แสนสิริ เปิดแผนธุรกิจสู่ปีที่ 40 NAVIGATING THE FUTURE : RESILIENT GROWTH

ปี 2566 ถือเป็นปีทองของ “แสนสิริ” สามารถเปิดตัวโครงการใหม่ 44 โครงการ มูลค่ารวมสูงถึง 65,000 ล้านบาท สร้างสถิติใหม่ ALL-Time High เติบโตจากปีก่อนหน้าถึง 50% และโตขึ้นจากช่วงโควิด-19 ถึง 10 เท่า ครอบคลุมทุกโปรดักต์ ทั้งคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม ทุกเซกเมนต์ระดับราคารองรับทุกความต้องการ และครอบคลุมในทุกทำเล เจาะกลุ่มที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยจริง

ล่าสุด “อภิชาติ จูตระกูล” ซีอีโอ แสนสิริ นำทีมผู้บริหาร ประกาศแผนธุรกิจการก้าวต่ออย่างมั่นคงสู่ปีที่ 40 NAVIGATING THE FUTURE: RESILIENT GROWTH” เดินหน้าปี 2567 สร้างผลประกอบการเติบโตยั่งยืน เปิดตัว 46 โครงการใหม่ มูลค่า 61,000 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขาย 52,000 ล้านบาท และตั้งเป้ายอดโอนที่ 43,000 ล้านบาท โดยให้ความสำคัญกับวินัยการเงิน รักษาสภาพคล่องให้อยู่ในระดับที่สูง พร้อมขยายโอกาสในการลงทุน กับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาโครงการร่วมกัน ชู Strategic Location เพิ่มน้ำหนักการลงทุนไปยัง 4 หัวเมืองใหญ่ ได้แก่ ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา หัวหิน และสานต่อโมเดล “Sansiri Community” ในแต่ละทำเลที่แสนสิริเข้าไปพัฒนาโครงการ และยกระดับให้เป็นสังคมอยู่อาศัยสมบูรณ์แบบ

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 40 ด้วยแนวทาง “RESILIENT GROWTH – ยืนหยัด ยั่งยืน”

อภิชาติ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI กล่าวว่า

“แสนสิริก้าวเข้าสู่ปีที่ 40 เราเติบโตข้ามผ่านทุกวิกฤตด้วยความพร้อมเปลี่ยนแปลง รวดเร็วต่อเนื่อง ภายใต้ดีเอ็นเอ คือ SPEED TO MARKET, ATTENTION TO DETAIL และ WORK FROM HEART ในปี 2567 นี้เราจะขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้แนวทาง RESILIENT GROWTH – ยืนหยัด ยั่งยืน” โดยนำศักยภาพ ความเชี่ยวชาญ นวัตกรรม มาต่อยอดธุรกิจ และขับเคลื่อนการทำงานในองค์รวม เพื่อส่งมอบสินค้าและบริการให้กับผู้บริโภคอย่างตรงใจและโดดเด่นเหนือคู่แข่ง โดยมี เป้าหมายกำไรสุทธิที่คาดว่าแสนสิริจะสามารถสร้างประวัติศาสตร์ใหม่กับผลประกอบการที่ดีที่สุดในรอบ 40 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท

นอกจากนี้ ยังมุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจและเดินหน้าเติบโตต่อไปอย่างแข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับสังคมและการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสนสิริเชื่อว่าเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความยั่งยืนในอนาคต พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างเพื่อมุ่งทรานส์ฟอร์มองค์กร แต่งตั้งคนรุ่นใหม่เสริมทัพบริหารสร้างการเติบโตสู่ทศวรรษใหม่ ตามวิสัยทัศน์ที่มุ่งสู่การเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย ที่นำเสนอทั้งผลิตภัณฑ์และบริการด้านการอยู่อาศัยที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างครบวงจร และสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย

รวมไปถึงเดินหน้าบทบาทการเป็น “ผู้ให้” ร่วมเติมเต็มสังคมในทุกมิติ พร้อมมอบกลับคืนสู่สังคม สนับสนุนลดความเหลื่อมล้ำ ตอบโจทย์ภาพใหญ่ที่สอดคล้องกับนโยบายการยกระดับการเข้าถึงการศึกษาภาคบังคับกับ โครงการ “Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน” ที่แสนสิริสนับสนุนเงินทุน 100 ล้านบาท นำร่องที่ราชบุรี ให้เป็นจังหวัดต้นแบบ ตั้งเป้าช่วยเด็กหลุดจากการศึกษาเป็นศูนย์ในปี 2567”

รักษาระดับการเติบโต ขยายธุรกิจทั้งแนวราบ-แนวสูง
เปิดตัว 46 โครงการใหม่ มูลค่า 61,000 ล้านบาท

ในส่วนของตัวเลขการเติบโตนั้น อุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แสนสิริยังคงสามารถรักษาระดับการเติบโตท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการเปิดโครงการใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดทำแคมเปญและกิจกรรมทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ แสนสิริสร้างยอดขายในปี 2566 ได้ 49,000 ล้านบาท ในขณะที่ยอดโอน (รวมโครงการร่วมทุน) อยู่ที่ 39,000 ล้านบาท และสามารถ Sold Out ได้ถึง 28 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 51,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นความสำเร็จมาจากแบรนด์นาราสิริและบูก้าน ในกลุ่ม Sansiri Luxury Collection และการเปิดตัวคอนโดมิเนียมระดับบน อย่าง ชูช์ ราชเทวี และเวีย อารีย์ รวมถึงคอนโดมิเนียมที่เจาะตลาดแคมปัส คอนโด แบรนด์ “ดีคอนโด” ซีรีส์ใหม่ 6 โครงการ 6 ทำเลศักยภาพ ทั่วประเทศ รวมมูลค่าโครงการกว่า 6,300 ล้านบาท ตลอดจนคอนโดมิเนียมแบรนด์ใหม่ ๆ

สำหรับปี 2567 นี้ แสนสิริ ขยายธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน วางแผนเปิดตัวรวม 46 โครงการ มูลค่ารวม 61,000 ล้านบาท บนทำเลศักยภาพในกรุงเทพฯ และตลาดต่างจังหวัด โดยเพิ่มสัดส่วนของโครงการบ้านลักซ์ชัวรี่มากขึ้น และตั้งเป้ายอดขาย 52,000 ล้านบาท และยอดโอนที่ 43,000 ล้านบาท

เริ่มจาก กลุ่มธุรกิจแนวราบ วางแผนเปิดตัวรวม 26 โครงการ มูลค่ารวม 35,000 ล้านบาท โครงการที่เป็นไฮไลท์ในปีนี้ ประเดิมด้วยกลุ่ม Sansiri Luxury Collection 2 โครงการ ได้แก่ บ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ ‘นาราสิริ บางนา กม. 10’ มูลค่าโครงการ 3,800 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 55  ล้านบาท รวมถึงต่อยอดความสำเร็จของแบรนด์บ้านเดี่ยวระดับลักซ์ชัวรี่ เปิดตัว ‘เศรษฐสิริ’ รวม 7 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 14,400 ล้านบาท นำร่องด้วย ‘เศรษฐสิริ วัชรพล-เทพรักษ์’ โครงการใหม่ สไตล์ Georgian ใกล้ทางด่วน ใจกลางวัชรพล มูลค่าโครงการ 2,700 ล้านบาท

พร้อมเดินหน้ารุกตลาดแนวราบในระดับราคาเข้าถึงง่าย เปิดตัว ‘สราญสิริ’ รวม 6 โครงการ มูลค่ารวม 9,100 ล้านบาท และ ‘อณาสิริ’ รวม 4 โครงการ มูลค่ารวม 4,100 ล้านบาท

และขยายพอร์ตแนวราบเตรียมเปิดตัว 2 แบรนด์ใหม่ ได้แก่ ‘ณริณสิริ’ (Narinsiri) แบรนด์บ้านเดี่ยวใหม่ระดับพรีเมียมโครงการแรก ‘ณริณสิริ กรุงเทพกรีฑา’ มูลค่าโครงการ 1,800 ล้านบาท และ ‘มาเบิล’ (Mabel) แบรนด์บ้านเดี่ยวใหม่ระดับราคาเข้าถึงง่ายประมาณ 5-7 ล้านบาท กับ ‘มาเบิล บางนา 26’ มูลค่าโครงการ 850 ล้านบาท

สำหรับ กลุ่มธุรกิจแนวสูง เตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียม 20 โครงการ มูลค่ารวม 26,000 ล้านบาท เน้นขยายการลงทุนไปยังหัวเมืองท่องเที่ยวมากขึ้น มีไฮไลท์ดังนี้

  • กลุ่มคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่ขึ้นไป ได้แก่ ‘เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเด้นซ์ หัวหิน’ มูลค่าโครงการ 4,500 ล้านบาท Branded Residence แห่งแรกในเอเชียและแห่งที่ 3 ของโลก ภายใต้เดอะ สแตนดาร์ด แบรนด์บูทีคโฮเทลและไลฟ์สไตล์ชั้นนำระดับโลก
  • และการเปิดตัวเวีย 2 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 2,500 ล้านบาท บนสุดยอดทำเลศักยภาพที่มีดีมานด์ แต่ซัปพลายน้อย ในย่านสุขุมวิท 34 และ 61
  • กลุ่มคอนโดมิเนียมราคาเข้าถึงง่าย อย่าง แบรนด์ “แคมปัสคอนโด”  กับการเปิดตัวดีคอนโดรวม 3 โครงการ มูลค่ารวม 2,800 ล้านบาท
  • และการพัฒนาโครงการคอนโดในกลุ่มแบรนด์ “เดอะ มูฟ” และ “คอนโดมี” อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการรีเฟรชแบรนด์ “เดอะ เบส” เพื่อรองรับการเปิดตัวในปีนี้รวม 3 โครงการ มูลค่าราว 3,600 ล้านบาท

นอกจากนี้ แสนสิริยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าในพันธกิจสีเขียว และเป็นอสังหาริมทรัพย์รายแรกของไทยที่ตั้งเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593) ผ่านการขับเคลื่อน 4 แก่นสำคัญคือ ‘Process-Product-Partner-Investment’ และอีกหนึ่งแผนงานที่สำคัญคือการส่งมอบทุกโครงการใหม่ของแสนสิริด้วยนวัตกรรมบ้านสีเขียว หรือ Green Living Designed Home ตั้งแต่การออกแบบ ก่อสร้าง จนถึงการส่งมอบบ้านพลังงานสะอาด เพื่อให้ลูกบ้านได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างสมบูรณ์

ชู 3 กลยุทธ์ ครองความเป็นผู้นำในกลุ่มอสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัย

ต่อทิศทางของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ ประธานผู้บริหารสายงานกลยุทธ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้จะในตลาดจะมีการเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี มีปัจจัยทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ รวมถึงปัจจัยท้าทายคือเรื่องดอกเบี้ยเป็นตัวแปรสำคัญ และเพื่อให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ แสนสิริจะเดินหน้าตาม 3 กลยุทธ์สำคัญขับเคลื่อนองค์กร ควบคู่กับความพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ และรักษาอันดับความเป็นผู้นำในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย ประกอบไปด้วย

  1. รักษาระดับผลประกอบการให้เติบโตอย่างสม่ำเสมอ

เพิ่มสัดส่วนการเปิดตัวโครงการให้มากขึ้นโดยเฉพาะโครงการแนวราบ และการใช้เงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ รักษาสภาพคล่องให้อยู่ในระดับที่สูง สำหรับผลการดำเนินงานในรอบ 9 เดือนแรกของปี 2566 มีกำไรสุทธิที่ 4,760 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 91% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

และเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มอสังหาฯ) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 40 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท และมากกว่ากำไรสุทธิทั้งปีของปี 2565 สะท้อนถึงการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพของบริษัท เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในอนาคต และนับเป็นผลการดำเนินงานที่เติบโตตาม Business Direction ที่วางไว้

นอกจากนี้ แสนสิริยังมุ่งสร้างผลตอบแทนสูงสุดกับผู้ถือหุ้น จากผลกำไรที่เติบโตต่อเนื่อง เพื่อให้นักลงทุนได้รับเงินปันผลที่สูงขึ้นในอนาคต จากสถิติการจ่ายปันผลที่มาพบว่า Dividend Yield ปี ล่าสุด 2566 อยู่ที่ 12.4%

  1. บริหารจัดการพอร์ตสินค้าพร้อมขาย ให้กระจายไปในหลากหลายทำเล

สร้างโอกาสและความได้เปรียบในการแข่งขันที่มากกว่าผ่านการควบคุมระดับสินค้าเพื่อการขายในแต่ละระดับราคาให้อยู่ระดับที่เหมาะสม ก่อนพิจารณาเปิดโครงการใหม่ในแต่ละครั้ง เน้นเรื่องวินัยในการลงทุนมากกว่าคว้าทุกโอกาสที่เข้ามา และเมื่อรวมโครงการเปิดใหม่ในปีนี้ แสนสิริจะมียูนิตพร้อมขายทั่วประเทศรวมมูลค่า 146,000 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้แสนสิริจะมีรายได้ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องใน 3 ปีข้างหน้า

ภายใต้กลยุทธ์นี้ แสนสิริ พร้อมขยายโอกาสในการลงทุน กับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาโครงการร่วมกัน ตลอดจนกลับไปรุก Strategic Location หัวเมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ มีโรดแมปการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ชัดเจน

โดยโฟกัสที่ ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา หัวหิน พร้อมวางแผนเปิดตัวโครงการในต่างจังหวัดทั้งหมด 13 โครงการ มูลค่ารวม 16,000 ล้านบาท (โตกว่าปีก่อนหน้าถึง 170%) สำหรับ Strategic Location อย่างภูเก็ตได้เปิดตัวโครงการใหม่ 16 โครงการ มูลค่ารวม 15,000 ล้านบาท

พร้อมสานต่อโมเดล Sansiri Community ในแต่ละทำเลที่แสนสิริเข้าไปพัฒนาโครงการ และยกระดับให้เป็นสังคมอยู่อาศัยสมบูรณ์แบบ อีก 4 คอมมูนิตี้ จากที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว 8 คอมมูนิตี้

  1. ยกระดับคุณภาพของสินค้า บริการ และความยั่งยืน

ตั้งเป้าเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย สอดคล้องกับโครงการในระดับกลางและบนที่มีการเปิดตัวมากขึ้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญด้านหนึ่งของแสนสิริเพื่อรักษามาตรฐานความเป็นหนึ่งของวงการอสังหาริมทรัพย์ในทุกมิติ และทุกโครงการของแสนสิริยังมั่นใจถึงคุณภาพในการบริหารจัดการที่อยู่อาศัยด้วยทีมงานมืออาชีพ ตอบโจทย์ทุกการดูแลจากบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ พร้อมส่งมอบคุณภาพการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนให้กับลูกค้าและ Stakeholder ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งหมดเป็นทิศทางการขับเคลื่อนภายในปี 2567ของ แสนสิริ ซึ่งจะเห็นว่าเป็นกลยุทธ์ที่ครอบคลุมในทุกจุด ตั้งแต่การวางพื้นฐานที่แข็งแกร่ง บาลานซ์พอร์ต บริหารสต๊อก รักษาผลตอบแทนผู้ถือหุ้น ตลอดจนบทบาทการเป็นผู้ให้ร่วมเติมเต็มสังคมในทุกมิติ

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer