AWC แจ้งรายได้รวมปี 2566 อยู่ที่ 1.9 หมื่น ลบ. เติบโต 30.9% ปี 2567 เดินหน้าสร้างมูลค่าทรัพย์สินกว่า 3.6 หมื่น ลบ. เปิดตัวปีนี้ทั้งในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ 18 โครงการ มูลค่ากว่า 1.9 หมื่น ลบ.

 

 

คุณวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า ปี 2566 บริษัทสร้างการเติบโตของมูลค่าทรัพย์สินกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งประกอบไปด้วยทรัพย์สินดำเนินงานใหม่ประมาณ 6,000 ล้านบาท

และโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติกว่า 14,000 ล้านบาท โดยเป็นทรัพย์สินดำเนินงานใหม่ 9 โครงการ ประกอบด้วยโรงแรม 3 แห่ง และห้องอาหาร 6 แห่ง ทั้งรวมมูลค่าพอร์ตทรัพย์สินทั้งหมดอยู่ที่ 146,799 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% เมื่อเทียบกับก่อนโควิด-19

บริษัทมีรายได้รวมปี 2566 อยู่ที่ 19,011 ล้านบาท เติบโต 30.9% และเหนือกว่าก่อนสถานการณ์โควิด-19 ในปี 2562 รวมถึงมีผลการดำเนินงานที่ทำนิวไฮสูงสุดในด้านต่าง ๆ

อาทิ กำไรสุทธิ 5,105 ล้านบาท เติบโต 28.2% กำไรจากการดำเนินงานกลุ่มธุรกิจ (BU EBITDA) 10,639 ล้านบาท ตามงบการเงินซึ่งรวมมูลค่ายุติธรรม เพิ่มขึ้น 26.6% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน

ด้านกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ มีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) เติบโตสูงสุดที่ 3,658 บาท เพิ่มขึ้น 54.8% และมีรายได้เฉลี่ยต่อวัน (Average Daily Rate: ADR) เท่ากับ 5,661 บาทต่อคืน เพิ่มขึ้น 17.4%

และยังคงสามารถรักษาอัตราการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจตามงบการเงินได้อย่างสม่ำเสมอเฉลี่ยสี่ปีย้อนหลัง (2563-2566) อยู่ที่ 74% ต่อปี

ปี 2566 ที่ผ่านมายังถือเป็นปีที่ยอดเยี่ยมของ AWC ที่สามารถสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งได้ในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการที่มีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นจากทั้งกลุ่มโรงแรมในกรุงเทพฯ โรงแรมอื่น ๆ นอกกรุงเทพฯ และโรงแรมรีสอร์ต ระดับลักชัวรี

เฉพาะโรงแรมในเครือ AWC มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย (Occupancy Rate) เติบโตมาอยู่ที่ 64.6% รวมจนถึงสิ้นปี 2566 AWC มีจำนวนโรงแรมที่เปิดดำเนินการทั้งหมด 22 โรงแรม รวมจำนวน 6,029 ห้อง และห้องอาหาร (Restaurant Outlet) อีกหลากหลายแห่งในโรงแรมและจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทย

อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ บริษัทมีการเสริมศักยภาพให้กับศูนย์การค้าในเครือด้วยการเสริมกลยุทธ์การตลาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ กิจกรรมระดับโลก Disney100 Village at Asiatique เพื่อดึงดูดผู้เช่าและลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการ

ธุรกิจอาคารสำนักงาน มีการเดินหน้าเสริมศักยภาพเพื่อรองรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้บริการที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งในปัจจุบันและอนาคต อาทิ การเปิด “The Empire Residence” พื้นที่ Co-Living Space กว่า 1,500 ตร.ม. ณ อาคารเอ็มไพร์

โดยธุรกิจอาคารสำนักงานยังคงเป็นธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดให้แก่บริษัทอย่างต่อเนื่อง จากสำนักงานเกรด A ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ใจกลางย่านธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ

ปี 2567  บริษัทมีแผนสร้างมูลค่าทรัพย์สินกว่า 36,000 ล้านบาท รวมมูลค่าการลงทุนและเข้าพัฒนาโครงการทั้งในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วยการเปิดโครงการใหม่ปีนี้ 18 โครงการ มูลค่ากว่า 19,000 ล้าน

และมีโครงการอยู่ระหว่างการขออนุมัติการลงทุนอีกกว่า 17,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์การเติบโต (GROWTH-LED Strategy) ทั้งตั้งเป้าเติบโตเพิ่มมูลค่าพอร์ตทรัพย์สินกว่าสองเท่า ด้วยงบลงทุนกว่า 126,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปีหลังจากนี้

 

 

ทั้งปี 2567 บริษัทยังเดินหน้าตามกลยุทธ์การเติบโตเพื่อสร้างการเติบโตของทรัพย์สินผ่าน 3 โครงการใหญ่ โดยคณะกรรมการบริษัทเห็นชอบให้นำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติ เพื่อเข้าลงทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์คุณภาพบนพื้นที่ระดับไพรม์โลเคชั่นใน 2 จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเทพฯ และเชียงใหม่

ประกอบด้วย การเข้าลงทุนในโครงการโอพี การ์เด้น ย่านบางรัก เพื่อเชื่อมกับโครงการแฟลกชิป โรงแรม เดอะ พลาซ่า แอทธินี โนบุ โฮเทล แอนด์ สปา แบงคอก ริมแม่น้ำเจ้าพระยา คาดว่าจะเปิดดำเนินการประมาณไตรมาสที่ 4 ปี 2570

และโครงการโรงแรมในพื้นที่ถนนสุขุมวิท 38 ซึ่งเป็นย่านไลฟ์สไตล์สุดเทรนดี้ของกรุงเทพฯ เพื่อพัฒนาโครงการโรงแรมด้านเวลเนส คาดว่าจะเปิดดำเนินการประมาณไตรมาสที่ 3 ในปี 2571

รวมถึงการเข้าลงทุนเพิ่มในพื้นที่ช้างคลานใจกลางจังหวัดเชียงใหม่ ที่จะได้รับการพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของล้านนาทีค โครงการระดับเมกะโปรเจกต์ในอนาคตของทางบริษัท เพื่อร่วมสร้างคุณค่าและสนับสนุนจังหวัดเชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

นอกจากนั้น ปี 2566 บริษัทยังมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ให้กับประเทศไทยในเวทีระดับโลก ด้วยคะแนนด้านความยั่งยืนสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมโรงแรม รีสอร์ต และเรือสำราญ จากการประเมินและจัดอันดับของ S&P Global