์สไตล์ นิตยสารสำหรับผู้ชาย ฯลฯ ด้านธุรกิจดนตรีกับสังกัด โมโนมิวสิค ที่ผลิตศิลปินคุณภาพหลากหลายแนว ธุรกิจSatellite TV กับ ช่องซ่าส์ ส่วนธุรกิจทางด้านภาพยนตร์ โมโนฟิล์ม มีทั้งซื้อหนังเข้ามาฉายและผลิตหนังเองด้วย โดยมีพาร์ทเนอร์ทั่วโลก ซึ่งหนังที่เราทำเองและเคยได้รับรางวัลเช่น แฮปปี้ เบิร์ธเดย์ และ Me…Myself ขอให้รักจงเจริญ

ทั้งหมดคือประสบการณ์และคอนเท้นท์ที่มีอยู่ในมือ แต่สิ่งที่เรายังไม่มีคือ Mass Media เมื่อ กสทช. เปิดโอกาสในเรื่องทีวีดิจิตอลไลเซ่นส์ 15 ปี เราเลยเข้ามาเพราะมั่นใจว่าน่าจะทำอะไรได้ โดยอาศัยจุดแข็งที่มีอยู่ รวมทั้งด้านเทคโนโลยีและออนไลน์โมบาย เพราะเชื่อว่าในอนาคตทีวีจะไม่หยุดเพียงแค่นี้ แต่จะเป็นการผสมผสานระหว่างสื่อที่หลากหลายเข้าด้วยกัน

 

ทั้งหมดเป็นจุดแข็ง แต่ Mono 29 จะสร้างจุดต่างจากคู่แข่งอย่างไร

คือในแนวคิดของเราไม่ได้มองคนอื่นเป็นคู่แข่ง แต่มองอย่างเดียวว่าจะทำอย่างไรให้คนดูพอใจ นั่นคือโจทย์แรก และทำอย่างไรให้เราเป็นทางเลือกหนึ่งที่เขาต้องมาดู

Mono 29 จึงมีสโลแกนที่ค่อนข้างชัดเจนว่า “Motion Nonstop Channel” โดยจุดที่แตกต่างของเราคือคุณจะได้ดูซีรี่ส์และภาพยนตร์ที่ฉายเกือบทั้งวัน จากเดิมถ้าจะดูหนังเยอะๆ อย่างช่องเราก็ต้องไปจ่ายรายเดือนให้กับค่ายPay TV แต่ของเราดูฟรี ในขณะที่ 6 ช่อง SD วาไรตี้ที่เหลือ รายการเขาจะคล้ายๆ กัน คือส่วนใหญ่จะเป็นละครซิทคอม เกมโชว์ และวาไรตี้บันเทิง และปัจจุบันทางโมโนยังได้ลิขสิทธิ์ในการเผยแพร่ซีรี่ส์และภาพยนตร์จากค่ายหนังชั้นนำจากฮอลลีวู้ด 4 ค่ายด้วยกันคือ โซนี่, พาราเม้าท์, ยูนิเวอร์แซล และวอร์เนอร์ ซึ่งมีทั้งหนังเกรดเอและบี หนังเกรดบีถ้าคัดดีๆ ก็ยังมีหนังดีอีกเยอะนะครับ

ส่วนในเมืองไทยได้ร่วมมือกับค่ายพระนครฟิล์มซื้อลิขสิทธิ์หนังทั้งหมดของเขาเข้ามา รวมทั้งหนังของทางเอ็มพิคเจอร์ ทำให้ตอนนี้เรามีหนังทั้งหมดประมาณ 2,000 เรื่องอยู่ในมือ มั่นใจว่ามีเพียงพออย่างต่อเนื่องแน่นอน

 

สัดส่วนของรายการประเภทต่างๆ วางไว้อย่างไร

ในเรื่องของหนังและซีรี่ส์มีถึง 65-70% รับรองเปิดมาช่อง 29 เมื่อไรก็ต้องเจอเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อีก 25% คือข่าว ซึ่งแน่นอนไม่ใช่ข่าวฮาร์ดนิวส์ เพราะไม่ใช่ทางของเรา แต่เราจะเอาจุดแข็งทางด้านออนไลน์มาทำเป็น Social Report แทน เช่น ข่าวจากเอ็มไทยก็จะถูกส่งมาทางช่องนี้ด้วย และประมาณเดือนมิถุนายนนี้จะมีการปรับผังอีกรอบหนึ่ง ช่วงข่าวประมาณ 6 โมงเช้า ช่วงหนึ่งจะเป็นข่าว World News ซึ่งจะเป็นข่าวจาก CNN ตอนกลางวันจะเป็นข่าวบันเทิง ตอนเย็นจะเป็นสาระบันเทิงประมาณทอล์คออฟเดอะทาวน์ พูดคุยในเรื่องฮอตๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ดังนั้นข่าวของเราจะเป็นประเภทสาระบันเทิงและสาระความรู้ เน้นให้ความรู้ควบคู่กับความบันเทิง

ในเรื่องของข่าวกีฬาในซีซั่นหน้าประมาณเดือนมิถุนายนจะมีรายการใหม่ๆ เกี่ยวกับกีฬามาให้ชมอย่างแน่นอนครับ   ซึ่จะมีที่ช่องเราที่เดียวเท่านั้น

ส่วนอีก5-10% จะเป็นการผลิตโลคอลคอนเท้นท์อื่นๆ ทั้งละคร เกมโชว์ และรายการเด็ก

 

แนวทางละครของ Mono จะเป็นแบบไหน

จะจับกลุ่มเจนวายของคนกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ที่เป็นคนทันสมัยหน่อย แนวตบตีก็คงไม่ใช่ แต่จะเป็นแนวสนุกๆ มันๆ ผสมแอคชั่นหน่อยๆ ตอนนี้ทำไปประมาณ 5 เรื่องครับ

 

เมื่อตั้งใจจะใช้วาไรตี้บันเทิงเป็นจุดแข็ง ทำไมไม่ประมูลช่อง HD ที่จะได้เปรียบเรื่องความคมชัดมากกว่า

          ผมเชื่อว่าในช่วงแรกความพร้อมทางด้านอินฟราสตรัคเจอร์ เรื่องทีวีเซ็ทต่างๆ ที่จะมารองรับ HD คงจะยังไม่ถึง 100% ดังนั้นในปัจจุบันควรจะประมูลเป็น SD มาก่อน แต่ต่อไปในอนาคตผมเชื่อว่าทาง จะมีแนวทางในการอัพเกรดเป็น HD เนื่องจากเทคโนโลยีแบนวิทธ์อาจมีการขยายตัว ดูได้จากเทรนด์ของประเทศอื่นๆที่พัฒนาแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่นานประเทศเขาอัพเกรดกันหมดแล้ว

 

กลุ่มเป้าหมายคนดูของ Mono 29 ถูกวางไว้อย่างไร

               เราอยากเป็นช่องหนึ่งที่ความหลากหลายของคนดู แต่ในช่วงแรกต้องโฟกัสไปที่กลุ่มคนชั้นกลางขึ้นไป และเป็นกลุ่มคนเจน Y และ X แตะ Z บ้าง ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัดเป็นหลัก รวมทั้งคนเจนไหนก็ได้ที่มีไลฟ์สไตล์ที่ชอบอะไรที่สนุกๆ มันๆ ซึ่งเป็นบุคลิกของช่องเรา

 

ไพร์มไทม์ของ Mono 29 อยู่ในช่วงเวลาไหน

ทุกช่วงถ้าดูตามผังช่องนี้จะมีหนังประมาณ 23 เรื่องต่ออาทิตย์ เราพยายามจะทำให้ทุกช่วงเวลามีเรทติ้ง แต่แน่ล่ะ ช่วงไพร์มไทม์ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั่วไปจะถือว่าประมาณ 6 โมงถึง 4 ทุ่มเป็นช่วงที่คนดูทีวีเยอะที่สุด เราก็ต้องเข้าไปแย่งตรงจุดนั้นเหมือนกัน แต่ผมก็ไม่ได้คิดว่าวันนี้เราจะเป็นเบอร์ 1 หรือท็อปไฟว์ แรกๆ เราติดท็อปเท็นก็โอเคแล้ว ยังไม่ต้องรีบไปแย่งกันที่ช่วงเวลานั้น

 

การแข่งขันก็สูง ในขณะเดียวกันพฤติกรรมคนดูทีวีก็เปลี่ยนไป Mono 29 ตั้งรับในเรื่องนี้อย่างไร

          ตลอดเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา เราได้ศึกษาพฤติกรรมคนดูมาตลอด และสิ่งที่พบหลักๆ ก็คือ

1. คนดูไม่ได้มีจอเดียว สามารถดูทีวีไปพร้อมๆ กับการดูหน้าจอบนสมาร์ทโฟน, หน้าจอแท็บเล็ตและหน้าจอโน้ตบุ๊ก เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นแล้วและไม่มีทางที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมพวกนี้ได้

2. คนดูพร้อมที่จะกดรีโมทหนีเมื่อมีโฆษณา เพราะในขณะที่ปัจจุบันมีถึง 14 ช่องวาไรตี้ไม่รวมช่องข่าว ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนทราบดี

3. คนกลุ่มนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับรายการสดเท่าไร เพราะสามารถไปหาดูได้ในยูทูปเมื่อไรก็ได้ Anywhere or Anywhere   เรามีวิดีโอเอ็มไทยทำให้รู้ดีเพราะคนเข้ามาดูวิดีโอของเราเยอะมาก

4. คนเชื่อเฟซบุ๊คมากกว่าแหล่งข่าว เพราะเฟซบุ๊คคือเพื่อนส่งมา คนส่วนใหญ่เชื่อเพื่อนแล้วแชร์ต่อ เป็นกระแสของโซเชียลเน็ตเวิร์คที่เข้ามาอิทธิพลกับชีวิตของคนมากขึ้น

5. คนกลุ่มนี้บริโภคเอนเตอร์เทนเม้นท์ในรูปแบบที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ชอบดูอะไรที่หักมุม ซ่อนเงื่อน หรือคาดไม่ถึงทั้งในละครและรายการต่างๆ

แน่นอนว่าพฤติกรรมผู้บริโภคคงเปลี่ยนแปลงต่อไปเรื่อยๆ ตามเทคโนโลยีที่พัฒนาเพิ่มขึ้นทุกวันซึ่งเราหวังว่า Mono 29 จะเป็นช่องหนึ่งที่จะเป็นทางเลือกของมัลติสกรีน เจนเนอเรชั่น

 

ภาพของ มโน กรุ๊ป ในเรื่องรายได้ในอีก 3 ปีข้างหน้าจะไปในทิศทางไหน

ปีที่แล้วเรามีรายได้ 1,500ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจโมบาย อีก 3 ปีข้างหน้าเราวาง Positioning องค์กรเราให้เป็นเบอร์ต้นๆ ของบริษัทด้านเอนเตอร์เทนเม้นท์ โดยจะมีรายได้ของทางทีวีเป็นหลัก คาดว่ารายได้รวมของเราไม่ต่ำกว่า 5,000 พันล้านบาท นี่ยังไม่ได้พูดถึงรายได้จากต่างประเทศ ที่ถ้าเราทำได้ดีก็จะเพิ่มขึ้นอีก สำหรับมูลค่าตลาดรวมของงบโฆษณาทางทีวีทั้งหมดน่าจะอยู่ที่ประมาณ 50,000 ล้าน โดยเราหวังรายได้ที่ 2,500 ล้าน หรือประมาณ 5-10% ของมาร์เก็ตแชร์ (ครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมดที่ 5 พันล้านบาท)

คาดว่าปีนี้หรือปีหน้าๆ จะถึงจุดคุ้มทุนในเรื่องของทีวี ปีนี้รายได้ประมาณ 3-4 ร้อยล้านบาทก็พอใจแล้วครับ เพราะตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยมาเกือบจะครึ่งปีไปแล้ว

 

จุดอ่อนที่คิดว่าต้องเข้าไปแก้ไข

           ถึงแม้เราจะมีคอนเท้นท์จำนวนมาก มีจุดแข็งเรื่องเทคโนโลยี แต่ก็ต้องยอมรับว่าเราเป็นเจ้าใหม่บนหน้าจอทีวี ที่ฐานลูกค้ายังน้อย แต่ด้วยการวางทอศทางและรุปแบบของช่อง ทำให้เรามีจุดเด่นที่ค่อนข้างชัดเจน เชื่อว่าขอเวลาอีก 4-5 เดือนฐานลูกค้าเราจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแน่นอน ในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามหาโลคอลคอนเทนต์เข้ามาเสริม เสาร์อาทิตย์จะเอารายการพวกนี้เข้าไปผสม ถ้าเป็นอาหารก็คือต้องการให้อาหารมีรสชาติที่หลากหลาย กลมกล่อม แต่แกนหลักก็ยังเป็นภาพยนตร์และซีรี่ส์เหมือนเดิม

 

วางเป้าหมายการเป็นช่องที่อยู่ในใจคนอันดับที่เท่าไร และต้องใช้เวลากี่ปี

ถ้าเป็นช่องหนังกับซีรี่ส์อยากเป็นที่ 1 ในใจคนเลย แต่ถ้าเป็นฟรีทีวีทั้งหมด เราควรเป็น 1 ใน 5 ในระยะเวลา 3-4 ปี ที่สำคัญปีนี้ออกสตาร์ทเราต้องเกาะขบวน 10 ช่องแรกให้ได้ เพราะมีการเปรียบเทียบกันว่าการทำทีวีดิจิตอลคือการวิ่งมาราธอนระยะยาว 15 ปี แต่การวิ่งออกตัวช่วงแรกเราควรอยู่ 1ใน 10 ก่อน แล้วค่อยไล่ขึ้นไปเป็น 1 ใน 5

ไม่เหนื่อยครับ ผมว่าช่องเรามีความชัดเจนพอที่จะไปให้ถึงเป้าที่วางไว้ นวมินทร์ ประสพเนตร สรุป ด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า

Marketeer เดือนพฤษภาคม 2557 / เรื่อง : อรวรรณ บัณฑิตกุล

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline