ช่วงเทศกาลเช่นนี้ เสียงร้องคาราโอเกะจะดังอยู่ทุกแห่งหน เป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งในช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง จนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมดนตรี แล้วเคยสงสัยกันไหมว่า ใครคือผู้คิดค้นสิ่งที่เรียกว่า คาราโอเกะ ขึ้นมา
ในวันที่ผ่านการทำงานมาอย่างเหน็ดเหนื่อย เสียงเพลงกลายเป็นสิ่งเยียวยาจิตใจก่อนหมดวัน
แม้ว่าคาราโอเกะจะกลายเป็นคำยืมที่ใคร ๆ ก็รู้จัก แต่คำว่า “คาราโอเกะ” ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึง “วงออเคสตราที่ว่างเปล่า” เป็นการรวมกันของคำสองคำ คือ “คารัปโป” แปลว่า “ว่างเปล่า” และส่วนแรกของคำภาษาญี่ปุ่น “โอเกะสุโทระ” ที่แปลว่า แทร็กสำรองที่ไม่มีเสียงร้อง
แต่อาจไม่ได้ให้เครดิตบุคคลใดคนหนึ่งในการประดิษฐ์คาราโอเกะเป็นการพิเศษ แต่ยกย่องบุคคลที่สร้างสรรค์ต่อยอดตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1960 และต้นทศวรรษ 1970
จุดเริ่มต้นคิดค้นที่ โกเบ ประเทศญี่ปุ่น ที่มนุษย์เงินเดือนหากิจกรรมพักผ่อนหลังเลิกงาน ไม่เพียงแต่เหล้าสาเกที่ช่วยย้อมใจ ยังมีเสียงดนตรีบรรเลง ให้ลุกขึ้นมาร้องเพลงได้
ในปี 1967 เจ้าของโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ Shigeichi Negishi ได้ประดิษฐ์เครื่องคาราโอเกะขึ้นมา เพราะเขาชอบร้องเพลงตลอดเวลา
Negishi ขอให้หัวหน้าวิศวกรของเขาต่อแอมป์ไมโครโฟนและวงจรมิกซ์เข้ากับเครื่องเล่นเทป 8 แผ่นที่โรงงานผลิต เพื่อให้เขาสามารถได้ยินเสียงตัวเองร้องเพลงโปรด แต่ไม่ได้จดสิทธิบัตร (เมื่อไม่นานมานี้ Negishi ผู้ประดิษฐ์เครื่องคาราโอเกะที่มีวางจำหน่ายทั่วไปเครื่องแรกของโลกนั้น ได้เสียชีวิตลงแล้วที่ญี่ปุ่นในวัย 100 ปี)
Negishi มีแนวคิดสร้างต้นแบบเครื่องคาราโอเกะแบบหยอดเหรียญ ใช้ตราสินค้า “Sparko Box” วิธีใช้งานคือใช้เพลงสำรองที่จัดทำโดยวงดนตรีสดหรือการบันทึกเครื่องดนตรี และกลายเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นแบบคาราโอเกะ
เขาทำการตลาดโดยขายควบคู่ไปกับสมุดเนื้อเพลง และได้รับความนิยมไปทั่วญี่ปุ่น ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ที่บาร์และร้านอาหาร
ในยุคนั้นยังมีศิลปินออกมาต่อต้านว่าเครื่องคาราโอเกะเป็นภัยคุกคามต่ออาชีพนักร้อง เหมือนที่ AI เข้ามาคุกคามศิลปินในปัจจุบัน
Sparko Box ใช้เทปคาสเซตต์แปดแทร็กที่มีจำหน่ายทั่วไป โดยมีเนื้อเพลงอัดอยู่ในหนังสือเล่มเล็ก แต่ธุรกิจไม่ได้เวิร์กขนาดนั้น จึงต้องเลิกกิจการไปในที่สุด
แม้ว่า Negishi จะเป็นคนแรกที่สร้างเครื่องคาราโอเกะ แต่คนที่มีคนรู้จักมากที่สุด คือนักดนตรีนามว่า Daisuke Inoue ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่อง 8 Juke ที่ประดิษฐ์ขึ้นในปี 1971 แต่ Inoue ก็ไม่ได้จดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ของเขาเช่นกัน
Daisuke Inoue ได้สร้างเพลงป๊อปในคีย์ที่สามารถทำได้ เหมาะกับนักร้องสมัครเล่น โดยได้ทำ “กล่องคาราโอเกะ” (หรือที่รู้จักกันในชื่อ KTV) ปิ๊งไอเดียสร้างเครื่องหยอดเหรียญที่จะให้เวลาลูกค้าร้องเพลงสองสามนาที แล้วจ่ายเงิน โดยได้กำไรเพียง 100 เยนต่อเพลง กลายเป็นจุดเริ่มต้นความนิยมห้องร้องคาราโอเกะที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนับแต่นั้นมา
มาถึงปี 1975 Roberto del Rosario ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชาวฟิลิปปินส์ ก็ได้คิดค้นระบบร้องคาราโอเกะ และเริ่มทำการตลาดเวอร์ชันของตนเองขึ้นมา Rosario เป็นคนเดียวที่จดสิทธิบัตร ทำให้เมื่อกล่าวถึงคาราโอเกะ ชื่อของ Rosario จึงมักถูกพูดถึงมากกว่า แต่โดยรวมสิ่งประดิษฐ์ทั้งหมดของทุกคนช่วยผลักดันให้มีการเปิดตัววิดีโอคาราโอเกะและระบบคาราโอเกะแบบเครือข่ายตามมา
ในยุค 90 เครื่องคาราโอเกะเริ่มได้รับความนิยมอย่างมาก สำหรับการจะร้องเพลงต่อหน้าสาธารณชน เมื่อมีคาราโอเกะเราไม่จำเป็นต้องร้องเพลงเก่ง ไม่จำเป็นต้องซ้อมเนื้อเพลงก่อนก็ได้
ความนิยมของคาราโอเกะทำให้ต่อมามีรายการร้องคาราโอเกะตามมา เช่น รายการ Sing With Mitch ของ NBC ที่มีคอรัส และเนื้อเพลงด้านล่างจอทีวี เพื่อให้ผู้ชมร้องตามเพลงโปรดของพวกเขาได้
ปัจจุบันตามการประมาณการของสมาคมอุตสาหกรรมคาราโอเกะแห่งญี่ปุ่นทั้งหมด ญี่ปุ่นเป็นที่ตั้งของร้านคาราโอเกะมากกว่า 8,000 แห่ง ในขณะที่บาร์ 131,500 แห่ง ก็มีเครื่องคาราโอเกะ ทำให้ตลาดคาราโอเกะในญี่ปุ่นมีมูลค่ารวม 388 พันล้านเยน (ราว 95,000 พันล้านบาท)
ด้านตลาดคาราโอเกะทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงในช่วงระยะเวลาคาดการณ์ระหว่างปี 2566 -2574 ในขณะที่ปี 2565 ตลาดยังมีการเติบโตในอัตราคงที่
ตลาดคาราโอเกะทั่วโลกมีมูลค่า 4,870 ล้านดอลลาร์ ประมาณ 179,000 ล้านบาท ในปี 2564 และคาดว่าจะขยายตัวที่ CAGR 2.42% ในช่วงระยะเวลาคาดการณ์ โดยแตะ 5,620 ล้านดอลลาร์ หรือราว 206,000 ล้านบาท ภายในปี 2570
–
