“สังคมไร้เงินสด” แกะปม ต้นทุนธนาคารหายไป 40%

“สังคมไร้เงินสด” กำลังเป็นสิ่งที่ธนาคารทั้งรายใหญ่และเล็กกำลังแข่งขันกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ไม่ว่าจะเป็นการให้ร้านค้าริมถนนจนถึงในศูนย์การค้าให้ลูกค้าบริการชำระเงินผ่าน QR Code หรือหมัดเด็ดที่สร้างกระแสดังสนั่นให้ใครๆต้องพูดถึง คือการฟรีค่าธรรมเนียมการโอนเงินและจ่ายบิลต่างๆ ผ่าน Internet Banking

ที่ว่ากันว่าค่าธรรมเนียมธุรกรรมต่างๆ เหล่านี้ เป็นของหวานให้ธนาคารกินนิ่มๆ คิดเป็น 30% จากรายได้ของธุรกิจธนาคารทั้งหมด

แต่จริงๆแล้วค่าธรรมเนียม 30% ที่ว่านี้ยังรวมถึงค่าธรรมเนียมในการขอสินเชื่อที่ลูกค้าต้องจ่ายให้ธนาคาร ซึ่งหากตัดตรงนี้ไปแล้ว ฟรีค่าธรรมเนียมโอนเงินและจ่ายบิลต่างๆ ผ่าน Internet Banking น่าจะเหลือสัดส่วนประมาณ 20%   

มองผิวเผินเกม “สังคมไร้เงินสด” หลายคนอาจมองว่าเป็นการแย่งชิงลูกค้าของกลุ่มธนาคารซึ่งกันและกัน ด้วยวิธีมอบข้อเสนอให้ลูกค้าแบบหอมหวาน แต่แท้จริงแล้วนี้คือการพลิกเกมวงการธนาคาร อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

นั่นคือทุกธนาคารต้องการลดจำนวนสาขาตัวเองให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยในอนาคตเราอาจเห็นสาขาธนาคารที่อยู่ริมถนนน้อยลงหรือหายไปเลย จะไปสาขาธนาคารก็ต้องไปศูนย์การค้าต่างๆ

ธนาคารปิดสาขา
Cashless Society

ที่น่าสนใจเกือบทุกธนาคารประกาศว่าต่อไปจะลดจำนวนสาขาอย่างต่อเนื่องอีกในอนาคต โดยเฉพาะเบอร์ 1 ในเรื่องจำนวนสาขาอย่าง SCB ที่ปัจจุบันมี 1,170 สาขามีพนักงาน 27,000 คน ประกาศชัดเจนว่าในปี 2563 จะเหลือแค่ 400 สาขาแล้วมีพนักงานแค่ 15,000 คน

การที่ทุกธนาคารพร้อมใจกันลดสาขา เหตุผลคือ “สาขาคือต้นทุนการทำธุรกิจที่แพงที่สุดของธนาคาร” คิดเป็น 35 – 40% ของต้นทุนทั้งหมด ทำให้ในอดีตเบอร์ 1 และ 2 อย่าง SCB และ K Bank ที่มีสาขาในมือเป็นจำนวนมากต่างแข่งขันกันว่าธนาคารไหนจะบริหารต้นทุนสาขาได้ดีกว่ากัน

แล้วต้นทุน “สาขา” ทำไมถึงสูงเป็นอันดับ 1 ในธุรกิจธนาคาร แล้วมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง จากผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ท่านหนึ่งเปิดเผยกับ Marketeer ว่า

อันดับแรกสุดคือค่าจ้างพนักงาน,ค่าเช่า,ค่าประกันเงินสดในสาขาต่างๆ ของธนาคาร,ค่าประกันการขนส่งเงิน, ค่าบำรุงรักษาตู้ ATM ทั้งหมดคือค่าใช้จ่ายหลักๆ ที่ธนาคารต้องจ่าย

ในขณะที่รัฐบาลเองก็จะพิมพ์ธนบัตรและเหรียญต่างๆ น้อยลง ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ก็จะลดน้อยลงอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี 

เพราะฉะนั้นการเฉือนเนื้อตัวเองของธนาคารในวันนี้กับการผลักดันสังคมไร้เงินสดอย่างหนักหน่วง เป้าหมายก็เพื่อลดต้นทุนสาขาที่คิดเป็น 40% ให้น้อยลงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะฉะนั้นการฟรีสารพัดค่าธรรมเนียมในธุรกรรมดิจิทัลที่ธนาคารยอมมอบให้ลูกค้า บวก ลบ ยังไงก็คุ้มค่าอยู่ดี

ขณะเดียวกันธนาคารเองก็ยังสามารถมองเห็นข้อมูล Internet Banking ของลูกค้าเจ้าของบัญชีได้ชัดเจนมากขึ้นกว่าในอดีต ซึ่งข้อมูลตรงนี้ยังใช้เป็นเกณฑ์การตัดสินใจในการที่ธนาคารจะปล่อยสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

เพราะถึงอย่างไร รายได้หลักของธนาคารยังอยู่ที่สารพัดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมในการกู้เงินต่างๆ ที่คิดคร่าวๆ น่าจะ 80% เลยทีเดียว 

และหากใครมองว่าโมเดล Banking Agent ที่ให้ร้านสะดวกซื้อจะทำหน้าที่เปรียบเสมือนธนาคารรับฝาก – ถอนเงินได้ จะเป็นโมเดลที่ “แจ้งเกิด” ได้ไม่ยาก คงต้องคิดใหม่ทันที เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยไม่อนุญาตในเรื่องนี้

อีกทั้งในมุมธนาคาร เมื่อลดต้นทุนจากสาขาไปแล้ว ก็คงไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องมาเพิ่มต้นทุนตัวเองไปที่ร้านสะดวกซื้อทั้งเรื่องการวางระบบการบริหารและการบริการ และต้องจ้างพนักงานที่แยกออกมาอีกต่างหาก

แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือความปลอดภัยในเรื่องเงิน เพราะที่ผ่านๆ มาร้านสะดวกซื้อเองก็มีข่าวเรื่องการปล้นอาชญกรรมอยู่บ่อยครั้ง

ธนาคารกำลังมองว่าแบงก์ดิจิทัล ที่จับต้องไม่ได้ เป็นอะไรที่หอมหวนแล้วจะพลิกอนาคตธุรกิจตัวเองให้มีกำไรเป็นกอบเป็นกำมากขึ้นกว่าในอดีต 

เพราะฉะนั้นการยอมกรีดเลือดตัวเองเล็กน้อยในวันนี้ของธนาคาร ก็เพื่อได้ตัวเองมีชีวิตที่แข็งแกร่งในอนาคต  


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline