โจ ไบเดน การอยู่ต่อในตำแหน่งมีความหมายต่อเศรษฐกิจอเมริกาแค่ไหน
สิ่งที่บรรดาคู่แข่งในศึกการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของ โจ ไบเดน มักมุ่งโจมตี ไบเดนในเรื่อง อายุ ซึ่งพวกเขาบอกว่าไบเดนอายุเยอะแล้วไม่น่าจะเหมาะกับการมาเป็นกุนซือใหญ่ในประเทศมหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลกอย่างอเมริกาที่มีทั้งความคาดหวังและความกดดันระดับมหาศาลโจ ไบเดน
มีเรื่องให้ถกเถียงมากมายเกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียของรัฐบาลไบเดน ตั้งแต่การใช้จ่ายเงินของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก จนทำให้การคลังของประเทศเข้าขั้นน่ากังวล ไปจนถึงการโฟกัสความช่วยเหลือไปยังภาคส่วนต่าง ๆ ที่หลายคนในอเมริกาอาจจะตั้งคำถามว่า พวกเขาได้ประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้จริงหรือไม่
และคำถามที่หลายคนอดคิดไม่ได้ก็คือ ถ้าสมมุติไบเดนได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นสมัยที่ 2 สิ่งที่เขาจะทำต่อไปคืออะไร? ซึ่งสโลแกนในการหาเสียงของ ไบเดน ทีม ก็คือ “เราทำงานให้เสร็จได้ (We can finish the job)” ฟังดูคล้ายกับคำมั่นสัญญาของผู้รับเหมาก่อสร้างบ้านมากกว่าวาทกรรมที่จุดประกายทางการเมือง
ในบทความนี้เราจะมาทบทวนสิ่งที่ประธานาธิบดีคนที่ 46 ของอเมริกาได้ทำสำเร็จไปแล้ว และสิ่งที่ถ้าเขาได้กลับมาทำงานที่ทำเนียบขาวเป็นคำรบที่ 2 เขาจะกลับมาสานต่ออะไรให้สำเร็จ ติดตามจากบทความนี้ได้เลยครับ
5 เรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นใน Bidenomics Part2
ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ในขณะออกเยี่ยมชมโรงงานใน South Carolina ซึ่งเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในการสนับสนุนแรงงานภายในประเทศ: Carolina Panorama
1. ส่งเสริมแรงงานภายในประเทศ
เพิ่มขีดความสามารถให้กับคนงาน รัฐบาลของโจ ไบเดน ประกาศว่าต้องการที่จะเพิ่มขีดความสามารถของแรงงาน โดยมุ่งเน้นไปที่การเติบโตของเศรษฐกิจจากส่วนกลาง อย่างเช่นการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมั่นคงผ่านอุตสาหกรรม รวมถึงการใช้มาตรฐานแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองคนงาน และการจัดลำดับความสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถของคนงานและการรวมตัวเป็นสหภาพ
สนับสนุนสหภาพแรงงาน ที่ผ่านมาประธานาธิบดีไบเดนแสดงจุดยืนเรื่องการสนับสนุนคนงานและสหภาพแรงงานมาโดยตลอด โดยเขามีความมุ่งมั่นที่จะเป็นประธานาธิบดีที่ได้ชื่อว่าสนับสนุนคนงานและสนับสนุนสหภาพแรงงานมากที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา อย่างในปี 2019 โจ ไบเดน เผยแพร่แผนการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสหภาพแรงงาน ซึ่งรวมถึงการให้พนักงานมีอำนาจมากขึ้นในการจัดระเบียบในที่ทำงาน การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 15 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง และพยายามที่จะทำให้ธุรกิจไม่สามารถบังคับให้แรงงานถูกว่าจ้างด้วยสัญญาจ้างแบบอิสระ แผนดังกล่าวยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยสิทธิในการทำงานของรัฐ (state) (กฎหมาย right-to-work laws) ในระดับชาติ
*กฎหมาย right-to-work laws คือ กฎหมายสิทธิในการทำงานเป็นกฎหมายของรัฐในสหรัฐอเมริกาที่ห้ามข้อตกลงการรักษาความมั่นคงของสหภาพแรงงาน ซึ่งเป็นสัญญาระหว่างนายจ้างและสหภาพแรงงานที่กำหนดให้พนักงานที่ไม่ใช่สหภาพแรงงานในสถานที่ทำงานของสหภาพต้องชำระค่าธรรมเนียมตัวแทน (หรือที่เรียกว่าค่าธรรมเนียมการแบ่งปันที่ยุติธรรม) เพื่อช่วยครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการเป็นตัวแทนสหภาพแรงงาน แม้ว่าพวกเขาเลือกที่จะไม่เข้าร่วมสหภาพแรงงานก็ตาม
จัดระเบียบแรงงาน รัฐบาลของโจ ไบเดน ได้เน้นย้ำถึงความพยายามในการสนับสนุนการจัดตั้งสหภาพแรงงานให้กับคนงานทั่วอเมริกา รวมถึงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและปกป้องสหภาพแรงงาน โดยไบเดนเชื่อว่าสหภาพแรงงานช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้คนชนชั้นกลางในอเมริกาและมีส่วนทำให้เศรษฐกิจอเมริกาเติบโตโดยการเพิ่มค่าจ้างและส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจแบบทั่วถึงทุกจุด
รายละเอียดการสนับสนุนแรงงานคนอเมริกันของ โจ ไบเดน ฉบับเต็ม คลิก
2. อัดฉีดเงินเพิ่มในเรื่องที่เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของอเมริกันชน
นโยบายส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนภายในประเทศเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่ โจ ไบเดน ให้ความสำคัญ
ที่อยู่อาศัยและการดูแลสุขภาพ งบประมาณกว่า 150,000 ล้านดอลลาร์ ที่เสนอโดย โจ ไบเดน ถูกอัดฉีดลงไปเพื่อส่งเสริมให้เกิดการสร้างหรือปรับปรุงที่อยู่อาศัยใหม่กว่า 1 ล้านยูนิต นอกจากนี้ รัฐบาลไบเดนยังลงทุนในด้านสุขภาพของมารดา (ที่มีบุตรใหม่), ริเริ่มโครงการลดความรุนแรงในชุมชน, การสนับสนุนชุมชนพื้นเมือง และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในแง่การดูแลสุขภาพ แผนดังกล่าวเกิดขึ้นโดยมีเป้าหมายในการลดเบี้ยประกันสำหรับชาวอเมริกามากกว่า 9 ล้านคน รวมถึงให้ความคุ้มครองแก่บุคคลที่ไม่มีประกันกว่า 4 ล้านคน
Child Care และ Universal Pre-K กรอบการทำงานของประธานาธิบดีไบเดนเกี่ยวข้องกับเงิน 400,000 ล้านดอลลาร์สำหรับโครงการดูแลเด็กก่อนวัยเรียน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ทุนแก่เด็กก่อนวัยเรียนอายุ 3 และ 4 ขวบทุกคน
การเพิ่มภาษีและการลดการขาดดุล งบประมาณกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ในข้อเสนอการเพิ่มภาษีสำหรับผู้มีรายได้สูงและองค์กรธุรกิจ โดยมีเป้าหมายที่จะลดการขาดดุลงบประมาณเกือบ 3 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงทศวรรษหน้า
สภาพภูมิอากาศและพลังงานทดแทน ร่างกฎหมายดังกล่าวประกอบด้วยข้อกำหนดสำหรับเครดิตพลังงานหมุนเวียน โดยมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนจากเชื้อเพลิงฟอสซิล นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายที่จะจูงใจบริษัทต่าง ๆ ให้หันมาพิจารณาใช้พลังงานหมุนเวียน
3. ลดการผูกขาดของทุนใหญ่
การส่งเสริมให้เกิดการแข่งขัน เป็นนโยบายที่แฝงไปด้วยเจตนาจะช่วยประชาชนลดค่าครองชีพ: The New York Magazine
คำสั่งของรัฐบาลว่าด้วยการส่งเสริมการแข่งขัน: ในช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 2021 ประธานาธิบดี โจ ไบเดนลงนามในคำสั่งที่มุ่งส่งเสริมการแข่งขันในเศรษฐกิจอเมริกัน คำสั่งดังกล่าวกำหนดให้ทุกหน่วยงานในรัฐบาลกลางจัดการกับปัญหาการรวมตัวขององค์กรและเพิ่มการแข่งขัน
ซึ่งจะทำให้ภาระค่าใช้จ่ายในด้านการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในระดับครอบครัวของคนอเมริกาลดลง รวมไปถึงการเพิ่มค่าจ้างให้กับคนงาน และส่งเสริมนวัตกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วยิ่งขึ้น คำสั่งดังกล่าวประกอบด้วยการดำเนินด้านเศรษฐกิจและธุรกิจภายในประเทศกว่า 72 ข้อ รวมถึงการลดการผูกขาด และการให้อำนาจกับ FTC (คณะกรรมการการค้าของสหรัฐฯ หรือ Federal Trade Commission) ในการออกกฎเกณฑ์ด้านการต่อต้านการผูกขาด และการกำหนดแนวทางการควบรวมกิจการใหม่เพื่อแก้ปัญหาการผูกขาดของธุรกิจขนาดใหญ่
*รายละเอียดของคำสั่งเพื่อส่งเสริมการแข่งขันที่ลงนามในเดือนกรกฎาคม 2021 คลิก ที่นี่
การสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ประธานาธิบดีไบเดนให้สัญญาว่าจะลดการผูกขาดในกลุ่มธุรกิจอาหารและสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยและขนาดกลางของสหรัฐฯ ซึ่งมีจำนวนธุรกิจรายย่อยมีแนวโน้มจำนวนที่ลดลงเรื่อย ๆ ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา โดยรัฐบาลของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบันได้มีการกำชับหน่วยงานทั่วทั้งรัฐบาลให้ส่งเสริมการแข่งขันและฟื้นฟูชุดกฎระเบียบของ USDA (U.S. Department of Agriculture เป็นตรารับรองอาหารและผลิตภัณฑ์ออแกนิกของสหรัฐอเมริกา) เพื่อส่งเสริมความเป็นธรรมและเพิ่มความโปร่งใสในตลาดเนื้อสัตว์และสัตว์ปีก
เสริมสร้างสหภาพแรงงาน โจ ไบเดนเป็นประธานาธิบดีที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนา Home Labor มากเพราะเขาเชื่อว่า เศรษฐกิจจะดีได้ก็ต้องมาจากพื้นฐานที่ดี โดยทีมบริหารของไบเดนได้ออกแผนการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสหภาพแรงงาน อย่างการให้พนักงานมีอำนาจมากขึ้นในการร่วมจัดระบบระเบียบในที่ทำงาน การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 15 ดอลลาร์ และทำให้ธุรกิจจัดประเภทคนงานเป็นผู้รับเหมาอิสระได้ยากขึ้น แผนดังกล่าวยังมีเป้าหมายที่จะบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยสิทธิในการทำงานของรัฐในระดับประเทศ
4. ส่งเสริมและจูงใจให้บริษัทสัญชาติอเมริกาเพิ่มผลิตภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
การลงทุนด้านพลังงานสะอาด ฝ่ายบริหารของไบเดนได้ทำลงทุนครั้งประวัติศาสตร์ในด้านพลังงานสะอาด มูลค่ากว่า 11,000 ล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาพลังงานสะอาดในทุกพื้นที่ของอเมริกา เงินจำนวนนี้ไปสนับสนุนให้เกิดการใช้งานพลังงานหมุนเวียนอย่างเช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม ความร้อนใต้พิภพ ชีวมวล โครงการไฟฟ้าพลังน้ำ และระบบการจัดเก็บพลังงานขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดในการใช้พลังงานไฟฟ้าในแถบพื้นที่ห่างไกลความเจริญนับตั้งแต่ยุคประธานาธิบดีแฟรงคลิน รูสเวลต์
พระราชบัญญัติลดเงินเฟ้อ พระราชบัญญัติลดเงินเฟ้อหรือ Inflation Reduction Act ซึ่งลงนามในกฎหมายโดยประธานาธิบดีไบเดน เป็นส่วนหนึ่งที่ขับเคลื่อนการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศและการลงทุนครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของอเมริกา การลงทุนดังกล่าวได้เกิดการจ้างงานที่ให้ผลตอบแทนที่ดีแก่คนที่ทำงานในโครงการดังกล่าว นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวยังนำไปสู่การผลิตพลังงานสะอาดมูลค่ากว่า 110,000 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะสร้างงานเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.5 ล้านตำแหน่งในอีก 10 ปีข้างหน้า
การปรับรูปแบบการลงทุนภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชนในโครงการพลังงานสะอาด เช่น แผงโซลาร์เซลล์ พลังงานไฮโดรเจน และรถอีวี เพิ่มมากขึ้นหลังจากการลงนามในร่างกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยประธานาธิบดี โจ ไบเดน การลงนามในกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับนี้ได้ช่วยเร่งการพัฒนาของห่วงโซ่อุปทานของยานยนต์ และทำให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้นในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและแผงโซลาร์เซลล์สำหรับใช้ในครัวเรือน
การสร้างงานและการลงทุน กฎหมายสภาพภูมิอากาศนำไปสู่การประกาศโครงการพัฒนาพลังงานสะอาดมากกว่า 270 โครงการ และการลงทุนภาคเอกชนมูลค่ากว่า 132,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าจะมาพร้อมกับงานมากกว่า 86,000 ตำแหน่ง ในหมวดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะไฟฟ้า กฎหมายดังกล่าวคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างแรงจูงใจในการลงทุนและสร้างงานในอนาคต
5. เก็บภาษีจากบริษัทยักษ์ใหญ่และบรรดาคนรวยให้ได้มากขึ้น
เก็บภาษีคนรวยมากขึ้น โจ ไบเดนเป็นประธานาธิบดีคนหนึ่งที่บรรดาเศรษฐีอเมริกาอาจจะไม่ชอบ เพราะเขาได้มีการเสนอให้เก็บภาษีเศรษฐีมากขึ้น ซึ่งจะกำหนดภาษีขั้นต่ำสำหรับคนอเมริกันที่ร่ำรวยที่สุด ภาษีนี้จะทำให้แน่ใจได้ว่าคนอเมริกันที่ร่ำรวยที่สุดจะต้องจ่ายภาษีอย่างน้อย 1 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ โดยไม่คำนึงถึงที่มาของรายได้ดังกล่าว
โดย ภาษีเงินได้ขั้นต่ำของมหาเศรษฐี (The Billionaire Minimum Income Tax : BMIT) เป็นภาษีที่เสนอโดยกำหนดให้ครัวเรือนที่มีสินทรัพย์มูลค่ามากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป ต้องชำระภาษีขั้นต่ำประจำปี 20% จากรายได้ทั้งหมด (รวมกำไรที่รับรู้และที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง)
ภาษีนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อประกันว่าคนอเมริกันที่ร่ำรวยที่สุดจ่ายส่วนแบ่งภาษีที่ยุติธรรมมากขึ้น โดยภาษีนี้เข้ามาขจัดข้อครหาที่ว่าคนรวยมาก ๆ สามารถหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นของพวกเขาได้
นอกจากนี้ BMIT ยังเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของประธานาธิบดีไบเดนในการทำให้ระบบภาษีมีความเป็นธรรมมากขึ้น และลดความไม่เท่าเทียมกันของรายได้และความมั่งคั่ง ภาษีนี้คาดว่าจะนำไปใช้กับครัวเรือนอเมริกันจำนวน 0.01% จากทั้งหมด BMIT ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายนิติบัญญัติและองค์กรต่าง ๆ โดยผู้เสนอกฎหมายฉบับนี้เห็นว่าการเก็บภาษีจากความมั่งคั่งของเศรษฐีจะช่วยให้ประเทศมีเงินทุนให้กับโครงการที่สำคัญ ลดความไม่เท่าเทียมกัน และรับประกันว่ากลุ่มผู้มีฐานะร่ำรวยจะมีส่วนร่วมแบ่งปันอย่างยุติธรรมต่อประเทศชาติ
ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้มีการเสนอให้เก็บภาษีคนรวยสูงถึง 20% ของรายได้ สำหรับบุคคลที่มีรายได้ตั้งแต่ 100 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป: Cohen House
เก็บภาษีกำไรจากการขายหุ้น (Capital Gain Tax) เพิ่ม ฝ่ายบริหารของ Biden ได้เสนอให้มีการเพิ่มอัตราภาษีสำหรับกำไรจากการขายหุ้นเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจาก 20% เป็น 39.6% โดยภาษีนี้จะส่งผลกระทบต่อบุคคลที่มีรายได้จากการเทรดหุ้นมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งน่าจะสร้างรายได้จำนวนมากให้กับรัฐบาล
ภาษีสำหรับกรณีบริษัทมีการซื้อหุ้นคืน ประธานาธิบดีไบเดนได้มีการเสนอให้เพิ่มการเก็บภาษีจากการซื้อคืนหุ้นบริษัทเป็น 4 เท่าเพื่อส่งเสริมการลงทุนระยะยาว และไม่สนับสนุนให้มีการเก็งกำไรระยะสั้น สิ่งนี้จะทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องจ่ายภาษีในอัตราที่สูงขึ้นสำหรับการซื้อคืนหุ้น ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่ใช้กลยุทธ์นี้เพื่อทำราคาหุ้นและผู้ที่ได้ประโยชน์ก็คือผู้ถือหุ้น
ภาษีขั้นต่ำของบริษัท ฝ่ายบริหารของ Biden ได้เสนอภาษีขั้นต่ำของบริษัท ซึ่งจะทำให้มั่นใจว่าบริษัทที่ทำกำไรได้จะต้องชำระภาษีตามจำนวนขั้นต่ำ ซึ่งจะช่วยปิดช่องโหว่ที่ทำให้บริษัทขนาดใหญ่หลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีได้
ทั้งหมดที่พูดถึงไปนี้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ารัฐบาลของนายไบเดน จะกลับมาสานต่อสิ่งที่ทำไว้ให้สำเร็จ พร้อมลงจากตำแหน่งแบบสง่างาม ซึ่งถ้าเกิดกรณีที่ว่าหากนายไบเดนกลับมาทำงานที่ทำเนียบขาวเป็นสมัยที่สอง แต่พรรครีพับลิกันยังคงครองที่นั่งในสภาหรือแม้แต่ได้จำนวนที่นั่งวุฒิสมาชิกที่มากกว่า ทีมงานไบเดนอาจจะกลับมาเพื่อปกป้องกฎหมายที่ดูจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้จริงมากกว่าไปริเริ่มอะไรใหม่ ๆ แล้ว
ยกตัวอย่างเช่น กฎหมายสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งประธานาธิบดี ไบเดน มีการเบิกจ่ายงบประมาณสนับสนุนลงไปกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ยังไม่พอเท่านี้เขายังได้อัดฉีดเงินลงไปสำหรับการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับเทคโนโลยีขั้นสูง ตั้งแต่วัสดุศาสตร์ไปจนถึงควอนตัมคอมพิวเตอร์เป็นจำนวนกว่า 2 แสนดอลลาร์
แต่สภาคองเกรสเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการใช้จ่ายเงินเพื่อสิ่งที่ยังมองไม่เห็นอนาคตของประธานาธิบดีไบเดน สักเท่าไร ทำให้ตอนนี้โครงการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาอยู่ในภาวะขาดแคลนเงินทุนอย่างหนัก และถ้าจะให้สถานการณ์ดีขึ้น ไบเดน ต้องได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 และต้องไปลุ้นให้ฝั่งรีพับลิกันเห็นชอบยกมือโหวตให้กับโครงการเหล่านี้ ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่
ทางออกเดียวที่พอเป็นไปได้ก็คือ ก่อนหน้านี้ในสมัยอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้มีการออกกฎหมายลดภาษีในหลาย ๆ ด้านเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุน ซึ่งจะว่าไปก็ค่อนข้างตรงข้ามกับสมัยของนายไบเดน ที่มุ่งจะเก็บภาษีเพิ่มมากกว่า เรื่องนี้รัฐบาลของนายไบเดน อาจใช้เป็นข้อต่อรองทางการเมืองเพื่อแลกกับการยกมือสนับสนุนงบประมาณที่จะใช้กับเรื่องอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงได้
พูดถึงในเรื่องที่ ไบเดน มักจะออกกฎหมายสนับสนุนแรงงานผ่านทางสหภาพแรงงานจนได้ชื่อว่า เป็นรัฐบาลที่ฝักใฝ่สนับสนุนฝั่งลูกจ้างมากกว่านายจ้าง ดังนั้น จึงไม่แปลกที่จะถูกมองว่ารับบาลไบเดน “ต่อต้านธุรกิจ” เช่นกัน
สมาชิกของคณะรัฐมนตรีของเขามีหน้าที่รับผิดชอบนี้ โดยสังเกตว่าผลกำไรของบริษัทเพิ่มสูงขึ้น และผู้ประกอบการได้สร้างธุรกิจจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ในช่วงวาระแรกของเขา เหตุผลเดียวที่ใหญ่ที่สุดที่ทำให้ Bidenomics ได้รับการลงโทษที่ไม่ดีก็คือวาระการแข่งขันของเขา ซึ่งนำโดย Lina Khan จาก Federal Trade Commission (FTC) แม้ว่าความพยายามของ Lina ในการลดขนาดบริษัทยักษ์ใหญ่จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยการฟ้องร้อง Meta และ Microsoft ที่ล้มเหลว ทำให้ภารกิจของเธอยังไม่เสร็จ
FTC ได้แนะนำแนวทางการทบทวนการควบรวมกิจการใหม่ที่กำหนดให้หน่วยงานกำกับดูแลต้องพิจารณากลั่นกรองข้อตกลงใด ๆ ก็ตามที่ทำให้บริษัทใหญ่นั้นใหญ่ขึ้นจนอาจจะกลืนกินบริษัทเล็ก ๆ ทั้งระบบหรือที่เรียกว่า โมโมโปลี ซึ่งอาจทำให้เกิดนโยบายการแข่งขันที่ถกเถียงกันมากยิ่งขึ้น การตรวจสอบข้อตกลงที่มากเกินไปจะทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรของผู้กำกับดูแลที่มากเกินความจำเป็น และทำให้การดำเนินธุรกิจของบริษัทขนาดใหญ่เสียหาย ทางเลือกอื่นที่จะทำให้บัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น คือ อาจจะมุ่งเน้นไปที่การผ่อนคลายข้อจำกัดการใช้ที่ดินและการผ่อนปรนใบอนุญาตประกอบอาชีพ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการแข่งขันให้ดีมากยิ่งขึ้น
ส่วนในเรื่องการการลงทุนในอุตสาหกรรมเราอาจได้เห็นทิศทางที่ต่อเนื่องถ้า โจ ไบเดนได้กลับมาทำหน้าที่กัปตันอเมริกาอีกครั้ง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ที่ยังต้องใช้เงินลงทุนอีกมากและไบเดนก็ได้เริ่มเฟสแรกของการลงทุนไปแล้วด้วยเงินอัดฉีดกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์
ถามว่าพอไหม คงต้องตอบว่าไม่พอ เพราะการสร้างโรงงานผลิตชิปและเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่ต้องการเงินลงทุนมหาศาล แล้วยิ่งถ้าอเมริกาต้องการที่จะสถาปนาตัวเองเป็นผุ้ผลิตชิปหมายเลข 1 ของโลกแล้วล่ะก็งานนี้ก็ต้องมีการลงทุนกันบ้าง
แล้วไบเดนจะเอาเงินมาจากที่ไหน Todd Tucker แห่งสถาบันรูสเวลต์ บอกว่า นายไบเดนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนมานานแล้วว่าเขาต้องการขึ้นภาษีสำหรับคนรวย โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้มากกว่า 400,000 ดอลลาร์ต่อปี และไม่เฉพาะคนรวยแต่ภาษีเงินได้นิติบุคคล (ธุรกิจ) เขาก็เล็งที่จะขึ้นภาษีด้วยเช่นกัน
ที่ปรึกษาของประธานาธิบดียืนยันว่า โจ ไบเดน เชื่อในเรื่องวินัยทางการคลังอย่างมาก ตัวอย่างเช่น การเบิกจ่ายงบประมาณของเขาสำหรับปีงบประมาณปัจจุบัน จะลดการขาดดุลลง 3 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงทศวรรษ หรือ 1% ของจีดีพีต่อปี ตามที่คณะกรรมการงบประมาณของรัฐบาลกลาง (The Committee for a Responsible Federal Budget: CRFB) ระบุ
โดยสรุปมาทั้งหมดจะเห็นว่าการดำเนินนโยบายส่วนใหญ่ของ โจ ไบเดน จะเป็นการมุ่งเน้นเวทีภายในประเทศเสียมากกว่า ตั้งแต่การใช้จ่ายด้านการดูแลเด็กไปจนถึงเงินอุดหนุนด้านเซมิคอนดักเตอร์ นโยบายเหล่านี้จะทำให้อเมริกามีความเท่าเทียมกันมากขึ้น ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภายในประเทศตัวเอง และทำให้การแข่งขันทางธุรกิจมีความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากขึ้น
ในนาทีนี้เราไม่อาจตัดสินได้ว่านโยบายใดที่ทำให้อเมริกันชนรู้สึกว่าพวกเขา “ได้” มากกว่า “เสีย” ดังนั้น สิ่งที่ตอบได้ก็มีเพียงแค่เวลาเท่านั้นที่จะตัดสินว่าคนอเมริกันชอบผู้นำสไตล์ไหน และอยากได้คนที่มีแนวคิดและนโยบายแบบใดมาทำหน้าที่คุมพวงมาลัยที่มีเส้นชัยเป็นอนาคตในอีก 4 ปีข้างหน้า
อ้างอิง
–
Website : Marketeeronline.co /
