เอสซีจี แถลงผลประกอบการไตรมาส 2/2566 และครึ่งปีแรก 2566 รายได้อยู่ที่ 124,631 ล้านบาท และ 253,379 ล้านบาท ตามลำดับ ภาคครึ่งปีแรก ลดลงทุกกลุ่ม จากสถานการณ์ตลาดที่อ่อนตัว

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี กล่าวว่า ความคืบหน้าการดำเนินงานในส่วนธุรกิจต่าง ๆ ของบริษัท ปี 2566 ประกาศร่วมทุนกับกลุ่มไทยเบฟเวอเรจ และเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ขยายธุรกิจ NocNoc ธุรกิจศูนย์รวมสินค้าและบริการเรื่องบ้านออนไลน์ ให้เติบโตทั้งในไทย และอาเซียน ตั้งเป้ารายได้ สิ้นปี 2566 อยู่ที่ 5,000 ล้านบาท

นำ SCG Decor ส่วนธุรกิจวัสดุตกแต่งผิวและสุขภัณฑ์ ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. 

โครงการปิโตรเคมีครบวงจร LSP เวียดนาม อยู่ระหว่างการทดสอบระบบต่าง ๆ ภายในโรงงาน เพื่อเตรียมพร้อมดำเนินการเชิงพาณิชย์ต่อไป 

ขณะเดียวกันได้ผนึกกำลัง 2 ผู้นำเทคโนโลยีกรีนพลาสติกของโลก บริษัท Avantium N.V. จากเนเธอร์แลนด์ และ บริษัท ไอเอชไอ (IHI) จากญี่ปุ่น เตรียมสร้างโรงงานต้นแบบนำก๊าซ CO2 มาแปรสภาพเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีรักษ์โลก รวมถึงพัฒนาเป็นวัตถุดิบทางเลือกอื่น ๆ

ด้านการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืน 6 เดือนแรก ปี 2566 เอสซีจีได้เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนได้ 40% โดยเฉพาะธุรกิจซีเมนต์ในประเทศไทย มีการติดตั้งโซลาร์สำหรับใช้ภายใน และส่วนที่ให้บริการกับภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชนผ่าน SCG Cleanergy คิดเป็นกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 231 เมกะวัตต์ ณ ไตรมาสที่ 2/2566

ปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจโลกชะลอตัว รุ่งโรจน์ เสริมว่า ประเทศไทยยังคงต้องเฝ้าระวังปรากฏการณ์ภัยแล้งเอลนีโญ ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงสิงหาคมปีนี้ถึงปลายปีหน้า อย่างไรก็ตาม สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ หรือ สสน. คาดการณ์ว่า ในเดือนสิงหาคมถึงตุลาคมปีนี้ จะมีฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมในบางพื้นที่  

ทุกภาคส่วนควรกักเก็บน้ำสำรองไว้ให้มากที่สุด และใช้น้ำกันอย่างประหยัด เพราะปีหน้าอาจเกิดเอลนีโญระดับรุนแรง และเกิดภาวะขาดแคลนน้ำในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการเกษตร ท่องเที่ยว หรืออุตสาหกรรม

อนึ่ง ผลประกอบการเอสซีจี ไตรมาส 2/2566 มีรายได้จากการขาย 124,631 ล้านบาท ลดลง 3% QoQ โดยธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และธุรกิจแพคเกจจิ้งมีรายได้จากการขายลดลง ในขณะที่ธุรกิจเคมิคอลส์มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนจากปริมาณขาย

และมีกำไรสุทธิ 8,082 ล้านบาท ลดลง 51% QoQ เนื่องจากมีกำไรจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน SCG Logistics จากการรวมธุรกิจ SCGJWD Logistics ในไตรมาสก่อน

ทั้งนี้ มีกำไรที่ไม่รวมรายการพิเศษ (Profit excluding extra items) 5,216 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากเป็นช่วงที่มีรายได้เงินปันผลรับจากการลงทุนในธุรกิจอื่น (ธุรกิจยานยนต์)

ผลประกอบการครึ่งปีแรก 2566 เอสซีจี มีรายได้จากการขาย 253,379 ล้านบาท ลดลง 17% YoY สาเหตุหลักจากยอดขายที่ลดลงของทุกกลุ่มธุรกิจจากสถานการณ์ตลาดที่อ่อนตัว

มีกำไรสุทธิ 24,608 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% YoY จากกำไรจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน ขณะที่มีกำไรที่ไม่รวมรายการพิเศษ (Profit excluding extra items) 9,786 ล้านบาท ลดลง 49% YoY

สำหรับสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High-Value Added Products & Services – HVA) ในครึ่งปีแรกของปี 2566  มีรายได้ 86,411 ล้านบาท คิดเป็น 34% ของรายได้จากการขายรวม ยอดขายสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม Green Choice 137,258 ล้านบาท คิดเป็น 54% ของรายได้จากการขายรวม

นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ รวมการส่งออกจากประเทศไทย ในครึ่งปีแรก 2566 ทั้งสิ้น 108,672 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 43% ของรายได้จากการขายรวม

สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 มีมูลค่า 942,018 ล้านบาท โดย 45% เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน (ไม่รวมไทย)

ผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2/2566 และครึ่งแรก 2566 แยกตามรายธุรกิจ ดังนี้ เคมิคอลส์ (SCGC) รายได้ ไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 48,755 ขยายตัว 4% QoQ เนื่องจากปริมาณขายพอลิโอเลฟินส์เพิ่มขึ้น กำไรสุทธิ 741 ล้านบาท ลดลง 45% QoQ เนื่องจากส่วนต่างราคาขายลดลง 

รายได้ครึ่งแรก 2566 อยู่ที่ 95,560 ลดลง 30% YoY นื่องจากราคาสินค้าปรับตัวลดลง กำไรสุทธิ 2,097 ลดลง 71% YoY เนื่องจากส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลดลง ประกอบกับปริมาณขายและส่วนต่างราคาขายลดลง  

ซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง รายได้ ไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 46,432 ลดลง 12% YoY สาเหตุมาจากไม่รวมยอดขายของ SCG Logistics เนื่องจากได้รวมกิจการกับ JWD ในไตรมาสแรกรวมถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนนอกเหนือจากประเทศไทยที่ถดถอย กำไรสุทธิ 1,250 ล้านบาท ลดลง 35% YoY สาเหตุหลักจากสถานการณ์เศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนที่ถดถอย 

รายได้ครึ่งแรก 2566 อยู่ที่ 97,232 ลดลง 6% YoY กำไรสุทธิ 14,713 เพิ่มขึ้น 10,302 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

แพคเกจจิ้ง (SCGP) รายได้ ไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 32,216 ลดลง 4% QoQ สาเหตุจากปริมาณขายของกระดาษบรรจุภัณฑ์ลดลง โดยเป็นผลกระทบจากช่วงวันหยุดเทศกาลโดยเฉพาะในประเทศอินโดนีเซีย ในขณะที่รายได้จากการขายสำหรับบรรจุภัณฑ์จากพอลิเมอร์กับบรรจุภัณฑ์อาหารเพิ่มขึ้น 

ทั้งนี้รายได้จากการขายลดลง 15% YoY สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งกระทบต่อความต้องการบรรจุภัณฑ์ทั้งจากตลาดในประเทศและส่งออก โดยเฉพาะสินค้าคงทนและสินค้าไม่จำเป็น 

ด้านกำไรสุทธิ 1,485 ลดลง 20% YoY สาเหตุหลักจากราคาขายของกระดาษบรรจุภัณฑ์และเยื่อกระดาษในภูมิภาคปรับตัวลง ทั้งนี้ กำไรสำหรับงวดเพิ่มขึ้น 22% QoQ สาเหตุจากต้นทุนวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และพลังงานลดลง และการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

รายได้ครึ่งแรก 2566 อยู่ที่ 65,945 ลดลง 12% YoY สาเหตุหลักจากปริมาณและราคาขายของกระดาษบรรจุภัณฑ์ลดลง ในช่วงที่อุปสงค์ของบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียนและตลาดส่งออกยังชะลอตัว

ด้าน กำไรสุทธิ 2,705 ลดลง 23% YoY สาเหตุหลักจากปริมาณและราคาขายของกระดาษบรรจุภัณฑ์ลดลง ในช่วงที่อุปสงค์ของบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียนและตลาดส่งออกยังชะลอตัว 

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2566 ในอัตรา 2.5 บาทต่อหุ้น เป็นเงิน 3,000 ล้านบาท โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันที่ 25 สิงหาคม 2566 กำหนดผู้ที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผล (XD) ในวัน 9 สิงหาคม 2566 และกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผล (Record date) ในวันที่ 10 สิงหาคม 2566