Collaboration Marketing ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้บริโภคได้เสมอ การจับมือของสองแบรนด์สามารถสร้างความแตกต่างโดดเด่นจากคู่แข่ง สร้างอิมแพค ความน่าจดจำได้มากกว่า ยิ่งเมื่อเป็นการคอลแลบส์ของแบรนด์ที่อยู่ต่าง categories แล้ว ยิ่งดึงความสนใจให้คนตั้งตารอขึ้นไปอีก

ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราได้เห็นการคอลแลบส์จากแบรนด์ที่คาดไม่ถึง ที่ผ่านมาก็มีให้ได้เห็นบ้าง แต่การคอลแลบส์ระหว่าง ‘อาหาร’ กับ ‘เครื่องสำอาง’ ไม่ได้มีให้เห็นได้บ่อยแน่ และจะเป็นอย่างไรเมื่อ บิวตี้รีเทล “BEAUTRIUM” มาร่วมมือกับร้านไก่ทอดเกาหลี “Bonchon”

คุณอติโรจน์ โรจน์รัตนวลี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท บิวเทรี่ยม จำกัด กล่าวว่า กระแส K-Culture เติบโตและมาแรงในทุกปี ทั้ง K-Beauty, K-Pop, K-Food, K-Travel  สำหรับ K-Beauty บิวเทรี่ยมเห็นการเติบโตที่มากเป็นเท่าตัวของหมวดหมู่นี้ จากปี 2565 มาถึงปี 2566 K-Beauty ขยายตัวถึงสองเท่า

ขณะเดียวกันนี้บิวเทรี่ยมมีแคมเปญ “K-Beauty Fest: ช้อปโซฟิน บินไป Seoul” เพื่อส่งมอบประสบการณ์ให้ลูกค้าสายเกาหลีเลิฟเวอร์ จึงได้เกิดเป็นโปรเจกต์คอลแลบส์ BEAUTRIUM x Bonchon เป็นหนึ่งในโปรเจกต์ของแคมเปญนี้ นำเอา Korea Pop Culture ที่สอดคล้องกับแบรนด์คือ Beauty มาสร้างสรรค์โปรดักส์ร่วมกับ K-Food จากบอนชอน เกิดเป็น “ลิปทินท์ไก่ทอดซอสเกาหลี”

Collaboration Marketing

การทำ Collaboration Marketing คือ การรวมกำลังของธุรกิจที่มีเป้าหมายเดียวกันที่อยากจะขยายฐานลูกค้าให้เพิ่มขึ้น หรือแบ่งปันกลุ่มลูกค้ากัน (Shared Target Market) แต่ไม่ใช่ทุกแบรนด์จะสามารถคอลแลบส์กันได้ ต้องเป็นแบรนด์ที่มี Common Purpose ทั้งความสนใจของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ภาพลักษณ์หรือคาแรกเตอร์ และแบรนด์สตอรี่ต้องไปในโพสิชั่นเดียวกัน

เช่น การคอลแลบส์ระหว่าง BEAUTRIUM x Bonchon ทั้งสองมีจุดมุ่งหมายในการเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าที่มีความสนใจในสินค้ากลุ่มเกาหลี แม้จะอยู่ในหมวดหมู่ที่ต่างกันก็ตาม แต่ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว การแต่งตัว ความสวยความงาม อาหารการกิน ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ทับซ้อนกันไปมา และเรียกรวม ๆ ว่า “ไลฟ์สไตล์” ซึ่งกลุ่มลูกค้าของบอนชอนและบิวเทรี่ยม ต่างก็อยู่ในวัยเรียน วัยรุ่น และวัยทำงาน ที่มีไลฟ์สไตล์และความสนใจในเรื่องอาหารการกิน แฟชั่น ตลอดจนความสวยความงามใกล้เคียงกัน

คาแรกเตอร์แบรนด์ยังมีความสอดคล้องกัน แบรนด์ใช้สีแดงสดสะดุดตา สื่อถึงความมีพลัง เป็นเอกลักษณ์ที่ใกล้เคียงกัน

การร่วมมือในครั้งนี้ เหตุผลหลักคือการขยายฐานลูกค้าและการแบ่งปันกลุ่มลูกค้า (Shared Target Market) สร้างประสบการณ์ที่ตื่นเต้นให้ลูกค้าของทั้งสองแบรนด์ กระตุ้นความสนใจให้กลุ่มลูกค้าเปิดการรับรู้สิ่งใหม่จนอยากช้อป อยากลอง อยากใช้  รวมถึงขยายโอกาสในการซื้อสินค้าหรือเข้าใช้บริการของกลุ่มลูกค้าเดิมให้มากขึ้น เพราะแบรนด์มีความเคลื่อนไหว สดใหม่ อยู่ในกระแส อีกทั้งยังเสริมภาพลักษณ์ความสร้างสรรค์ให้ทั้งบิวเทรี่ยมและบอนชอนเป็นแบรนด์ที่เข้าใกล้กลุ่ม New Generation ได้มากขึ้น

สินค้าโปรเจกต์พิเศษ ไม่มีจำหน่าย

สำหรับผลิตภัณฑ์ “Korean Spicy Chicken Oil Tint ลิปไก่ทอดซอสเกาหลี” เป็นการนำจุดขายและจุดแข็งของสองธุรกิจมาผสานเข้าด้วยกัน

คุณอติโรจน์ เผยว่า ที่เลือกลิปสติกเพราะเป็นสินค้าเครื่องสำอางที่มีสัดส่วนการขายมากที่สุดในหมวดเมคอัพ เนื่องจากเป็นสินค้าที่เข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย  วัยเรียนก็สามารถใช้ได้เช่นกัน โดยเฉพาะในปัจจุบันที่อายุเฉลี่ยของเด็กสาวที่หันมาแต่งหน้าเด็กลงต่อเนื่อง วัยมัธยมศึกษาตอนต้นก็เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แล้ว อย่างน้อยทุกคนจะมีลิปสติกเป็นเครื่องสำอางชิ้นแรกที่ซื้อ

“ลิปไก่ทอดซอสเกาหลี” จะยังไม่มีจำหน่ายแต่เป็นสินค้าโปรเจกต์พิเศษ รับฟรีสำหรับลูกค้าที่ช้อปสินค้ากับ Beautrium ครบ 999.- ณ สาขาสยามสแควร์ แฟลกชิปสโตร์เท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค. เป็นต้นไป จนกว่าของจะหมด ทั้งนี้ โปรเจกต์ยังสอดคล้องกับแคมเปญ  BEAUTRIUM  K-Beauty Fest รวมสินค้าแบรนด์เกาหลีมาจัดโปรโมชั่นที่กำลังจะจัดขึ้นในบิวเทรี่ยมทั้ง 46 สาขา ในเวลาอันใกล้นี้ด้วย

ในมุมมองของตลาดบิวตี้รีเทล เศรษฐกิจภาพรวมไม่ค่อยมีผลกับธุรกิจนัก เนื่องจากสินค้าความสวยความงามถือเป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตอย่างหนึ่งที่ผู้บริโภคไม่สามารถตัดการใช้จ่ายได้ เนื่องจากการออกมาทำงานที่ไม่ใช่ Work From Home ต้องพบปะผู้คน จึงต้องรักษาภาพลักษณ์ให้ดูดีอยู่เสมอ ดีมานด์จึงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ตลาดบิวตี้จึงยังไปต่อได้ไม่กระทบ  คุณอติโรจน์กล่าวทิ้งท้าย


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer