การท่องเที่ยวฟื้น MINT โตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ปีที่ผ่านมาผลกำไรสุทธิโต 3 เท่า 7.1 พันล้านบาท ลุยรีโนเวตโรงแรม อัป Room Rate จากนี้โฟกัส Asset-light model ยิ่งขึ้น
บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (“MINT”) เปิดเผยผลกำไรสุทธิในปีที่ผ่านมา เติบโต 3 เท่า ที่ 7.1 พันล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท สำหรับไตรมาส 4 ปี 2566 กำไร 2.5 พันล้านบาท เติบโต 77% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
คุณดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของ MINT เปิดเผยว่า แนวโน้มเชิงบวกในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและร้านอาหารทั่วโลก ส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวในประเทศไทย ทำให้ธุรกิจโรงแรมและอาหารกลับมาเติบโตสูง
- ไมเนอร์ โฮเทลส์
นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในไทยช่วงก่อนโควิดอยู่ที่ 40 ล้านบาท แต่ปีที่ผ่านมาจะชะงักเหลือ 20 กว่าล้านคน แต่ปีนี้คาดว่าจะกลับมาแตะ 35 ล้านคนได้ แม้จำนวนนักท่องเที่ยวน้อยลงแต่สเปนดิ้งมีมากขึ้น เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ของเครือ MINT คือ Upper Middle Class และ Luxury กำลังซื้อไม่ผกผันตามเศรษฐกิจ สะท้อนจาก Service Charge ของโรงเเรมในเครือทั้งไทยและยุโรปถล่มทลาย occupancy และ Average daily rate (ADR) ก็สูงขึ้นมากด้วย โตกว่าปีก่อนหน้า 24%
ในส่วนของโรงแรม ADR กลับมาสูงเกินช่วงก่อนโควิดแล้ว ในไตรมาส 4 ปี 2566 ไมเนอร์ โฮเทลส์ มีรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนของโรงแรมในประเทศไทยและทวีปยุโรปและลาตินอเมริกา เติบโต 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าปี 2562 ที่ 23% และ 27% ตามลำดับ
“โดยปกติในไทย ช่วงไตรมาสหนึ่งและสี่เป็นพีคซีซัน ฉะนั้นสองไตรมาสนี้บริษัทจะขยายรูมเรต ในการไดร์ฟรายได้เป็นหลัก ส่วนไตรมาสสองและสามใช้ occupancy เป็นตัวขับเคลื่อน เน้นดึงคนให้เข้าพักมากเท่าที่ได้ แต่ด้านยุโรปจะสลับกับเมืองไทย ไตรมาสสองและสาม จะเป็นพีคซีซัน ก็จะขยายรูมเรตขับเคลื่อนในช่วงนี้เป็นหลัก ข้อดีนี้ทำให้รายได้ธุรกิจโรงแรมค่อนข้างไหลลื่น ไม่ขาดตอน ได้ทั้ง ADR ทั้ง occupancy สลับกันไประหว่างเมืองไทยกับยุโรป” คุณดิลลิปอธิบาย
ซึ่งปี 2567 ธุรกิจโรงแรมเริ่มต้นได้ดี มีรายได้จากห้องพักและรายได้การจองห้องพักล่วงหน้ารวมในไตรมาสแรกสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ในไทย 39% และในยุโรป 20%
ผลงานที่ผ่านมา MINT เพิ่มโรงแรมรับจ้างบริหาร 3 แห่ง ในกรุงปารีสภายใต้เอ็น เอช และเอ็นเอช คอลเลกชั่น และการเปิดตัวโรงแรมหรูภายใต้อนันตราในกรุงเวียนนา รวมถึงการเปิดตัวของ เอ็นเอช คอลเลกชั่นในเฮลซิงกิ นับรวมแผนการขยายโรงแรมการเปิดตัวของอนันตราและอวานีในราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ควบคู่ไปกับการเปิดโรงแรมใหม่ในตลาดตะวันออกกลางที่ MINT มีการเติบโตอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีแผนการเปิดตัวโรงแรมรับจ้างบริหารในประเทศจีนหลายแห่งเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ
- ไมเนอร์ ฟู้ด
ในส่วนของ ไมเนอร์ ฟู้ด ยอดขายโดยรวมทุกสาขาปี 2566 เติบโต 11% กำไรแตะ 2,000 กว่าล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของ dine-in รวมถึงการทำแบรนด์ ไดร์ฟมาร์เก็ตติ้งแคมเปญ การจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ เติมโปรดักส์ใหม่ ๆ และใช้ดิจิทัลเข้าช่วย จึงโตสวนเศรษฐกิจได้
ในปีนี้จะมุ่งเจาะตลาดในอาเซียน เพื่อขยายธุรกิจสู่ตลาดที่มีการเติบโตสูง ด้วยการเปิดร้านอาหารแฟรนไชส์ในเวียดนามและสิงคโปร์ภายใต้ ซิซซ์เลอร์, เดอะคอฟฟี่ คลับ และเดอะ พิซซ่า คอมปะนี โดยที่ MINT ได้เข้าซื้อกิจการแดรี่ ควีนเพื่อดำเนินงานในอินโดนีเซีย และเปิดตัว เดอะ พิซซ่า คอมปะนี, สเวนเซ่นส์ และกาก้า
“แบรนด์ที่เพอร์ฟอร์แมนซ์ดี แดรี่ควีน สเวนเซ่นส์ เนื่องจากลอนช์โปรดักส์ในกระแสตลอด สร้าง Top line ที่มากขึ้น”
แผนระยะยาว เน้น Asset-light model
แผนใน 3 ปีข้างหน้านี้ ตั้งเป้าขยายกลุ่มธุรกิจโดยเพิ่มโรงแรมใหม่ 200 – 500 แห่ง และร้านอาหาร 1,000 สาขา โดยมียอดรวมจำนวนโรงแรมอยู่ที่ 780 แห่ง และร้านอาหารอยู่ที่ 3,700 สาขา และวางแผน Rebranding & Repositioning ทั้งหมด 50 โรงแรม โดยเฉพาะในเอ็น เอช ปีที่ผ่านมาปรับโฉมแล้วเสร็จไป 20 แห่ง ขณะที่ปีนี้ตั้งเป้า 28 แห่ง โดยที่แต่ละโรงใช้งบราว 50 – 60 ล้านยูโร
การขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต จะมุ่งเน้นกลยุทธ์ด้านการใช้รูปแบบธุรกิจ Asset-light model ทำสัญญารับจ้างบริหารโรงแรม และการทำแฟรนไชส์ร้านอาหาร เพื่อการเติบโตแบบใช้เงินลงทุนน้อยที่สุด และการมุ่งเน้นในตลาดที่มีการเติบโตสูงนอกเหนือจากตลาดอื่น แม้ในปัจจุบันสัดส่วนของ Asset-light model จะยังอยู่ที่ 18% แต่จะเพิ่มเป็น 40% ภายในสามปี
นอกจากนี้ ยังมีแผนเพิ่มกระแสเงินสด โดยจะนำมาใช้ในแผนการลดหนี้ ตั้งเป้าไปที่การลดอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นจาก 1.0 เท่า ณ สิ้นปี 2566 เป็น 0.8 เท่าภายในสิ้นปี 2567 กลยุทธ์ดังกล่าวในสภาวะดอกเบี้ยสูงจะสามารถเพิ่มอัตราการเติบโตของกำไรให้กับบริษัท
คุณดิลลิปให้ความเห็นในตอนท้ายว่า
“ในปีที่ผ่านมาภาคธุรกิจท่องเที่ยวต้านแรงเศรษฐกิจสโลว์ โรงแรมยังสามารถขึ้นราคาห้องพ้ก ราคาโปรดักส์ และการบริการได้อย่างไม่สะดุด เพราะท่องเที่ยวไทยยังคงเป็น Sweet spot
ในสามปีข้างหน้าจะได้เห็น revenue growth อย่างน้อย 8-10% ต่อปี net profit 15-20% ต่อปี และอัตราผลตอบแทนของเงินลงทุน 10%
แต่สิ่งที่เรียกว่าเป็นความท้าทายของวงการนี้ คือ ทรัพยากรมนุษย์ เนื่องจากช่วงโควิดบุคลากรหายออกไปจากภาคบริการ พอดีมานด์กลับมาอย่างรวดเร็ว แรงงานอาจจะถูกเติมเข้าระบบไม่ทัน ต้องเตรียมคนให้พร้อมให้ทัน”
–






