ซัมซุงประกาศเข้าสู่โหมดฉุกเฉิน โดยที่ผู้บริหารออกมาเป็นหัวเรือทำงานต่อเนื่อง 6 วันต่อสัปดาห์ เพื่อให้บริษัทตื่นตัวรับรู้ถึงความตึงเครียดของเศรษฐกิจมหภาคที่เพิ่มสูงขึ้น
โดยที่ผู้บริหารในหน่วยงานทั้งหมดของ Samsung Group จะทำงาน 6 วันติดต่อกันต่อสัปดาห์ ทำงานในวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ถัดจากสัปดาห์ทำงานปกติห้าวัน เริ่มตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป
การเปิดโหมดบริษัทเข้าสู่โหมดฉุกเฉิน เนื่องมาจากการอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วของเงินวอน ความเสี่ยงทางการเมือง ภาวะสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่ยืดเยื้อ ความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ดอกเบี้ยปรับตัวขึ้นตาม
ธุรกิจต้องเผชิญกับปัจจัยลบที่ไม่สามารถควบคุมได้มากมาย ส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทในพอร์ตโฟลิโอของ Samsung ไม่เป็นไปตามเป้า เพื่อทบทวนกลยุทธ์ทางธุรกิจซึ่งต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างมาก
ผู้บริหาร Samsung Group ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อว่า “ผลประกอบการของธุรกิจหลักของซัมซุง ซึ่งรวมถึง Samsung Electronics ต่ำกว่าที่ตั้งเป้าในปี 2566 ทีมผู้บริหารจึงจะทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ เพื่อพาบริษัทออกจากวิกฤตนี้”
โดยที่ Samsung Electronics จะนำร่องเป็นบริษัทที่เริ่มทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ก่อน พร้อมด้วยผู้บริหารของ Samsung C&T Corp., Samsung Heavy Industries และ Samsung E&A
จากนั้นจึงตามด้วยบริษัทในเครืออื่น ๆ อาทิ Samsung Display, Samsung Electro-Mechanics, Samsung SDS, Samsung Life Insurance และบริษัทผู้ให้บริการทางการเงินอื่น ๆ ภายใต้ Samsung Group
แต่พนักงานที่ตำแหน่งต่ำกว่าระดับผู้บริหารจะยังคงทำงานห้าวันต่อสัปดาห์ตามปกติ
ในปี 2566 Samsung Electronics ขาดทุน 15 ล้านล้านวอน (11 พันล้านดอลลาร์) ในธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์หลักของบริษัทแผนก Device Solutions ที่เป็นผู้ดูแลธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80% ของรายได้ของ Samsung เนื่องมาจากภาวะถดถอยของตลาดชิป
แต่ในไตรมาสแรกของปี 2567 พลิกกลับมามีกำไรจากการดำเนินงานเบื้องต้นเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า ปัจจัยบวกมาจากการเกิดแผ่นดินไหวในไต้หวัน ที่ทำให้บริษัทผลิตชิปที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. (TSMC) ได้รับผลกระทบต่อการผลิต ดีมานด์จึงไหลไปยังคู่แข่ง
อย่างไรก็ตาม บริษัทอาจยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการอ่อนค่าลงอย่างมากของเงินวอนเกาหลี เพราะต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินวอนอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่าที่สุดในเอเชีย ใน 41 สกุลเงิน ตามข้อมูลของระบบสถิติเศรษฐกิจของธนาคารแห่งเกาหลี (ECOS) โดยอัตราแลกเปลี่ยนวอนต่อดอลลาร์ทะลุระดับ 1,400 วอนเป็นครั้งแรกในรอบ 17 เดือน นับแต่ปี 2565 นับเป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นได้ยาก เทียบเท่าช่วงวิกฤตใหญ่สามช่วง เช่น วิกฤตการเงินเอเชียปี 2540 วิกฤตการเงินโลกปี 2551 และวิกฤตเลโก้แลนด์ปี 2565
การอ่อนค่าของเงินวอนมีสาเหตุจากการตรึงอัตราดอกเบี้ยให้สูงของเงินดอลลาร์ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ด้านความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ยังทำให้ราคาน้ำมันระหว่างประเทศพุ่งสูงขึ้น น้ำมันดูไบซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิง เพิ่มขึ้นเป็น 90.26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันที่ 16 เมษายน จาก 86.31 ดอลลาร์ ในวันที่ 31 มีนาคม ค่าเงินเอเชียจึงอ่อนค่าลงตามราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น
ทั้งนี้ การพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันของเกาหลีอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินวอนอีกระลอก อีกทั้งราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมีแนวโน้มที่จะทำให้ดุลการค้าของประเทศแย่ลง ส่งผลให้จำนวนเงินดอลลาร์ที่ไหลเข้าสู่เกาหลีลดลง ความขาดแคลนของเงินดอลลาร์อาจทำให้เงินวอนอ่อนค่าลงอีก
นักวิเคราะห์กล่าวว่า กรณีของเงินวอนเกาหลี มาจากการละเลยการขยายห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และต้องเผชิญกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างภายในต่าง ๆ
นอกจากนั้น ซัมซุงยังต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งในประเทศ อย่าง SK Hynix Inc. ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทธุรกิจด้านพลังงานเพื่อโทรคมนาคมของเกาหลีใต้ กำลังชิงส่วนแบ่งทางการตลาดในตลาดหน่วยความจำ Bandwidth (HBM) ที่ดีมานด์กำลังเติบโตอย่างมาก ใช้กันอย่างแพร่หลายในแอปพลิเคชัน AI
ในช่วงไตรมาสแรกของปี ราคาชิป DRAM ที่ใช้ในอุปกรณ์เทคโนโลยีดีดตัวขึ้นราว 20% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และชิปแฟลช NAND ที่ใช้สำหรับการจัดเก็บข้อมูล เติบโต 23-28% ตามข้อมูลจาก TrendForce
ด้านธุรกิจปิโตรเคมีต่างก็กำลังรัดเข็มขัดเพื่อเอาตัวรอดจากภาวะตกต่ำของอุตสาหกรรมอันเนื่องมาจากอุปทานล้นตลาดจากคู่แข่งในจีน
อ้างอิง: Korea Economic Daily, Korea Economic Daily, TThe Verge
–
