พระพายอโรม่า ต่อยอดภูมิปัญญาไทยด้วย Storytelling สร้างรายได้ 30 ล้าน ภายใน 3 ปี

“ชื่อแบรนด์ “พระพายอโรม่า” เกิดจากเราอยากได้ชื่อที่เชื่อมโยงกับคําว่ากลิ่น ประกอบกับตอนเด็ก ๆ ผมเป็นเด็กวัดที่เรียนโขน จึงคุ้นเคยกับตัวละครในวรรณคดีอย่าง พระพายเทพแห่งลม ซึ่งมีลูกเป็น ‘หนุมาน’ ตัวละครที่มีเอกลักษณ์และผู้คนคุ้นเคยมากกว่า

“เราจึงเลือก ‘หนุมาน’ มาเป็นทั้ง มาสคอต สัญลักษณ์และชื่อแบรนด์ วาง Story และ Positioning ที่ชัดเจน ว่าเป็นแบรนด์ไทยของคนรุ่นใหม่ ที่นำภูมิปัญญาไทยมาต่อยอดและเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้น”

ส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ อุดมเดช นาเมืองรักษ์ และ เกตุศิณี เพ็ชรรัตน์ 2 ผู้ก่อตั้ง “พระพายอโรม่า” (Phraphai Aroma) เครื่องหอมแบรนด์ไทยที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทยร่วมสมัย

จาก Passion สู่การลงมือทำจริง เริ่มสำรวจตลาด ศึกษาศาสตร์ของกลิ่นและเครื่องหอมด้วยตัวเอง ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ไปจนถึงการวางแผนสร้าง Brand story ทำให้เรื่องราวของพระพายอโรม่าน่าติดตาม

และเมื่อทั้งคู่บอกกับเราว่าสามารถกวาดรายได้ในปีที่ผ่านมาไปกว่า 30 ล้านบาท ยิ่งเพิ่มความเข้มข้นให้กับบทสนทนาครั้งนี้มากยิ่งขึ้น

เริ่มต้นและเติบโตจาก “ความชอบ”

ทั้งคู่เริ่มเล่าให้เราฟังว่า จุดเริ่มต้นของธุรกิจนั้นมาจากการที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง และความชอบในเรื่องน้ำหอมปรับอากาศในรถ ด้วยความที่น้ำหอมปรับอากาศในท้องตลาดยังไม่มีกลิ่นที่ถูกใจ จึงเกิดไอเดียที่จะทำธุรกิจนี้ และเริ่มต้นด้วยการสำรวจตลาด ลงพื้นที่แหล่งวัตถุดิบด้วยตัวเอง ลองเทสต์กลิ่น ไปจนถึงการลงคอร์สเรียนการปรุงน้ำหอม การออกแบบกลิ่น การใช้วัตถุดิบชนิดต่าง ๆ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

“ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด คลุกคลีกับสินค้า OTOP วัตถุดิบพื้นบ้านต่าง ๆ เกี่ยวกับเครื่องหอมและเราได้เห็นกรรมวิธีการทำ ทำให้รู้ว่าบ้านเรามีวัตถุดิบท้องถิ่นที่มีคุณภาพ และเกือบครบทุกอย่าง ในตอนที่ตัดสินใจทำธุรกิจจึงตั้งใจว่าจะนำวัตถุดิบเหล่านั้นมาต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่ม”

เมื่อถามถึงที่มาของชื่อแบรนด์และการสร้างแบรนด์ พระพายอโรม่า อุดมเดชตอบว่า

“ชื่อแบรนด์ ‘พระพายอโรม่า’ เกิดจากเราอยากได้ชื่อที่เชื่อมโยงกับคําว่ากลิ่น ประกอบกับตอนเด็ก ๆ ผมเป็นเด็กวัดที่เรียนโขน จึงคุ้นเคยกับตัวละครในวรรณคดีอย่าง พระพายเทพแห่งลม ซึ่งมีลูกเป็น ‘หนุมาน’ ตัวละครที่มีเอกลักษณ์และผู้คนคุ้นเคยมากกว่า

“เราจึงเลือก ‘หนุมาน’ มาเป็นทั้งมาสคอต สัญลักษณ์ และชื่อแบรนด์ วาง Story และ Positioning ที่ชัดเจน ว่าเป็นแบรนด์ไทยของคนรุ่นใหม่ ที่นำภูมิปัญญาไทยมาต่อยอดและเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้น”

ก่อนที่จะเริ่มทำธุรกิจ อุดมเดชเคยทำงานประจำด้านการออกแบบกราฟิกและการตลาด เขาจึงนำประสบการณ์การทำงานมาใช้วางกลยุทธ์ในการสร้างแบรนด์

“อย่างที่บอก ผมวาง Brand Storytelling ว่าเป็นแบรนด์น้ำหอมปรับอากาศในรถที่ผสมผสานระหว่างน้ำหอมและน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติ โดยมี ‘หนุมาน’ เป็นมาสคอตที่มีเอกลักษณ์เชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์และเป็นที่จดจำของคนรุ่นใหม่

“ตัวมาสคอตที่เป็นรูปหนุมานผมก็เป็นคนออกแบบเอง ด้วยดีไซน์ที่ผสมผสานแบบไทยร่วมสมัย และกลิ่นที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร และการผสมผสานของน้ำหอมและน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติที่ลงตัว ทำให้พระพายอโรม่าค่อย ๆ เติบโต”

ลูกค้าผู้ช่วยคนสำคัญที่ทำให้แบรนด์แข็งแกร่ง

เกตุศิณีบอกกับเราว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ พระพายอโรม่า ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และแข็งแกร่งขึ้นได้ คือ ลูกค้าผู้ใช้งาน

“เราโชคดีมีลูกค้าคอยซัปพอร์ตและให้คำแนะนำ พูดได้เลยว่าพระพายอโรม่าเติบโตมาได้ส่วนหนึ่งคือคำแนะนำจากลูกค้า ทั้งการดีไซน์ หรือกลิ่นต่าง ๆ เรานำฟีดแบ็กจากลูกค้ามาปรับปรุงและพัฒนา นั่นทำให้สินค้าของเราตอบความต้องการลูกค้าได้ตรงจุด”

จุดเด่นของพระพายอโรม่าคือ การที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติ ทำให้มีส่วนช่วยในการบำบัด บรรเทาอาการไมเกรน และภูมิแพ้  ปัจจุบันเรามีสินค้าทั้งหมด 8 Category โดยมี Product Hero คือ ก้านหอมและน้ำหอมปรับอากาศในรถ ซึ่งในช่วงแรกนั้นมีเพียง 5 กลิ่น แต่ปัจจุบันมีทั้งหมด 12 กลิ่น 2 รูปแบบ คือ กลิ่นอโรม่า ที่ให้ความรู้สึกถึงน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติ และกลิ่นน้ำหอม

ปรับตัวได้เร็ว Turning Point สำคัญ

ทั้งคู่เริ่มต้นทำธุรกิจได้ไม่นาน ก็เกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 พวกเขาบอกว่าทำให้มีเวลาศึกษาตลาดมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังปรับให้สินค้าตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคที่ Work form Home ในช่วงนั้น โดยมุ่งไปที่การขายออนไลน์ 100% ผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก (Facebook)

“ในช่วงแรกเราไม่มีหน้าร้าน ขายผ่านช่องทางเฟซบุ๊กอย่างเดียว ซึ่งตอนนั้นก็ไม่ได้หวือหวามาก พอไปได้ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือ การมาของแพลตฟอร์ม TikTok เราเห็นช่องทางการเติบโตอย่าง Affiliate Marketing หรือระบบนายหน้า TikTok     

“จุดเริ่มต้นคือ มีลูกค้าของเรานำสินค้าไปทำคลิปรีวิวแล้วเขาก็ได้ค่านายหน้าจริง ๆ จากนั้นคนก็ทำต่อเรื่อย ๆ พอเราเห็นก็ทำการตลาดสนับสนุน เน้นช่องทาง TikTok เต็มที่ จากที่มีนายหน้าหลักร้อยในตอนแรก กลายเป็นหลักพัน ปัจจุบันเป็นหลักแสนคน ซึ่งระหว่างทางอย่างที่คุณเกตุศิณีบอก เราได้รับคำแนะนำจากลูกค้าและลูกค้าที่เป็นนายหน้ามาโดยตลอด ทำให้เราพัฒนาสินค้าควบคู่ไปด้วย”

นั่นทำให้รายได้ของพระพายอโรม่าจากปีแรกที่เริ่มทำธุรกิจอยู่ที่หลักแสน เติบโตแบบกระโดดมาที่ 30 ล้านบาทในปี 2566 ที่ผ่านมา

“กว่า 50% ของลูกค้า คือลูกค้าเก่าที่เห็นการเติบโตของแบรนด์มาโดยตลอด เห็นสินค้าของเรามาทุกเวอร์ชั่น ทำให้เราสามารถต่อยอดสินค้าออกเป็นคอลเลกชั่นสำหรับแฟนพันธุ์แท้ และได้ไอเดียออกดีไซน์พิเศษ Seasonal Product ต่าง ๆ ออกไปอีกได้

“สิ่งสำคัญที่ทำให้พระพายอโรม่ามาถึงจุดนี้ได้ อย่างแรกคือ ลูกค้าที่คอยซัปพอร์ต ถัดมาคือการปรับตัวที่เร็ว ส่วนหนึ่งมาจากการที่เราลงมือทำเองทั้งหมดตั้งแต่แรก เรารู้ทุกอย่าง และปรับตัวได้เร็ว ทั้งการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพและตอบโจทย์ผู้บริโภค การปรับช่องทางการขาย ที่สำคัญคือ เราเป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เป็นแบรนด์ร่วมสมัยและมีจุดยืนที่ชัดเจน”

เมื่อถามถึงทิศทางในอนาคตของ พระพายอโรม่า ทั้งคู่ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า อยากให้แบรนด์ค่อย ๆ เติบโตอย่างรอบคอบ

“อย่างที่เห็นคือเราโตเร็วมาก 3 ปี 30 ล้านบาท ขณะที่เราทั้งคู่ยังมีอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกมากในการทำธุรกิจ การบริหารต่าง ๆ การสร้างแบรนด์ กระทั่งการตลาดทุกอย่าง ดังนั้น สิ่งที่เราทำในตอนนี้คือ ก้าวเดินอย่างระมัดระวังและรอบคอบที่สุดในทุก ๆ มิติ” อุดมเดช กล่าวทิ้งท้าย

ปัจจุบัน พระพายอโรม่า กำลังค่อย  ๆ เติบโตในแบบของฉบับของเขาเอง ทั้งในด้านยอดขายที่กดดันทีม การสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งด้วย Storytelling การสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์

ล่าสุดกับการคว้ารางวัล Hall Of Fame in Singapore Awards 2024 (HOFS AWARDS 2024) ในสาขา “Perfume Hall of Fame” ที่ประเทศสิงคโปร์ งานประกาศรางวัลแห่งเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ และยังเป็นการจารึกความสำเร็จของเหล่าบุคคลที่ทรงอิทธิพลในแวดวงต่าง ๆ และกลุ่มบริษัทธุรกิจชั้นนำ เพื่อเป็นการยกระดับสู่มาตรฐานระดับสากล

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline