รถยนต์-มอเตอร์ไซค์ EV ปีนี้จดทะเบียนสะสมรวมเก็บข้อมูล 17 ปี แตะ 1.32 แสนคัน ประเมิน EV คุ้มกว่าน้ำมันจริง แต่ยังเสี่ยงค่าใช้จ่ายแอบแฝง อีก 2-3 ปี ตลาดจึงจะเสถียร ส่วนสถานการณ์แบรนด์ต่างชาติแห่ลงทุนผลิตในไทยพุ่ง ส่ง EV ไทยโตต่อเนื่อง แต่ยังเสี่ยงปัญหาซัปพลายเชน 

 

รถยนต์-มอเตอร์ไซค์ EV

จดทะเบียนสะสมรวม 17 ปี

แตะ 1.32 แสนคัน ปีนี้

ปี พ.ศ. ยอดจดทะเบียนสะสมในไทย / คัน
2549 3,109
2550 5,372
2551 7,443
2552 8,631
2553 7,687
2554 6,369
2555 4,669
2556 3,264
2557 2,453
2558 1,783
2559 1,425
2560 1,330
2561 1,369
2562 2,737
2563 5,565
2564 11,144
2565 30,843
ณ เมษายน 2566 56,238
2566 132,843
* ตัวเลขจดทะเบียนสะสมทุกปี อัปเดตเฉพาะรถยนต์-มอเตอร์ไซค์ EV ที่ต่อภาษีประจำปี เท่านั้น
 ที่มา: คาดการณ์ ปี 2566 โดย Priceza Money, ข้อมูลจดทะเบียนสะสม ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ปี 2549 – เม.ย. 2566 โดยกรมการขนส่งทางบก

 

อ้างอิงข้อมูลจาก Priceza Money แฟลตฟอร์มเปรียบเทียบข้อมูลประกันรถยนต์ ที่เป็นกลางจากการไม่มีข้อจํากัดเรื่องค่า Commission เผยว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดรถยนต์ EV ในไทย ส่งผลให้เกิดช่องโหว่แก่บริการหลังการขาย รวมถึงราคาประกันรถยนต์ EV ที่วิ่งตามไม่ทัน

 

เทียบหมัดต่อหมัด

ค่าใช้จ่าย รถยนต์น้ำมัน: EV

ประหยัดกว่ากันขนาดไหน

ประภทรถยนต์ น้ำมัน EV
สัดส่วนรถยนต์ในไทย 43.70 ล้านคัน 5.3 หมื่นคัน
ค่าใช้จ่าย ระยะเวลา 5 ปี หรือ 120,000 กม.
ฐานรถยนต์เปรียบเทียบ น้ำมัน (Honda CR-V) EV (BYD Atto 3)
น้ำมัน: ชาร์จไฟฟ้า 300,000 84,000
เช็กระยะ 32,701 19,455
ประกันชั้น 1 บริษัทธนชาติ ประกันภัย 90,000 157,500
ภาษีประจำปี 22,500 6,500
เปลี่ยนยางรถยนต์ 31,800 48,760
พ.ร.บ. 645 645
รวมค่าใช้จ่าย 477,646 316,860
ที่มา: Priceza Money/พฤษภาคม 2566

 

โดยจะพบว่า ค่าบำรุงรักษาของรถยนต์น้ำมัน และ EV ต่างกันอยู่ที่ 160,786 บาท หรือเฉลี่ยปีละ 32,157 บาท อาจจะยังไม่ได้น่าสนใจมากเมื่อเทียบกับความเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

เช่น หากเกิดอุบัติเหตุ ผู้บริโภคจะต้องเจอกับค่าซ่อมมหาศาลที่ไม่คาดคิดก็ได้ หรือ ปัญหาในการหาจุดชาร์จระหว่างวันหยุดยาว ก็ยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ในวงกว้าง

มุมมองของ Priceza Money จึงคิดว่าการตัดสินใจซื้อรถยนต์ EV ในอีก 2-3 ปีข้างหน้านับเป็นช่วงเวลาที่คุ้มค่าที่สุด และยังไม่สายเกินไป สำหรับการเปลี่ยนจากรถยนต์น้ำมันแน่นอน

และช่วงดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นของเทรนด์ประกันรถยนต์ EV แบบ Personalize หรือ คิดเบี้ยประกันตามพฤติกรรมผู้ขับขี่ และระยะทางใช้งานจริง

ทำให้เสนอราคาที่ถูกกว่าปัจจุบัน ซึ่งราคาประกันชั้น 1 ของรถยนต์ EV ยังมีสูงกว่ารถยนต์น้ำมันประมาณ 20% เนื่องจากสัดส่วนการใช้งานต่ำกว่า 1% ของรถยนต์น้ำมัน

บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่จึงยังไม่สามารถประเมินความเสี่ยงที่แท้จริงได้ เพราะสถิติความเสียหายจากการใช้รถยนต์ EV ยังมีฐานข้อมูลที่น้อยมาก จึงต้องตั้งราคาเบี้ยประกันสูงกว่าฐานของรถยนต์น้ำมันไว้ก่อน

ตลอดจนค่าแรงและค่าซ่อมรถยนต์ EV ที่ยังคงต้องทำผ่านศูนย์หลักเท่านั้น ต่างจากประกันรถยนต์น้ำมัน ที่ซ่อมอู่นอกได้ ทำให้ราคาเบี้ยประกันถูกกว่า EV ระดับหลักหมื่นบาทเลยทีเดียว

ทั้งความรู้ ความสามารถ ความพร้อม ในการซ่อมรถยนต์ EV ในไทย ก็มีผลต่อราคาประกันภัยเช่นกัน เพราะค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่ยังไม่ได้มีการถ่ายโอนความรู้ในการซ่อมระบบภายในของรถยนต์ EV อย่างละเอียด

ปัจจุบันจึงเป็นการเน้นเปลี่ยนอะไหล่มากกว่าที่จะซ่อม ซึ่งการเปลี่ยนอะไหล่ใหม่ แน่นอนว่าแพงกว่าการซ่อมอยู่แล้ว

มาถึง ตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางของตลาดรถยนต์ EV ในไทยหลังจากนี้ อย่างอะไหล่ ซึ่งชิ้นส่วนภายในหลัก ๆ ของรถยนต์ EV ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 6-7 ชิ้น เท่านั้น

เมื่อเกิดอุบัติเหตุความเสียหายเลยมีมูลค่ามากกว่ารถยนต์น้ำมัน ที่มีอะไหล่ภายในหลายร้อยชิ้น เสียตรงไหน ก็ซ่อมตรงนั้นได้เลย

โดยปลายปี 2023 – ต้นปี 2024 เป็นปีทองที่แบรนด์รถยนต์จากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ EV พวงมาลัยขวาในไทย อาทิ จีน, ญี่ปุ่น และชาติตะวันตก สามารถเริ่มไลน์ผลิตได้ตามปริมาณเดียวกับที่นำเข้ามาขายก่อนหน้า และ 1.5 เท่า ในปี 2025 ตามเงื่อนไขการสนับสนุนของรัฐบาล

ซึ่งจะทำให้อะไหล่ต่าง ๆ ของรถยนต์ EV มีราคาถูกลงจากการผลิตได้เองในประเทศ และความรู้ความเชี่ยวชาญของช่างในการซ่อมก็จะต้องถูกถ่ายโอนมาที่ประเทศไทยเช่นเดียวกัน

 ไทยยังเสี่ยงเป็นเพียง ‘ตัวประกอบ’ ในมหากาพย์ตลาดรถยนต์ EV

 อย่างไรก็ตาม อ้างอิงข้อมูลเสริมจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ว่า อุตสาหกรรมผลิตอะไหล่ของไทยในซัปพลายเชนของรถยนต์ EV ยังมีความเสี่ยงสำหรับชิ้นส่วนบางกลุ่ม โดยเฉพาะที่มีมูลค่าสูง หรือ Core Technology

 

เพราะปัจจุบันไทยยังไม่บังคับว่าการผลิตรถยนต์เพื่อขายในประเทศ ต้องมีจำนวนชิ้นส่วนขั้นต่ำเท่าไร ส่วนการส่งออกไปประเทศภายใต้เขตความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่เป็นการร่วมมือลดภาษีนำเข้าเหลือน้อยที่สุด หรือ 0% ก็บังคับให้เป็นรถยนต์ที่ใช้สัดส่วนอะไหล่ผลิตในประเทศ เพียง 40% ของตัวรถเท่านั้น

ทำให้ผู้ผลิตที่ต้องการเน้นลดต้นทุนอะไหล่ให้มากที่สุด จากการแข่งขันในตลาดรถยนต์ EV ของไทยที่ดุเดือด อาจจะใช้ช่องโหว่ข้างต้น กระจายการนำเข้าชิ้นส่วน Core Technology จากประเทศอื่นในเขต FTA เช่น เซลล์แบตเตอรี่ จากอินโดนีเซีย และชิ้นส่วนระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จากมาเลเซียกับเวียดนาม

จนอาจส่งผลให้หน้าตาของซัปพลายเชนอะไหล่รถยนต์ในภูมิภาคอาเซียนเปลี่ยนไป จากเดิมที่ไทยเคยเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ส่งออกหลัก เมื่อครั้งผลิตรถยนต์น้ำมัน

ทำให้คาดว่า ระยะ 3-5 ปีจากนี้ แม้การผลิตรถยนต์ EV ในไทยที่เพิ่มขึ้น จะทำให้การลงทุนผลิตอะไหล่รถยนต์ในประเทศเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่มูลค่าการนำเข้าอะไหล่รถยนต์ EV ก็น่าจะเพิ่มขึ้นเช่นกัน และสัดส่วนมูลค่าการนำเข้าอะไหล่รถยนต์ EV ต่อต้นทุนชิ้นส่วนทั้งคัน จะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป

อย่างไรก็ดี เนื่องจากเทคโนโลยีการผลิตรถยนต์ EV ในไทยยังไม่นิ่ง และการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนผลิตอะไหล่รถยนต์ EV ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น

นโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ EV อย่างต่อเนื่องและครบวงจรหลังจากนี้ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่อาจช่วยพลิกโอกาสในการลงทุนให้มายังไทยมากขึ้น